ทำเพื่อน้อง? 'ทักษิณ' ขอนิรโทษกรรม ระวัง! จากคลี่คลายสู่ขัดแย้งรอบใหม่

การยื่นคำร้องขอนิรโทษกรรมของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กำลังกลายเป็นประเด็นที่ต้องจับตา เพราะนอกจากจะมีข้อถกเถียงว่าคดีของนายทักษิณเข้าข่ายได้รับนิรโทษกรรมตามกฎหมายหรือไม่แล้ว ยังมีคำถามตามมาว่า กฎหมายที่มีขึ้นเพื่อคลี่คลายความขัดแย้งทางการเมือง อาจกลับกลายเป็นชนวนความขัดแย้งรอบใหม่เสียเองหรือไม่

ที่น่าสนใจคือ นายทักษิณเดินทางกลับประเทศไทยเพื่อรับโทษตามคำพิพากษาเมื่อปี 2566 ก่อนยื่นขอพระราชทานอภัยโทษและได้รับพระราชทานลดโทษจำคุกจาก 8 ปีเหลือ 1 ปี กระทั่งพ้นจากเรือนจำแล้ว แต่กลับมายื่นคำร้องขอนิรโทษกรรมอีกครั้ง จึงมีคำถามว่าอดีตนายกรัฐมนตรีต้องการอะไรเพิ่มเติมจากกระบวนการที่ผ่านพ้นมาแล้ว

เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความของนายทักษิณ เปิดเผยว่า ได้ยื่นคำร้องตั้งแต่วันที่ 8 ตุลาคม เพื่อขอให้คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขพิจารณาว่านายทักษิณมีสิทธิได้รับนิรโทษกรรมและพ้นจากความรับผิดตามพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 หรือไม่

ฝ่ายทนายความอ้างว่าคดีของนายทักษิณเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางการเมืองและผลจากการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 โดยยกประกาศคณะปฏิรูปการปกครองฯ ฉบับที่ 30 ซึ่งปรากฏอยู่ในบัญชีท้ายกฎหมาย ลำดับที่ 29 มาเป็นเหตุผลประกอบ

อีกทั้งยังอ้างมาตรา 7 โดยเสนอว่าการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี การบริหารราชการแผ่นดิน และการดำเนินนโยบายของรัฐบาล ถือเป็นการแสดงออกทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในช่วงเวลาดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ข้ออ้างนี้มีปัญหาสำคัญ เพราะมาตรา 7 เกี่ยวข้องกับการชุมนุมหรือการแสดงออกทางการเมืองตามเงื่อนไขของกฎหมาย ขณะที่มาตรา 3 ระบุชัดว่าไม่ให้นิรโทษกรรมความผิดฐานทุจริตหรือประพฤติมิชอบ

การเป็นนายกรัฐมนตรีและดำเนินนโยบายทางการเมือง ไม่ได้หมายความว่าการกระทำทุกอย่างระหว่างดำรงตำแหน่งจะได้รับนิรโทษกรรม โดยเฉพาะคดีที่ศาลมีคำพิพากษาเกี่ยวกับการใช้อำนาจหน้าที่ไว้แล้ว

คดีที่นายทักษิณหยิบยกขึ้นมามีทั้งคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และคดีริบทรัพย์สินกว่า 46,000 ล้านบาท ซึ่งเกิดจากการตรวจสอบภายหลังรัฐประหารปี 2549

ฝ่ายผู้ร้องเห็นว่าคดีเหล่านี้ไม่เข้าข้อยกเว้นของกฎหมาย แต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่ศาลพิพากษาว่านายทักษิณกระทำความผิดอะไร การที่คดีเกิดขึ้นหลังรัฐประหารเพียงอย่างเดียว ไม่ได้ทำให้กลายเป็นคดีที่ได้รับนิรโทษกรรม

นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ เป็นหนึ่งในผู้ที่ออกมาโต้แย้งคำร้อง โดยชี้ถึงข้อจำกัดตามมาตรา 3 และคำพิพากษาในคดีของนายทักษิณ ขณะที่ นายถาวร เสนเนียม อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ก็เห็นว่าคดีดังกล่าวไม่เข้าข่ายได้รับนิรโทษกรรมตามกฎหมายฉบับนี้ พร้อมเรียกร้องหยุดสร้างความสับสนให้สังคม

นอกเหนือจากข้อถกเถียงทางกฎหมายแล้ว ยังมีข้อสังเกตทางการเมืองที่น่าสนใจว่า การยื่นคำร้องของนายทักษิณครั้งนี้อาจมีเป้าหมายเพื่อเปิดทางให้นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้เป็นน้องสาว ซึ่งยังอยู่ต่างประเทศ ได้รับประโยชน์จากกฎหมายฉบับเดียวกันในอนาคตหรือไม่

