แมนยูไนเต็ด วิกฤตบริหาร ปมเจสัน วิลค็อกซ์ กับอนาคตลิซานโดร
วิกฤตหลังบ้านของ แมนยูไนเต็ด ถูกจุดขึ้นอีกครั้ง หลังทีมแพ้ แอตเลติโก มาดริด 0-2 ในศึกแชมเปี้ยนส์ลีกเมื่อคืนวันอังคารที่ 13 ตุลาคม 2569 และ ลิซานโดร มาร์ติเนซ กองหลังชาวอาร์เจนตินา ให้สัมภาษณ์หลังเกมวิจารณ์ เจสัน วิลค็อกซ์ ผู้อำนวยการฝ่ายฟุตบอลของสโมสรโดยตรง ประเด็นนี้ทำให้แฟนบอลย้อนมองคำถามเดิมว่า อำนาจในมือผู้บริหารฝั่งฟุตบอลของแมนยูมีใครคอยถ่วงดุลอยู่จริงหรือไม่
มาร์ติเนซพูดอะไรหลังพ่ายแอตเลติโก
ตามรายงานของ ESPN มาร์ติเนซวัย 28 ปีบอกว่า “คาดหวังมากกว่านี้” จากวิลค็อกซ์ในตลาดซื้อขายช่วงซัมเมอร์ และมองว่าทีมยังไม่แข็งแกร่งพอจะรับมือค่ำคืนแบบนี้ ต่อมาเขาออกแถลงการณ์ว่านักเตะต้องเป็นฝ่ายส่งมอบผลงานก่อน และต้องเรียกร้องจากตัวเองให้มากขึ้น
ผลงานของทีมภายใต้ ไมเคิล คาร์ริก ก็ไม่ดีนัก ทีมไม่ชนะมาห้านัด และชนะเพียงสองจากเก้านัดในทุกรายการ ขณะที่บางสื่อมองว่าคาร์ริกไม่ได้รับการสนับสนุนในตลาดนักเตะเพียงพอ
เส้นทางอำนาจของวิลค็อกซ์

วิลค็อกซ์เข้ามาเป็นผู้อำนวยการด้านเทคนิคเมื่อเดือนเมษายน 2024 หลังเคยเป็นหัวหน้าอะคาเดมีแมนเชสเตอร์ ซิตี้ และผู้อำนวยการฟุตบอลของเซาแธมป์ตัน เมื่อ แดน แอชเวิร์ธ ผู้อำนวยการกีฬา ออกจากสโมสรในเดือนธันวาคม 2024 หลังอยู่ได้เพียง 159 วัน วิลค็อกซ์ก็รับงานของแอชเวิร์ธต่อ และได้เลื่อนเป็นผู้อำนวยการฟุตบอลอย่างเป็นทางการในเดือนมิถุนายน 2025 สื่อรายงานว่า เซอร์จิม แรตคลิฟฟ์ เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการแต่งตั้งเขา และเคยชมว่าเป็นผู้มี “สายตาดีที่สุดในวงการฟุตบอล” ขอบเขตงานของเขาจึงกว้างขึ้นตามไปด้วย
ปมอโมริมและแอชเวิร์ธ
สโมสรแถลงว่า แอชเวิร์ธ จากไปด้วย “ความยินยอมร่วมกัน” ส่วนรายงานหลังจากนั้นระบุว่า เขาเคยแสดงความระมัดระวังต่อการแต่งตั้ง รูเบน อโมริม ซึ่งสะท้อนว่าความเห็นภายในของผู้บริหารไม่ตรงกันตั้งแต่ต้น
