ชวนคุยเรื่องสภาพชีวิตของผู้ต้องขังหญิงในเรือนจำญี่ปุ่น

ชวนคุยเรื่องสภาพชีวิตของผู้ต้องขังหญิงในเรือนจำญี่ปุ่น…ทำอย่างไรคนเราจึงจะก้าวพ้นออกจากวิกฤตชีวิตที่มืดมิด

บทความโดย : คอลัมน์นิจ (虹) www.marumura.com

ขึ้นชื่อว่าคุก หลายคนแค่ได้ยินคำนี้ก็อยากจะหนีไปให้ไกล เพราะมันหมายถึงการใช้ชีวิตแบบสูญสิ้นอิสรภาพ ภาพจำในหัวของหลายๆ คนจากสื่อที่นำเสนอ ไม่ว่าจะเป็นในข่าว หรือในภาพยนตร์ต่างๆ คือ คุกคือสถานที่ที่ผู้ต้องขังอยู่กันแบบแออัดยัดเยียด สกปรก มีโอกาสสูงที่จะโดนเพื่อนร่วมห้องขังทำร้ายร่างกาย ถ้าเป็นไปได้หลายคนก็ไม่อยากมาอยู่คุก

แต่ชีวิตของคนเราในบางครั้งก็อาจจะมีเหตุบางประการที่ทำให้ไปกระทำผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการเผลอสติ หรือ เข้ามีส่วนเกี่ยวพันกับคดีความด้วยสาเหตุต่างๆ จนกลายเป็นต้องลงเอยด้วยการตกเป็นผู้ต้องขัง

สิ่งสำคัญในชีวิตของคนเราคือ การที่ทำผิดแล้วเรายอมรับผิด เมื่อเข้าไปใช้ชีวิตในเรือนจำจนกระทั่งพ้นโทษแล้ว ก็กลับตัวกลับใจกลับสู่สังคมโดยไม่ทำผิดซ้ำอีก ทั้งนี้ทั้งนั้น ก่อนจะถึงวันที่ได้รับการปล่อยตัว ส่วนตัวเราเชื่อว่าสภาพแวดล้อมและการได้รับการปฏิบัติจากเจ้าหน้าที่ในเรือนจำมีส่วนอย่างมากในการที่จะทำให้คนๆ หนึ่งได้รับการบำบัดจิตใจและร่างกายจนหายดี จนกระทั่งพร้อมจะกลับเข้าสู่สังคมด้วยใจใหม่

หลายๆ คนอาจจะมีคำถามในใจว่า “แล้วสังคมของเราจะช่วยกันแก้ปัญหาเรื่องการที่ประชาชนกระทำผิดกฎหมายได้อย่างไร เพื่อที่จะลดจำนวนผู้ต้องขังในเรือนจำ?”

ดังนั้นนิจจึงอยากเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับเรือนจำสำหรับผู้ต้องขังหญิงในประเทศญี่ปุ่นที่เขียนในเว็บไซต์ข่าว Japantimes.co.jp และ DW.com ที่ได้ไปอ่านมาเพื่อเป็นการแชร์มุมมองเกี่ยวกับเรื่องนี้ค่ะ

และในตอนท้ายของบทความนี้ จะมีคำตอบให้กับทุกคนว่า เราจะทำยังไง สังคมของเราจะได้ไม่ต้องมีผู้ที่เลือกทางเดินผิด ก้าวขาเข้าไปสู่เรือนจำอีกค่ะ

เริ่มกันเลยนะคะ


ณ ปี 2024 ประเทศญี่ปุ่นมีเรือนจำสำหรับผู้หญิง 11 แห่ง ซึ่งรองรับผู้ต้องขังหญิงเฉลี่ยวันละ 3,637 คน คิดเป็นเพียงหนึ่งในสิบของจำนวนผู้ต้องขังชายที่มีอยู่ราว 36,000 คน ทั้งนี้ ในปี 2024 ผู้ต้องขังที่เป็นชาวต่างชาติมีสัดส่วนอยู่ที่ร้อยละ 7.6 ของผู้ต้องขังทั่วประเทศ เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 5.5 ในปี 2015

