ยศ-ยศพล บุญสม we!park เปลี่ยนพื้นที่รกร้างเป็นพื้นที่สีเขียว
ยศ-ยศพล บุญสม ภูมิสถาปนิกผู้ก่อตั้งเครือข่าย we!park เชื่อว่าการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในกรุงเทพมหานครไม่ต้องรอให้หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งลงมือคนเดียว เขามองว่าทุกคนในเมืองมีส่วนช่วยได้ และงานนี้จะไปได้ไกลที่สุดเมื่อทุกฝ่ายรู้สึกว่าตัวเองได้ประโยชน์ร่วมกัน

ยศ-ยศพล บุญสม มองปัญหาเมืองอย่างไร
ยศ-ยศพล บุญสม เริ่มจากสิ่งที่คนกรุงเทพฯ เจออยู่ทุกวัน ทั้งอากาศร้อน มลพิษ รถติด และน้ำท่วมขังทุกครั้งที่ฝนตก เขามองว่าอาการเหล่านี้ชี้ว่าการพัฒนาเมืองที่ผ่านมาอาจมาผิดทาง จึงตั้งคำถามว่าเราจะสร้างเมืองของรถยนต์และตึกคอนกรีตต่อไป หรือจะเริ่มหาทางปรับเมืองให้น่าอยู่ขึ้น
ก่อนตั้ง we!park เขาทำงานออกแบบภูมิทัศน์เมืองและพื้นที่สาธารณะมาก่อน จึงสงสัยว่าทำไมพื้นที่สาธารณะดีๆ ในไทยจึงเกิดขึ้นได้ยาก ช่วงที่ทำงานกับสำนักงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ซึ่งทำงานเสนอนโยบายจากภาคประชาชน เขาเห็นว่าพื้นที่สาธารณะที่ดีต้องอาศัยหลายองค์ประกอบ ตั้งแต่นโยบายรัฐ กลไกของหน่วยงาน การมีส่วนร่วมของสังคม ไปจนถึงงบประมาณและแหล่งทุน
ปัญหาที่เขาพบคือทุกส่วนมีอยู่แล้ว แต่ต่างคนต่างทำและไม่ได้เชื่อมกัน ภาครัฐบางแห่งมีที่ดินแต่ไม่มีงบ เอกชนมีงบแต่ไม่มีนักออกแบบ ส่วนนักออกแบบก็ไม่รู้ว่าจะเข้าไปช่วยได้อย่างไร เขายังเล่าว่ากรุงเทพมหานครซึ่งเป็นหน่วยงานสำคัญด้านนโยบายพื้นที่สีเขียว กลับไม่มีนักออกแบบประจำอยู่ในองค์กร

we!park แพลตฟอร์มที่เชื่อมทุกภาคส่วน
we!park จึงถูกตั้งขึ้นเป็นแพลตฟอร์มให้ภาครัฐ เอกชน นักออกแบบ และชุมชนมาแบ่งปันทรัพยากรกัน ยศ-ยศพล บุญสม ใช้แนวคิด Win Win Solution คือให้ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ เพราะเมื่อทุกคนได้ ก็ไม่มีเหตุผลที่ใครจะไม่อยากเข้าร่วม
วิธีทำงานเริ่มจากหาพื้นที่ว่างที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ เช่น เศษที่ดินจากโครงการอสังหาริมทรัพย์ พื้นที่ใต้ทางด่วน ใต้สะพาน หรือที่รกร้าง โดยเจ้าของที่ไม่จำเป็นต้องบริจาคถาวร อาจให้ยืมใช้ชั่วระยะเวลาหนึ่งก็ได้ จากนั้นทีมจะลงไปศึกษาพื้นที่ และชวนนักศึกษาจากหลายมหาวิทยาลัยมาทำกระบวนการออกแบบอย่างมีส่วนร่วมกับชุมชน เมื่อได้แบบแล้วก็หางบจากภาครัฐหรือเอกชนมาปรับปรุงพื้นที่ โดยกรุงเทพมหานครเป็นพาร์ตเนอร์หลักด้านงบบำรุงรักษา
เขายกตัวอย่างลานกีฬาที่ออกแบบร่วมกับชุมชนใต้ทางด่วนย่านอุรุพงษ์และชุมชนคลองจั่น ว่าเมื่อคนรู้สึกเป็นเจ้าของเพราะพื้นที่ตรงกับความต้องการจริง ก็จะช่วยกันดูแลต่อเอง
ตัวอย่างพื้นที่ที่กำลังศึกษา
ในช่วงที่ให้สัมภาษณ์ we!park กำลังศึกษาพื้นที่ 4 แห่งรอบกรุงเทพฯ
- หลังวัดหัวลำโพง เป็นพื้นที่ที่เอกชนบริจาค เคยเปิดใช้ระยะทดลองเพื่อวัดความพึงพอใจของผู้ใช้ และกำลังเข้าสู่ขั้นก่อสร้างจริง โดยกรุงเทพมหานครเป็นเจ้าภาพจัดหางบ
- ย่านอ่อนนุช เป็นพื้นที่ด้านหลังโครงการ T77 ที่เอกชนบริจาคเช่นกัน และมีแผนจัดกิจกรรมเปิดพื้นที่ร่วมกับคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ
- ย่านเอกมัย เป็นพื้นที่เศษเหลือจากการสร้างสะพานข้ามคลองแสนแสบ มีแผนเปิดประกวดแบบสวนสองฝั่งคลอง โดยกำหนดว่าต้องทำงานกับคนในพื้นที่จริง
- River City เป็นที่ดินเอกชนที่ตั้งใจพัฒนาเป็นโมเดลต้นแบบพื้นที่สาธารณะที่เอกชนเป็นเจ้าของ (Privately Owned Public Space)
ยศ-ยศพล บุญสม ย้ำว่าพื้นที่ไม่จำเป็นต้องใหญ่ สวนเล็กๆ ที่กระจายทั่วเมืองและเดินถึงได้ง่ายมีประโยชน์กว่าสวนใหญ่ไม่กี่แห่งที่เข้าถึงยาก และผลลัพธ์ของแต่ละพื้นที่ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นสวนเสมอไป บางแห่งชุมชนอาจอยากได้กิจกรรมหรือเวิร์กช็อปมากกว่า