แม้นายทักษิณจะเคยได้รับพระราชทานลดโทษและพ้นจากเรือนจำแล้ว แต่นางสาวยิ่งลักษณ์ยังอยู่ต่างประเทศหลังถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาจำคุกในคดีที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี สถานะทางคดีที่แตกต่างกันของสองพี่น้องจึงทำให้เกิดคำถามว่า การขอนิรโทษกรรมครั้งนี้อาจมีความหมายมากกว่าเรื่องของนายทักษิณเพียงคนเดียวหรือไม่

หากคณะกรรมการวินิจฉัยว่าคดีของนายทักษิณเข้าข่ายได้รับนิรโทษกรรม แม้คำวินิจฉัยจะไม่มีผลให้นางสาวยิ่งลักษณ์ได้รับนิรโทษกรรมโดยอัตโนมัติ แต่เหตุผลที่คณะกรรมการใช้วินิจฉัยอาจเป็นประโยชน์ต่อการยื่นคำร้องของนางสาวยิ่งลักษณ์ในอนาคต

โดยเฉพาะหากคณะกรรมการยอมรับเหตุผลว่าคดีของนายทักษิณเกี่ยวเนื่องกับความขัดแย้งทางการเมือง ก็อาจเกิดคำถามตามมาว่า เหตุผลเดียวกันนี้จะนำมาใช้กับคดีของนางสาวยิ่งลักษณ์ได้หรือไม่ แม้คดีของทั้งสองคนจะมีข้อเท็จจริงและฐานความผิดแตกต่างกันก็ตาม

ประเด็นนี้มีความละเอียดอ่อน เพราะประเทศไทยเคยเผชิญความขัดแย้งครั้งใหญ่จากความพยายามผลักดันกฎหมายนิรโทษกรรมมาแล้วเมื่อปี 2556 ครั้งนั้นร่างกฎหมายที่ถูกมองว่าเปิดทางให้คดีทุจริตได้รับประโยชน์ กลายเป็นประเด็นสำคัญของการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ และขยายตัวเป็นวิกฤตการเมืองครั้งใหญ่

แม้สถานการณ์วันนี้แตกต่างจากครั้งนั้น แต่ข้อสงสัยเรื่องการนำกฎหมายนิรโทษกรรมไปใช้กับคดีของผู้มีอำนาจทางการเมืองยังเป็นประเด็นอ่อนไหว หากคำร้องของนายทักษิณได้รับการอนุมัติ และมีความพยายามนำคำวินิจฉัยไปใช้เป็นแนวทางสำหรับคดีของนางสาวยิ่งลักษณ์ ก็อาจกระตุ้นกระแสต่อต้านและทำให้ความขัดแย้งทางการเมืองกลับมารุนแรงขึ้นอีกครั้ง

ล่าสุดวันที่ 14 ตุลาคม นายฉัตรชัย บางชวด ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการ เปิดเผยว่า คำร้องของนายทักษิณเข้าสู่ขั้นตอนของคณะอนุกรรมการกลั่นกรอง ซึ่งมีปลัดกระทรวงยุติธรรมเป็นประธานแล้ว แต่ยังไม่สามารถตอบได้ว่าเข้าเกณฑ์ได้รับนิรโทษกรรมหรือไม่

สำหรับคณะกรรมการชุดใหญ่มีทั้งหมด 9 คน ประกอบด้วย นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน พล.ต.อ.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นรองประธาน นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร ปลัดกระทรวงยุติธรรม นางหรรษา หอมหวล เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และนายฉัตรชัย บางชวด ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นกรรมการและเลขานุการ

ส่วนกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอีก 4 คน ได้แก่ นายวุฒิสาร ตันไชย ซึ่งเสนอชื่อโดยวิปรัฐบาล นางทิชา ณ นคร เสนอชื่อโดยวิปฝ่ายค้าน นายคณพล จันทร์หอม เสนอชื่อโดยที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย และนายยุทธพร อิสรชัย เสนอชื่อโดยประธานสภาผู้แทนราษฎร

กรรมการทั้ง 9 คนต้องพิจารณาคำร้องตามข้อเท็จจริง คำพิพากษาของศาล และเงื่อนไขของกฎหมาย โดยมีแรงกดดันทางการเมืองรออยู่ไม่ว่าผลการวินิจฉัยจะออกมาอย่างไร

นายทักษิณอาจเป็นผู้จุดประเด็นขึ้นมา แต่ผู้ที่ทำให้ไฟความขัดแย้งลุกลามรอบใหม่ อาจกลายเป็นกรรมการทั้ง 9 คนเสียเอง.