เรือนจำโทจิงิ (Tochigi) เป็นเรือนจำสำหรับผู้หญิงที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น ขณะนี้มีผู้ต้องขังหญิงอยู่ทั้งหมด 456 คน ท่ามกลางจำนวนนักโทษที่ลดลงและค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเรือนจำที่สูงขึ้น เรือนจำแห่งนี้มีกำหนดจะปิดทำการในเดือนเมษายน ปี 2028 โดยจะมีการย้ายนักโทษที่มีอยู่ในปัจจุบันไปยังสถานที่อื่น ราวหนึ่งในสามของผู้ต้องขังในเรือนจำระดับแห่งนี้เป็นชาวต่างชาติ โดยกลุ่มที่มีจำนวนมากที่สุดคือผู้หญิงชาวจีน เวียดนาม และไทย ที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดในคดียาเสพติด

ผู้ต้องขังหญิงที่อยู่ที่นี่มีหน้าที่ทำงานเย็บปักถักร้อยในแต่ละวันตั้งแต่เวลา 07.40 น. ถึง 16.30 น. โดยมีช่วงพักรับประทานอาหารกลางวัน จากนั้นในช่วงเวลา 18.00 น. ถึง 21.00 น. พวกเธอจะได้รับอนุญาตให้ดูโทรทัศน์หรือทำกิจกรรมยามว่างอื่นๆ ภายในห้องขัง ก่อนที่จะถึงเวลาปิดไฟเข้านอน

ชวนคุยเรื่องสภาพชีวิตของผู้ต้องขังหญิงในเรือนจำญี่ปุ่น…ทำอย่างไรคนเราจึงจะก้าวพ้นออกจากวิกฤตชีวิตที่มืดมิด

ช่างเย็บผ้ากลุ่มนี้ทำงานให้กับลูกค้า ส่วนผู้หญิงคนอื่นๆ พับกระดาษโอริกามิเป็นรูปทรงลูกบาศก์และทรงกลม ทำงานในครัวและแผนกซักรีดของเรือนจำ หรือซ่อมแซมรถเข็นวีลแชร์ให้กับเพื่อนผู้ต้องขัง

สิ่งหนึ่งที่เป็นเรื่องที่ท้าทายของทางเรือนจำคือ การสื่อสารกับผู้ต้องขังชาวต่างชาติ ความผิดพลาดด้านการสื่อสารอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อความปลอดภัย เนื่องจากเจ้าหน้าที่อาจไม่เข้าใจสิ่งที่ผู้ต้องขังพูด ทั้งนี้ ทางเรือนจำได้จัดให้มีการสนับสนุนด้านภาษาถึง 19 ภาษา โดยใช้ทั้งล่ามและเครื่องมือช่วยแปลภาษาควบคู่กันไปค่ะ

นอกจากนี้ยังมีความยากลำบากทางกำแพงวัฒนธรรมอีกด้วย เช่น ในกรณีที่ผู้ต้องขังทำผิดกฎระเบียบเล็กน้อยจะได้รับการลงโทษให้ขังเดี่ยวหรือนั่งคุกเข่าแบบญี่ปุ่นเป็นระยะเวลานาน ซึ่งเป็นเรื่องยากที่จะต้องอธิบายเรื่องบทลงโทษลักษณะนี้ให้ผู้ต้องขังจากประเทศอื่นๆ รับทราบว่าบทลงโทษแบบนี้ในบริบทของสังคมญี่ปุ่นไม่ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

สำหรับชาวต่างชาติและผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจะได้พักในห้องพักแบบตะวันตกขนาดเท่าเสื่อทาทามิสี่ผืน พื้นเป็นไม้เนื้อแข็ง มีห้องน้ำและที่นอนนุ่มๆ บนโครงเตียง

