‘ต่อ ธนภพ’ รับบทยิ้มเยอะที่สุดในชีวิต ชื่นชม ‘ลีน่า ลลินา’ พาร์ตเนอร์ที่ดี

‘ต่อ ธนภพ’ ฉีกภาพพระเอกดราม่า รับบทยิ้มเยอะที่สุดในชีวิต ชื่นชม ‘ลีน่า ลลินา’ พาร์ตเนอร์ระดับอาจารย์ ไม่อยากให้พลาดชม “Her In Frame” ในโรงภาพยนตร์

เปิดโหมดละมุนให้แฟนๆ ได้เห็นอีกมุม สำหรับ ต่อ ธนภพ ที่กลับมาพร้อมภาพยนตร์โรแมนติก Her In Frame เธอในภาพนั้น โดยเผยว่าครั้งนี้ได้รับบทเป็นช่างภาพหนุ่มที่ยิ้มเยอะและสบายตัวที่สุดในชีวิต อีกทั้งยังท้าทายกับการรับบทถึง 2 คาแร็กเตอร์ พร้อมยอมรับว่าเลือกเล่นเรื่องนี้เพราะอยากฉีกภาพจำพระเอกสายดราม่า

ขณะเดียวกันยังเอ่ยปากชื่นชม ลีน่า ลลินา ว่าเป็นพาร์ตเนอร์ที่ทำงานด้วยอย่างลื่นไหลและนิสัยดี ก่อนฝากแฟนๆ ไปสัมผัสเสน่ห์ของภาพยนตร์บนจอใหญ่ในช่วงโปรแกรมฉายแบบลิมิเต็ด เพราะจะได้อรรถรสที่แตกต่างจากการรับชมผ่านสตรีมมิ่ง

ภาพยนตร์ Her In Frame เธอในภาพนั้น บทบาทเป็นยังไงบ้าง? “สำหรับเรื่องนี้ผมจะรับบทเป็นช่างภาพชื่อว่าตะวัน เป็นอีกหนึ่งคาแร็กเตอร์ที่ดีใจที่ได้มาทำ ผมว่านี่น่าจะเป็นบทที่ยิ้มเยอะสุดในชีวิตแล้วมั้ง(ยิ้ม) ผมว่ารีแลกซ์สุด แล้วก็ดูได้ยิ้ม ดูอารมณ์ดีเหมือนกัน แต่ไม่กล้าคอนเฟิร์มว่าเป็นบทที่ผ่อนคลายที่สุดตั้งแต่ทำการแสดงมาหรือเปล่า แค่รู้สึกว่าผมสบายตัวมากที่ได้เล่น”

เรื่องนี้ต้องรับบทเป็น 2 คาแร็กเตอร์? “ใช่ครับ คือ ตะวัน กับ ดนัย แต่ว่าเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวกันยังไงให้ไปดูในหนัง แต่คาแร็กเตอร์ 2 ตัวคือต่างกัน เพราะถ้าใกล้กันมากมันจะเล่นยากเกิน เดี๋ยวแยกไม่ออกว่าคนไหนเป็นคนไหน”

“ถามว่าคาแร็กเตอร์ไหนยากกว่ากัน คนที่มีผมยาวกว่าชื่อดนัยคนนั้นยากกว่า เพราะเขาดูโตกว่าด้วยอาชีพด้วย ดนัยเป็นเหมือนหนึ่งในหน่วยราชการที่คอยเดินทางไปปรับพื้นที่ตามหมู่บ้าน ที่ว่ายากคือชุดฟิตมาก แนบเนื้อสุดๆ ผมไม่เคยใส่กางเกงเดฟขนาดนี้มาก่อนก็เลยเล่นยาก ยากที่ชุดครับ(หัวเราะ)”

เสน่ห์อะไรในภาพยนตร์ที่ทำให้รับเล่น? “ผมตามหาโปรเจ็กต์ที่เป็น Love Story ที่ผมได้เป็นมนุษย์ปกติครับ คือไม่ใช่ว่าเรื่องก่อนหน้าที่ผ่านมาเราไม่ปกตินะ แต่ทุกคนที่เคยเห็นงานเราก็จะรู้ว่าพอเห็นหน้าเรามันจะต้องคิดว่า “เฮ้ย! มันจะต้องมีกิมมิกอะไรหรือเปล่า” ซึ่งผมเริ่มอยากลบภาพแบบนั้น มันจะได้กลับไปเดาทางไม่ได้”

