สุพจน์ แสนทวีสุข : ร่วมทุกข์ร่วมสุขเพื่อสร้างเมืองที่เป็นธรรม

ผมเกิดที่อุบลราชธานี แต่ปักหลักอยู่ที่ชุมชนหมอเหล็งตั้งแต่ปี 2539 ก่อนหน้านั้นพี่สาวกับพี่เขยเขามาอยู่ก่อน ผมมาช่วยเขาสร้างบ้านในช่วงปี 2534-2535 ก่อนจะย้ายตามเข้ามา ชุมชนเราจึงเริ่มต้นอยู่กันแบบพี่น้อง เดิมตรงนี้เป็นบ้านพักรถไฟ พอเขายกเลิกบ้านพัก รื้อบ้านเดิมออก พี่น้องเราก็เข้ามาบุกเบิกอยู่อาศัยตามพื้นที่ว่าง  เริ่มต้นตอนแรกประมาณ 7-8 หลัง ตอนนี้มีประมาณ 124 ครัวเรือน ปัจจุบันยังมีบ้านพักรถไฟหลังเก่า ที่เห็นสังกะสีดำๆ ยังไม่รื้อเหลืออยู่หลังหนึ่ง แต่ใกล้พังมากแล้ว

คนที่นี่เกือบทั้งหมดมาจากต่างจังหวัด เป็นคนบ้านนอกเคยทำนาทำสวน แต่ครอบครัวหนึ่งก็ไม่ได้ทำนาทำสวนกันทุกคน เพราะมันต้องรอรอบฝน ถ้าไม่ใกล้แหล่งน้ำก็จะทำอาชีพนี้ไม่ได้ แล้วการทำนาทำสวนตามบ้านนอกมันลงทุนสูง มีโอกาสขาดทุน บางคนก็ไม่ชอบทำ เพราะแพ้ยาแพ้ปุ๋ย บางคนชอบค้าขาย การค้าขายในกรุงเทพฯมีความอิสระ วันหนึ่งขายได้กำไรพันกว่าบาท ก็ไปบอกญาติพี่น้อง ชวนกันเข้ามา

อยู่ที่นี่มา 30 ปี เหมือนเป็นบ้านตัวเองแล้ว เวลากลับไปบ้านต่างจังหวัดก็เหมือนไปเที่ยว ไปวันสองวันก็อยากกลับ กลายเป็นคนกรุงเทพฯที่เกิดอยู่ต่างจังหวัด อยู่กรุงเทพฯปีหนึ่งกลับบ้านเกิดวันเดียว แสดงว่าเรามีบ้านที่กรุงเทพฯ ไม่ใช่ต่างจังหวัด ถึงจะเช่าก็ถือเป็นบ้านเรา

พี่น้องในชุมชนเราส่วนหนึ่งตื่นตั้งแต่ตี 2 เพื่อเตรียมของขาย ต้มข้าวโพด ถั่ว มัน ปอกผลไม้ หั่นเป็นชิ้น ห่อใส่แพ็ค ใส่รถเข็นไปขายให้พนักงานออฟฟิศตามริมทางในช่วงเช้าและกลางวัน แบ่งสายแยกกันไปขาย ไม่ทับทางกัน

ทุก 3 โมงเย็น เราจะรวมกันไปซื้อของที่ตลาดสี่มุมเมืองหรือตลาดไท ใครจะเอาอะไรก็สั่งมา อย่างข้าวโพดถ้ามี 5-6 เจ้าก็รวมกันสั่งมาแล้วไปขนทีเดียว ถั่ว ผลไม้ก็เหมือนกัน แต่ละวันเอารถกระบะออกไปขนเที่ยวเดียวจะได้ประหยัดค่าขนส่ง เดิมทีเราเคยลองไปซื้อที่ตลาดมหานาค ตลาดคลองเตย แต่ของมันน้อย ราคาขายก็แพงกว่า สมมติตลาดขายส่งสี่มุมเมืองขายโลละ 4 บาท ถ้าซื้อที่ตลาดมหานาค ตลาดคลองเตย ก็ตกโลละ 8 บาท แพงกว่าเกือบ 2 เท่า ค่าขนส่งในเมืองมันเพิ่ม เราลงทุนออกไปซื้อไกลหน่อย แต่รวมกันไปซื้อเที่ยวละมากๆ เฉลี่ยออกมาแล้วคุ้มทุนกว่า

คนในเมืองมันไม่ค่อยมีของกินแบบนี้ พอมาเห็นพวกข้าวโพด เผือก มัน ถั่ว พวกนี้จะถือว่าเป็นของอร่อย คนต่างชาติพอเห็นข้าวโพดปิ้งก็จะชอบ เพราะเหมือนของสดทำให้เห็นต่อหน้า เราเอามาทำวันต่อวัน แต่ก่อนในเมืองไม่ได้มีขายเยอะอย่างนี้นะ พวกรถเข็นข้าวโพดต้มข้าวโพดย่างมันจะไม่ค่อยเห็น บางจุดก็ไม่มีขายเลย พวกเรานี่แหละเริ่มทำขาย อย่างแถวสุขุมวิทต่างชาติเยอะ เราก็เอาพวกนี้ไปขายให้นักท่องเที่ยวและคนในเมือง