ในขณะที่ห้องขังขนาดใหญ่กว่า พื้นปูด้วยเสื่อทาทามิ 10 ผืน จะเป็นห้องรวมที่มีผู้ต้องขัง 6 คน นอนบนฟูก มีห้องน้ำรวมอยู่ด้านนอกห้อง

อีกหนึ่งความเปลี่ยนแปลงล่าสุดของเรือนจำแห่งนี้ ซึ่งมีนักจิตวิทยาประจำการอยู่ 3 คน คือการให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพจิตมากขึ้น โดยมีการเปิด “ห้องทบทวนจิตใจ” (reflection room) ขึ้นภายในบริเวณเรือนจำ ห้องขนาดเล็กแห่งนี้ตกแต่งด้วยงานศิลปะ เก้าอี้พักผ่อน และตุ๊กตานุ่มนิ่ม เพื่อใช้เป็นพื้นที่สำหรับการพูดคุยแลกเปลี่ยน ซึ่งเปรียบเสมือนการบำบัดจิตใจ โดยเจ้าหน้าที่เรือนจำจะให้บริการพูดคุยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละ 30 นาที

สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ได้แก่ ห้องสมุดที่มีหนังสือภาษาต่างประเทศ 5,000 เล่ม สนามกีฬาในร่ม สถานพยาบาลในสถานที่ และร้านทำผม ที่ซึ่งผู้ต้องขังได้รับทักษะที่ใช้ในการประกอบอาชีพและให้บริการลูกค้าหญิงจากพื้นที่โดยรอบด้วยการตัดผมในราคา 800 เยน

ผู้บัญชาการเรือนจำยังชี้ให้เห็นถึงแง่มุมเชิงบวกของเรือนจำโทจิงิ เช่น โอกาสในการฝึกอบรมวิชาชีพต่างๆ อาทิ ช่างทำผม ผู้ดูแลผู้สูงอายุหรือผู้ป่วย ช่างเสริมสวย และพนักงานขับรถยกสินค้า นอกจากนี้ยังมีหลักสูตรระยะเวลา 3 เดือนเพื่อสอนทักษะทางธุรกิจขั้นพื้นฐานอีกด้วย

ผู้ต้องขังราวร้อยละ 80 ได้รับการปล่อยตัวก่อนกำหนด แต่กลุ่มนักโทษคดีฆาตกรรมจำนวน 36 คนนั้นไม่เข้าข่ายได้รับสิทธิ์ดังกล่าว

นายคิโยจิกะ มิโยชิ ผู้บัญชาการเรือนจำโทจิงิ เน้นย้ำถึงความพยายามในการให้ความสำคัญกับการฝึกทักษะและการทำงานว่าเป็นเครื่องมือหลักในการป้องกันไม่ให้ผู้ต้องขังหญิงกลับมากระทำผิดซ้ำภายหลังได้รับการปล่อยตัว ทั้งนี้ ในปี 2024 ผู้ต้องขังหญิงในญี่ปุ่นประมาณร้อยละ 47 เป็นผู้ที่เคยต้องโทษจำคุกมาแล้วเป็นครั้งที่สองหรือมากกว่านั้น เขาให้ข้อมูลว่าผู้ต้องขังหญิงมีอัตราปัญหาด้านสุขภาพจิตหรือความพิการสูงกว่าผู้ต้องขังชาย

“บางคนมีปัญหาด้านพัฒนาการ ทำให้ไม่สามารถเข้ารับการศึกษาหรือหาหนทางเลี้ยงดูตนเองได้ จึงหันไปก่อเหตุลักทรัพย์ ซึ่งกรณีลักษณะนี้มีสัดส่วนที่สูงมาก” เขากล่าว

“คนเหล่านี้อาจเป็นผู้ที่เคยถูกพ่อแม่ทอดทิ้งตั้งแต่ยังเด็ก จึงต้องเติบโตมาท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ยากลำบากอย่างยิ่ง” มิโยชิกล่าว