ส่วนอโมริมถูกปลดในเดือนมกราคม 2026 หลังอยู่ได้ 14 เดือน ESPN รายงานว่าความสัมพันธ์ของเขากับวิลค็อกซ์ล่มสลาย โดยแหล่งข่าวในสนามซ้อมเล่าว่าวิลค็อกซ์เคยพูดทำนองว่าตนเป็น “เหมือนผู้จัดการ” และอโมริมเป็นแค่โค้ช ซึ่งอโมริมไม่พอใจ จนเขาออกมาประกาศว่าเขาต้องการเป็น “ผู้จัดการ” ไม่ใช่แค่ “โค้ช” อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวฝั่งสโมสรยืนยันว่าการตัดสินใจไม่ได้มาจากความสัมพันธ์ที่พังเท่านั้น แต่เพราะไม่เห็นพัฒนาการในสนามมากพอ
จุดนี้สำคัญ เพราะข้อมูลที่มีแสดงว่าทั้งสองเรื่องมีหลายปัจจัย ทั้งผลงานของทีม ความเห็นต่างเรื่องแท็กติก และการแบ่งอำนาจ ไม่มีหลักฐานเพียงพอจะสรุปว่าวิลค็อกซ์เป็นต้นเหตุเดียวของการจากไปของทั้งสองคน
วิลค็อกซ์ยังได้รับการสนับสนุน
หลังเหตุการณ์ล่าสุด แหล่งข่าวของ ESPN และ Sky Sports ระบุตรงกันว่า วิลค็อกซ์ยังได้รับการสนับสนุนจากผู้บริหาร และไม่มีแรงกดดันภายในต่อตำแหน่งของเขา Sky Sports รายงานด้วยว่ามีทั้งความโกรธและความงุนงงต่อคำพูดของมาร์ติเนซ ทั้งในห้องประชุมบอร์ดและห้องแต่งตัว โดยมีนักเตะอย่างน้อยหนึ่งคนไปคุยกับเขาบนเครื่องบินขากลับ แรตคลิฟฟ์ยังพอใจกับบทบาทของวิลค็อกซ์ด้วย
นี่คือคำตอบเชิงโครงสร้างต่อวลี “ไร้คนขัดขวาง” ในสื่อบางแห่ง คือผู้บริหารระดับสูงยังยืนอยู่ข้างเขา ตำแหน่งจึงดูมั่นคง แม้จะเสียงวิจารณ์ดังขึ้น
อนาคตของลิซานโดร มาร์ติเนซ
ฝั่งมาร์ติเนซ ESPN ระบุว่าสโมสรกำลังประเมินคำพูดของเขาก่อนตัดสินใจเรื่องโทษทางวินัย ขณะที่ The Guardian รายงานว่าเขาวางแผนจะออกจากทีมในปี 2027 และ The Athletic ระบุว่าทั้งนักเตะและสโมสรไม่ต้องการใช้ออปชันต่อสัญญาอีกหนึ่งปี หากต้องการได้ค่าตัวคืน แมนยูต้องขายเขาในตลาดเดือนมกราคม มีรายงานว่าแอตเลติโก มาดริด สนใจเขา
จุดที่ต้องจับตาคือ อโมริมถูกปลดหลังวิจารณ์วิลค็อกซ์ในที่สาธารณะ แต่รายงานหลายแห่งมองว่ามาร์ติเนซไม่น่าเจอผลลัพธ์แบบเดียวกัน เพราะเป็นนักเตะ ไม่ใช่ผู้จัดการทีม ความน่าจะเป็นสูงสุดคือการแยกทางแบบเงียบๆ หรือขายออกในเดือนมกราคม
วิกฤตของแมนยูไนเต็ดครั้งนี้ไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคลเพียงคนเดียว แต่อยู่ที่คำถามว่าอำนาจตัดสินใจด้านฟุตบอลกระจุกตัวและถูกตรวจสอบเพียงพอหรือไม่ ขณะที่ผลงานในสนามยังไม่ดีขึ้น ความมั่นคงของวิลค็อกซ์อาจถูกทดสอบจริงจังเมื่อผลงานของคาร์ริกและทีมในช่วงต่อไปยังไม่ฟื้น ฟุตบอลต่างประเทศ