ตัวผมอาชีพหลักคือขับรถรับจ้าง และเปิดร้านชำตั้งแต่ปี 2539 เพราะแต่ก่อนมันไม่มีร้านค้าในชุมชุน ในเขตนี้มีร้านเดียว เพิ่งมาตอนหลังๆ มีกระแสโทร.สั่งซื้อ มีไรเดอร์เข้ามา ไม่ต้องออกไปไหนก็ได้ของ บวกกับเศรษฐกิจตกต่ำลง ค่ากับข้าวบางทีก็ไม่พอ ติดลบลงเยอะ

ประมาณปี 2563 เราก็ได้ข่าวการรถไฟเริ่มไล่รื้อเวนคืนชุมชนริมทางรถไฟหลายๆ ที่ พี่น้องเราก็ตกใจ คือชุมชนหมอเหล็ง ไม่ได้อยู่แนวริมทางรถไฟ จึงยังไม่โดนไล่ แต่อนาคตอาจจะโดนหรือเปล่าเราก็ยังไม่รู้ เคยได้ยินว่า กทม.มีโครงการจะทำแนวเขื่อนรอบริมบึงมักกะสัน แจ้งโครงการไว้แต่ไม่เคยมาทำเป็น 10-20 ปีแล้ว

ชุมชนเราถือว่าได้รับผลกระทบน้อย แต่พี่น้องที่อยู่ตามชุมชนแนวรางรถไฟพวกนี้จะนอนไม่หลับ เพราะโดนไล่รื้อโดยตรง จึงมีการรวมตัวกันจัดกระบวนการ จัดระเบียบ ทำสำรวจขึ้นมาว่า พี่น้องเราใครอยู่ตรงไหน มีจำนวนสมาชิกเท่าไหร่ ซึ่งกลุ่มพวกเราจะมีอยู่ 4 ชุมชนคือชุมชนบุญร่มไทร ชุมชนหลังโรงพยาบาลเดชา ชุมชนอาร์ซีเอ และชุมชนหมอเหล็ง แต่ก็ยังจดทะเบียนไม่ได้ ต้องช่วยเหลือตัวเอง หากรรมการมาช่วยให้มันเข้มแข็ง

เราได้รับประสบการณ์ช่วงโควิดซึ่งแย่กันทั้งประเทศ แต่ชุมชนเรากรรมการเราเข้มแข็ง เข้ามาช่วยพี่น้องเรา หาแหล่งหยูกยาอาหารมาช่วย ปัญหาช่วงโควิดชุมชนพวกเราจะไม่ได้รับการดูแลจากเขต เพราะเราไม่ได้อยู่ในระบบทะเบียน นี่คือปัญหาที่เราเคยแย้งกับเขตว่าทำไม พวกเราไม่ใช่คนไทยเหรอ พวกผมเป็นคนต่างด้าวหรือไง ทะเบียนบ้านก็มีแต่ไม่มีความหมายในระบบความช่วยเหลือ นี่เป็นประสบการณ์ที่แย่จากระบบหน่วยงานรัฐ

ทุกวันนี้แม้ว่าชุมชนเราจะไม่ถูกเวนคืนไล่รื้อ แต่เราก็เข้าร่วมต่อสู้กับพี่น้องชุมชนใกล้เคียง เราเอาพี่น้องเข้าร่วมในระบบกลุ่มออมทรัพย์ ถ้าใครจะเข้าโครงการบ้านมั่นคงก็ต้องมาหาเรา แล้วไปต่อสู้ในกระบวนการใหญ่กับพี่น้องเราทั่วประเทศ เพราะแต่ก่อนก็มีแค่ 61 ชุมชน ที่สามารถเช่าพื้นที่รถไฟได้ เราก็ไปร่วมกระบวนใหญ่ เสนอเช่าที่ดินแล้วหาพื้นที่ว่ารองรับได้ไหม

ต่อจากนี้ไปพี่น้องเราต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตใหม่จากบ้านไม้ผุพังแล้วไปอยู่บ้านปูน บ้านถาวรที่เจริญกว่านี้ ตอนนี้บ้านเรายังไม่สะอาด ต่อไปมันต้องสะอาดเป็นระเบียบขึ้นเพื่อพี่น้องที่เกิดขึ้นใหม่ นี่แหละคือผลงานที่พ่อแม่ทำไว้ให้มันเป็นบ้านเมืองสะอาด เราไม่อยากให้มีคำพูดว่า จะปล่อยให้พวกสลัมริมคลองอยู่แบบนี้ได้ยังไง เราอยู่ริมคลองเราก็สร้างบ้านสะอาดได้

คำพูดที่ว่าคนสลัมริมคลองดูสกปรกน่ากลัว มันจึงเป็นคำพูดต่ำๆ แล้วพวกสูงๆ นี่เขากินของจากใคร พวกผมทำไก่ย่างส้มตำไปให้พวกคุณที่อยู่ออฟฟิศ อยู่คอนโดกิน พวกคนรวยจริงๆ ไม่มาทำไก่ย่างขายหรอก พวกขายข้าวโพดต้มถั่วต้มก็พวกผมนี่แหละ อยู่สลัมนี่แหละ ถ้าอยากกินดี  คุณก็ต้องเข้าห้าง ซื้อของกินราคาแพง แล้วห้างอย่างเซ็นทรัลเวิลด์ ห้างพารากอน แต่ก่อนก็เป็นสลัม พี่น้องเราถูกเผาถูกไล่ตายไปไม่ใช่น้อย พวกเรานี่แหละทำของให้กิน พวกเรานี่แหละที่ใช้แรงงานขับเคลื่อนเมือง

  • สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์