นายกฯ เปิดประชุมใหญ่ไอเอ็มเอฟ-เวิลด์แบงก์ ชูไทย “เชื่อมโลก” ร่วมมือระหว่างประเทศสร้างโอกาส-ประโยชน์ถึงประชาชน

  1. หน้าหลัก 
  2. การเมือง 
  3. ข่าวการเมือง 

นายกฯ เปิดประชุมใหญ่ไอเอ็มเอฟ-เวิลด์แบงก์ ชูไทย “เชื่อมโลก” ร่วมมือระหว่างประเทศสร้างโอกาส-ประโยชน์ถึงประชาชน

เผยแพร่: 16 ต.ค. 2569 12:40   ปรับปรุง: 16 ต.ค. 2569 13:46   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



นายกฯ เปิดประชุมใหญ่ IMF-World Bank Annual Meetings 2026 ชูไทย “เชื่อมโลก” มุ่งผลักดันไทยเชื่อมตลาด เงินทุน และเทคโนโลยีผ่านอาเซียน เสริมศักยภาพคนและภาคธุรกิจ เปลี่ยนทรัพยากรเป็นโอกาส สร้างเศรษฐกิจเข้มแข็งท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลง

วันนี้ (วันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม 2569) เวลา 09.15 น. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดการประชุมใหญ่ประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ 2569 (Annual Meeting Plenary) ภายใต้การประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 โดยสรุปสาระสำคัญ ดังนี้

นายกรัฐมนตรี กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมการประชุมจากนานาประเทศ พร้อมเน้นย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะประเทศที่เชื่อมโยงผู้คน วัฒนธรรม และแนวคิดจากทั่วโลก โดยชูแนวคิด “Thailand’s New Horizon: Empowering People, Building Resilience” เป็นแนวทางสำคัญในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลก


นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นจุดนัดพบของผู้คน วัฒนธรรม และแนวคิดมาอย่างยาวนาน โดยกรุงศรีอยุธยาเคยเป็นศูนย์กลางการค้าและการทูตระหว่างประเทศ เชื่อมโยงโลกตะวันออกและตะวันตก และสยามเจริญรุ่งเรืองจากการเปิดกว้างและเชื่อมโยงกับโลกภายนอก จิตวิญญาณดังกล่าวยังคงสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน โดยเมื่อปี 2534 ประเทศไทยเคยเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปี IMF และธนาคารโลก และในอีก 35 ปีต่อมา ได้มีโอกาสต้อนรับประชาคมโลกกลับมายังกรุงเทพฯ อีกครั้ง ณ ศูนย์การประชุมแห่งนี้ ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อรองรับการประชุมเมื่อปี 2534

นายกรัฐมนตรี ระบุว่า โลกในวันนี้แตกต่างจากเมื่อ 35 ปีก่อนอย่างมาก จากยุคที่เครื่องโทรสารเป็นเทคโนโลยีที่รวดเร็ว สู่ยุคที่ปัญญาประดิษฐ์กำลังเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจ ขณะที่ความแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์ส่งผลต่อการค้าและการลงทุน และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกลายเป็นความท้าทายสำคัญของโลก ความท้าทายเหล่านี้จึงจำเป็นต้องอาศัยการตอบสนองร่วมกันจากทุกฝ่าย


นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า แนวคิด “Thailand’s New Horizon: Empowering People, Building Resilience” ไม่ได้สะท้อนเพียงอนาคตของประเทศไทย แต่หมายถึงอนาคตร่วมกันของประชาคมโลก โดยการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงต้องอาศัยความเชื่อมโยงบนพื้นฐานของความไว้วางใจ ทั้งการค้าเสรี การเข้าถึงเทคโนโลยีและแหล่งเงินทุน ตลอดจนความร่วมมือที่เปิดโอกาสให้ประเทศต่างๆ ได้เรียนรู้และเติบโตไปด้วยกัน

โดยสิ่งที่ได้จากการประชุมเมื่อปี 2534 ไม่ได้มีเพียงมรดกที่เป็นรูปธรรมอย่างศูนย์การประชุมแห่งนี้ แต่คือความมุ่งมั่นต่อการหารือและความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยประเทศไทยสามารถมีบทบาทในการเชื่อมโยงตลาดระหว่างภูมิภาค เงินทุนกับโอกาส และเทคโนโลยีกับบุคลากรที่มีศักยภาพ ผ่านอาเซียนสามารถนำประเทศหุ้นส่วนในภูมิภาคมารวมพลังและเชื่อมโยงกับประชาคมโลก เพื่อเปิดโอกาสด้านการค้า การลงทุน และการพัฒนาร่วมกัน


นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำว่า การเชื่อมโยงต้องส่งต่อไปถึงประชาชน ช่วยให้ภาคธุรกิจเติบโต สร้างทักษะและศักยภาพ และสร้างโอกาสที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต โดยการเสริมพลังประชาชนหมายถึงการทำให้ชุมชนในวงกว้างมีส่วนร่วมและได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจมากขึ้น

นายกรัฐมนตรี เชิญชวน IMF ธนาคารโลก และประเทศหุ้นส่วน ร่วมเปลี่ยนการหารือให้เป็นความร่วมมือ และเปลี่ยนทรัพยากรทางการเงินให้เป็นโอกาส พร้อมย้ำว่า การตัดสินใจจากการประชุมครั้งนี้ควรนำไปสู่เศรษฐกิจที่เข้มแข็งขึ้นและสร้างโอกาสที่ดียิ่งขึ้นให้แก่ประชาชน

ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากอดีตที่กรุงศรีอยุธยาเคยเชื่อมโยงประเทศไทยเข้ากับโลก วันนี้กรุงเทพฯ สามารถมีส่วนเชื่อมโยงประเทศต่างๆ เข้าหากันบนเป้าหมายร่วมกัน คือ การทำให้เศรษฐกิจโลกสร้างประโยชน์ให้แก่ผู้คนได้มากขึ้น พร้อมเชิญชวนทุกฝ่ายร่วมกันทำให้การประชุมครั้งนี้มีความหมาย และนำไปสู่ประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับประชาชนในทุกประเทศ