ภาวะตลาดหุ้นนิวยอร์ก: ดาวโจนส์ปิดบวกเล็กน้อย กลุ่มเทเลคอม-พลังงานพยุง แต่หุ้นเทคร่วงหนัก

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกเล็กน้อยในวันจันทร์ (12 ต.ค.) โดยการปรับตัวเพิ่มขึ้นของหุ้นกลุ่มโทรคมนาคม พลังงาน และการแพทย์ เป็นปัจจัยช่วยพยุงตลาด แต่การซื้อขายถูกกดดันด้วยแรงขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี

  • ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ [DJI.X] ปิดที่ 51,850.55 จุด เพิ่มขึ้น 195.60 จุด หรือ +0.38%
  • ดัชนี S&P500 [SP500.X] ปิดที่ 7,807.24 จุด ลดลง 4.30 จุด หรือ -0.06%
  • ดัชนี Nasdaq [NASDAQ.X] ปิดที่ 27,245.90 จุด ลดลง 120.27 จุด หรือ -0.44%

หุ้น 8 ใน 11 กลุ่มหลักของ S&P 500 ปิดในแดนบวก โดยกลุ่มพลังงานเป็นกลุ่มที่ทำผลงานได้ดีที่สุด ขณะที่กลุ่มเทคโนโลยีร่วงหนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหุ้นกลุ่มชิปหน่วยความจำและฮาร์ดแวร์ AI

หุ้นกลุ่มชิปเผชิญแรงเทขาย หลังซีอีโอของบรอดคอม (Broadcom) ออกมาเตือนว่า ข้อจำกัดด้านเงินทุนอาจกลายเป็นอุปสรรคใหญ่ต่อการขยายระบบโครงสร้างพื้นฐาน AI ยิ่งกว่าปัญหาการขาดแคลนชิป หน่วยความจำ หรือไฟฟ้า พร้อมทั้งเปรียบเทียบนักลงทุน AI จำนวนมากว่าไม่ต่างจากนักพนันในคาสิโน ขณะที่ซีอีโอของอินเทล (Intel) ก็ได้กล่าวถึงความกังวลด้านการจัดหาเงินทุนในลักษณะเดียวกัน

สำหรับหุ้นที่ปรับตัวขึ้นมากที่สุดในดัชนีดาวโจนส์เมื่อวันจันทร์ ได้แก่ หุ้น Verizon Communications ปรับตัวขึ้น 2.71% ขณะที่หุ้น Salesforce เพิ่มขึ้น 2.09% และหุ้น Coca-Cola ปรับตัวขึ้น 1.98%

ส่วนหุ้นที่ปรับตัวลดลงมากที่สุด ได้แก่ หุ้น Cisco Systems ลดลง 2.58% ขณะที่หุ้น NVIDIA Corporation ลดลง 1.29% และหุ้น Amazon.com ลดลง 1.11%

ด้านตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ ปิดทำการเมื่อวันจันทร์เนื่องในวันโคลัมบัส (Columbus Day) ทำให้นักลงทุนยังไม่มีข้อมูลใหม่ ๆ เกี่ยวกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ปิดเมื่อวันศุกร์ (9 ต.ค.) ที่ระดับประมาณ 5.24% ซึ่งต่ำกว่าระดับสูงสุดในรอบกว่าสองทศวรรษที่เคยแตะเมื่อช่วงต้นสัปดาห์เพียงเล็กน้อย ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปี เคลื่อนไหวใกล้ระดับ 5.6%

ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวว่า รัสเซียและยูเครนได้บรรลุข้อตกลงระงับการโจมตีแหล่งพลังงานของอีกฝ่ายก็ตาม โดยประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน กล่าวหาว่ารัสเซียได้ละเมิดข้อตกลงดังกล่าว เพราะยังคงมีการส่งโดรนโจมตีแหล่งพลังงานของยูเครน

นอกจากนี้ การที่ปธน.ทรัมป์กล่าวว่า เขากำลังพิจารณาเข้าร่วมกับซาอุดีอาระเบียในการต่อสู้กับกลุ่มฮูตีในเยเมน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอิหร่าน หลังจากกลุ่มฮูตีทำการโจมตีท่าอากาศยานนานาชาติในกรุงริยาดจนทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากนั้น ทำให้มีแนวโน้มว่าความตึงเครียดในภูมิภาคจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น

นักลงทุนคาดหวังว่า ฤดูกาลประกาศผลประกอบการประจำไตรมาส 3 จะช่วยให้ตลาดหุ้นดีดตัวขึ้นต่อไป โดยนักวิเคราะห์คาดว่าผลประกอบการจะมีความแข็งแกร่ง

ธนาคารขนาดใหญ่ของสหรัฐ เช่น Bank of America, Citigroup, Goldman Sachs, JPMorgan Chase, Morgan Stanley และ Wells Fargo จะเปิดเผยผลประกอบการในสัปดาห์นี้

ข้อมูลจาก FactSet ระบุว่า บริษัทในดัชนี S&P 500 จะมีการขยายตัวของกำไรในไตรมาส 3 ราว 29.6%

หากเป็นไปตามคาด จะถือเป็นไตรมาสที่ 4 ติดต่อกันที่บริษัทในดัชนี S&P 500 มีการเติบโตของกำไรสูงกว่า 25% โดยได้รับแรงหนุนจากการขยายการก่อสร้างและพัฒนาศูนย์ข้อมูลสำหรับปัญญาประดิษฐ์

ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ จะเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อจากการใช้จ่ายของผู้บริโภค ประจำเดือนก.ย. ในวันพุธ โดยผลการสำรวจนักวิเคราะห์คาดว่า ดัชนี CPI ทั่วไป (Headline CPI) ซึ่งรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวขึ้น 3.6% ในเดือนก.ย. จากระดับ 3.4% ในเดือนส.ค.

เมื่อเทียบรายเดือน คาดว่าดัชนี CPI ทั่วไป ปรับตัวขึ้น 0.6% ในเดือนก.ย. จากระดับ 0.4% ในเดือนส.ค.

ส่วนดัชนี CPI พื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน คาดว่าปรับตัวขึ้น 2.5% ในเดือนก.ย. เมื่อเทียบรายปี จากระดับ 2.4% ในเดือนส.ค.

เมื่อเทียบรายเดือน คาดว่าดัชนี CPI พื้นฐาน ปรับตัวขึ้น 0.2% ในเดือนก.ย. จากระดับ 0.3% ในเดือนส.ค.

โดย กนิษฐ์นุช สิริสุทธิ์