พอได้ฟังข้อมูลของตารางการใช้ชีวิตของผู้ต้องขัง โดยรวมก็ดูเหมือนว่าคุณภาพชีวิตในเรือนจำในด้านการได้รับสิ่งอำนวยความสะดวกและได้รับการฝึกให้มีทักษะการทำงานเพื่อที่จะได้กลับเข้าไปอยู่ในสังคมได้อีกครั้งนั้นอยู่ในเกณฑ์ดีพอสมควรใช่ไหมคะ แต่จริงๆ แล้ว การอยู่ในเรือนจำก็มีปัญหาอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผู้ต้องขังเริ่มเข้าสู่ช่วงอายุสูงวัยค่ะ

ผู้ต้องขังหญิงเกือบหนึ่งในห้ามีอายุมากกว่า 70 ปี และคนที่มีอายุมากที่สุดคือ 91 ปี บางคนต้องใช้รถเข็นและไม่สามารถเข้าใช้ห้องอาบน้ำส่วนกลางได้โดยปราศจากความช่วยเหลือ ทว่าสถานดูแลแห่งนี้กลับมีพยาบาลเพียง 4 คนและนักกายภาพบำบัดอีก 2 คนเท่านั้น

นอกจากนี้ผู้ต้องขังกว่าร้อยละ 60 ยังมีความบกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจ หรือมีอาการเจ็บป่วยอีกด้วยค่ะ

เอมิโกะ ซุซุอิ คณบดีบัณฑิตวิทยาลัยแห่งมหาวิทยาลัยโอเทมาเอะ (Otemae University) ซึ่งทำงานเป็นผดุงครรภ์ดูแลหญิงที่ต้องโทษจำคุกด้วยในบางโอกาส เริ่มสังเกตเห็นรูปแบบชีวิตที่นำพาผู้หญิงบางคนเข้าสู่วังวนของการก่ออาชญากรรม เมื่อเธอเริ่มศึกษาผลกระทบของการถูกล่วงละเมิดทางเพศในวัยเด็กและอิทธิพลของเหตุการณ์ดังกล่าวที่มีต่อชีวิตของผู้หญิงในเวลาต่อมา

ผลการศึกษาในปี ค.ศ. 2000 ซึ่งสำรวจผู้ต้องขังหญิงจำนวน 82 คน พบว่าร้อยละ 73 ของผู้ต้องขังหญิงเคยตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงทางเพศ

เอมิโกะกล่าวว่า “สำหรับพวกเธอหลายคน การใช้ชีวิตท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่มีความรุนแรงถือเป็นเรื่องปกติวิสัย พวกเธอมักขาดความเข้าใจในแนวคิดเรื่องการใช้ชีวิตอย่างสงบสุข หรือการเห็นคุณค่าของการมีชีวิตประจำวันที่ราบรื่นและมั่นคง จากประสบการณ์การวิจัยเรื่องการทารุณกรรมเด็กและความรุนแรงทางเพศต่อเด็กที่ฉันทำมาอย่างยาวนาน ฉันเชื่อว่าผู้ต้องขังหญิงคือบุคคลที่สังคมและผู้ใหญ่ควรจะให้ความคุ้มครองตั้งแต่เนิ่นๆ และควรได้รับความใส่ใจรวมถึงการสนับสนุนที่เหมาะสมในฐานะเด็กที่ตกเป็นเหยื่อ ฉันมองว่าผู้ต้องขังหญิงเปรียบเสมือนภาพสะท้อนถึงความรับผิดชอบที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขของสังคมและผู้ใหญ่ ที่ล้มเหลวในการปกป้องคุ้มครองเด็ก”

จากคำกล่าวของเอมิโกะ ทำให้เรารู้ว่า คำตอบของคำถามที่ว่า “แล้วสังคมของเราจะช่วยกันแก้ปัญหาเรื่องการที่ประชาชนกระทำผิดกฎหมายได้อย่างไร เพื่อที่จะลดจำนวนผู้ต้องขังในเรือนจำ?”