บทเรียนจากสิงคโปร์และเรื่องภาษีที่ดิน
เขายกตัวอย่างสิงคโปร์ ซึ่งมีนโยบายให้ผู้สร้างอาคารต้องชดเชยพื้นที่สีเขียวที่เสียไป เช่น ผนังอาคาร สวนดาดฟ้า หรือระเบียง และต้องเปิดพื้นที่ให้สาธารณะใช้ด้วย ผู้พัฒนาได้อาคาร เมืองก็ได้พื้นที่สีเขียว
ในไทย เขามองว่าภาษีที่ดินเป็นแรงกระตุ้นให้เจ้าของที่ดินต้องคิดว่าจะใช้ที่ให้เกิดประโยชน์อย่างไร ทางเลือกหนึ่งคือสร้างพื้นที่สีเขียวคุณภาพดีเพื่อรับสิทธิลดหย่อนภาษี ซึ่ง we!park กำลังหารือกับภาครัฐเรื่องมาตรการรองรับ อาจอยู่ในรูปแบบ CSR ที่มีตัวชี้วัดชัดเจน และเขายอมรับว่าต้องผลักดันกันอีกนาน
Green Bangkok 2030 เป้าหมาย 10 ปี
we!park เป็นหนึ่งในภาคส่วนที่ผลักดันหมุดหมาย Green Bangkok 2030 ของกรุงเทพมหานคร ซึ่งตั้งเป้าไว้ 3 ข้อ
- เพิ่มพื้นที่สีเขียวจาก 6.9 ตารางเมตรต่อคน เป็น 10 ตารางเมตรต่อคน โดยต้องเป็นพื้นที่ที่ใช้งานได้จริง
- เพิ่มสัดส่วนคนกรุงเทพฯ ที่เดินถึงพื้นที่สีเขียวสาธารณะใกล้บ้านได้ จาก 13 เปอร์เซ็นต์ เป็น 30 เปอร์เซ็นต์ โดยองค์การอนามัยโลกให้ความสำคัญกับระยะเข้าถึงราว 400 เมตร หรือเดิน 5-10 นาที
- เพิ่มพื้นที่ร่มไม้ปกคลุมเป็น 40 เปอร์เซ็นต์ โดยนับเฉพาะต้นไม้ใหญ่ ไม่นับสนามหญ้า
ยศ-ยศพล บุญสม มองว่าเป้าหมายชัดเจนและท้าทาย แต่ภาคปฏิบัติยังเล็กมาก เขาเรียกตัวเองและ we!park ว่าเป็น “กองทัพมด” ที่จะผลักดันต่อไป และเสนอให้กรุงเทพมหานครนำเป้าหมายเข้าสู่ร่างนโยบาย พร้อมประสานหน่วยงานที่ถือครองที่ดินจำนวนมากให้เห็นภาพเดียวกัน เพราะเรื่องพื้นที่สีเขียวเชื่อมกับฝุ่น PM 2.5 น้ำท่วม โลกร้อน และความร้อนในเมือง
ทำให้ทำซ้ำได้ทั่วประเทศ
เขามองว่าสิ่งที่ทำจะเป็นนวัตกรรมทางสังคมได้ก็ต่อเมื่อทำซ้ำได้และไม่จำกัดอยู่แค่กรุงเทพฯ จึงขอทุนจาก สสส. เพื่อถอดบทเรียนเป็นชุดเครื่องมือพัฒนาพื้นที่สาธารณะขนาดเล็ก ให้ท้องถิ่นอื่นนำไปใช้ได้ตั้งแต่ต้นจนจบ เป้าหมายคือให้การปรับปรุงภูมิทัศน์เกิดจากการออกแบบแบบ Bottom Up ไม่ใช่แค่ใช้งบให้หมดปีด้วยการติดตั้งเสาไฟหรือเขื่อนคอนกรีต