คือ… เราจะต้องปกป้องดูแลเด็กที่ถูกทำร้าย ไม่ว่าจะโดนทารุณกรรมหรือถูกล่วงละเมิดทางเพศ เพื่อไม่ให้เด็กๆ เติบโตกลายไปเป็นผู้ใหญ่ที่คุ้นชินกับความรุนแรงในชีวิตจนมีปัญหาสุขภาพจิต และหมดหนทางการทำมาหากินจนต้องไปลักขโมยหรือก่ออาชญากรรมอื่นๆ จนสุดท้ายต้องกลายเป็นผู้ต้องขัง

และสำหรับผู้ต้องขังที่กระทำผิดไปแล้ว เราสามารถช่วยพวกเขาได้ในการบำบัดเยียวยาจิตใจไปพร้อมๆ กับการสอนวิธีการทำงานในสายอาชีพต่างๆ ให้จนกลายเป็นคนที่มีทักษะทำงานหาเงินเลี้ยงตัวเองได้ เพื่อที่จะได้กลายเป็นคนที่หายจากสภาวะความผิดปกติทางจิต และหารายได้อย่างสุจริตพึ่งพิงตัวเองได้ในอนาคต จะไม่ต้องกลับไปก่ออาชญากรรมเช่นการลักขโมยอีก และจะได้ไม่ต้องกลับเข้ามาในเรือนจำอีกค่ะ

สุดท้ายนี้ ก็ขอเป็นกำลังใจให้กับทุกท่าน ไม่ว่าจะเป็นผู้ต้องขังที่กำลังหาทางกลับใจแก้ไขชีวิตเพื่อกลับเข้ามาอยู่ในสังคมอีกครั้ง รวมถึงเจ้าหน้าที่ทุกท่านที่ที่ช่วยเหลือผู้ต้องขังในทุกมิติเพื่อให้กลับมายืนในสังคมได้อย่างสง่างามและแข็งแรงค่ะ

บทความโดย : คอลัมน์นิจ (虹) www.marumura.com

ทักทายพูดคุยกับ คอลัมน์นิจ ได้ที่ >>> Facebook คอลัมน์นิจคิดandไรท์

เรื่องแนะนำ :
– “คิเอะโระ” แค่ทำปุ๋ยหมัก คุณก็รัก(ษ์) โลกได้
– “Omairi Pay” เมื่อค่าใช้จ่ายในการไปวัดสามารถจัดการได้ง่ายๆ ด้วยบัตรเครดิต ก็ไม่ต้องคิดว่าเงินสดจะไม่พออีกต่อไป
– เมื่อจำนวนชาวต่างชาติเพิ่มขึ้น ญี่ปุ่นจะรับมืออย่างไร
– รวมสุดยอดไอเดียการลดขยะอาหารจากญี่ปุ่น มาบริโภคอาหารให้คุ้มค่ากันเถอะ
– แนะนำซีรีส์น่าดูสำหรับคนทำงาน เรื่อง “Haken no Hinkaku” กับ “Talentless Takano”

ที่มา:
https://www.japantimes.co.jp/
https://www.dw.com/en/a-look-inside-japans-largest-prison-for-women/a-77329790

#ชวนคุยเรื่องสภาพชีวิตของผู้ต้องขังหญิงในเรือนจำญี่ปุ่น…ทำอย่างไรคนเราจึงจะก้าวพ้นออกจากวิกฤตชีวิตที่มืดมิด

Tags :

  • Otemae University
  • นักโทษหญิงญี่ปุ่น
  • ผู้ต้องขังหญิง
  • เรือนจำญี่ปุ่น

ชอบเรียนภาษา จบอักษรมาได้สักพักไปเรียนต่อบริหารธุรกิจทำงานเขียน ครีเอทีฟ ล่าม สอนภาษา รวมความว่าสัมมาอาชีวะทุกอย่างอยู่เป็นนิจ ชอบชีวิตที่มีประโยชน์และมีความสุข