“แต่ผมไม่ได้เบื่อดราม่านะ แค่อยากลองอะไรแบบนี้อยู่บ้าง จริงๆ คำว่าดราม่าไม่ใช่การร้องไห้ แต่ดราม่าของผมมันคือชีวิต เรื่องนี้ก็คือดราม่าอย่างหนึ่ง แต่แค่ไม่ได้จำเป็นว่าดราม่าต้องเท่ากับเศร้าเสมอไป อีกอย่างเหมือนเราโตขึ้นแล้วเหลี่ยมการแสดงมันน่าจะเปิดกว้างขึ้นครับ”

เรื่องนี้มีแรงบันดาลใจมาจากความรักของในหลวงรัชกาลที่ 9 กับสมเด็จพระพันปีฯ ด้วย ยิ่งทำให้เรารู้สึกอะไรมากขึ้นไหม? “ผมรู้สึกอยู่แล้วครับ เพราะยุคของผมคือโตมากับการได้เห็นและได้เสพเรื่องราวในยุครัชกาลที่ 9 จนมาถึงรัชกาลที่ 10 พอเราได้มารู้ผมว้าวกว่าที่คิด แรงบันดาลใจต่างๆ ที่ถูกนำมาใส่ในเรื่องนี้ เผอิญผมมีโอกาสได้เจอกับพี่ที่เขียนบทด้วย Element ที่เขาเอามา”

“สำหรับผมในฐานะผู้ชายคนหนึ่ง ผมว่าความรักนี้พิเศษและโรแมนติกในแบบที่ไม่จำเป็นต้องพยายามจัดวางให้โรแมนติกเลย ผมเลยมองว่าสิ่งนี้น่าสนใจ แล้วบวกกับสิ่งที่บอกว่าผมตามหา Love Story เพราะ ณ วันนี้ผมรู้สึกว่าสิ่งหนึ่งที่มันไม่มีวัฒนธรรมพรมแดนกั้นคือคำว่า Love เราไม่ต้องมานั่งอธิบายให้กับวัฒนธรรมประเทศอื่นเพราะเดี๋ยวนี้งานบ้านเราแฟนๆ ต่างประเทศก็ดูเยอะ”

การทำงานร่วมกับ ลีน่า ลลินา เป็นยังไงบ้าง? “โห…อันนี้ระดับอาจารย์นะครับ เวลาทำงานร่วมกันมันลื่นไหลมาก ผมเปิดกว้างอยู่แล้วไม่ได้มีกำแพงในแง่การร่วมงานกับคนใหม่ๆ สนุกทุกครั้งที่ได้เจอ แต่หนึ่งสิ่งที่ดีของลีน่าคือผมได้เจอเพื่อนร่วมงานที่นิสัยดี มันคือกำไรของการทำงาน เพราะหนังเรื่องหนึ่งมันไม่สามารถสำเร็จได้ด้วยคนคนเดียว ต้องมีพาร์ตเนอร์ที่ดีไปด้วยกัน ยุคนี้ผมมองว่าความเก่งมันไม่ใช่เรื่องหลัก สุดท้ายใครก็เก่งได้ถ้าตั้งใจ”

เวลาเข้าซีนด้วยกันมีฉากหวานเยอะไหม? “มีหวานครับ แต่ไม่มีการหวานประดิษฐ์ อีกหนึ่งสิ่งที่ดีมากของเรื่องนี้คือพี่กู่(ผู้กำกับ) เขาไม่ได้พยายามผลักดันให้เกิดอะไรที่ไม่ธรรมชาติเกิดขึ้น ส่วนใหญ่ความสวยงามจะเป็นความละเอียดในแง่ของเซ็ต สถานที่ที่เราไป แต่สุดท้ายนักแสดงเราจะรู้สึกฟีลกู้ดทุกครั้งที่ผู้กำกับไม่ได้มานั่งกำหนดท่าทางในการเล่น”

“ส่วนความจิ้นเนี่ย อันนี้ถามนักแสดงยาก เพราะความจิ้นมันเกิดจากคนดู แล้วผมเองไม่ค่อยได้ทำงานในแบบที่ตั้งใจหรือยัดเยียดให้คนเกิดความรู้สึกแบบนั้น ฉะนั้นเราก็ทำในแบบของเรา แต่ถ้าเขารู้สึกก็เป็นเรื่องของเขา”

คาดหวังไหมกับหนังเรื่องนี้? “หวังว่าทุกคนจะมีความสุขไปกับหนังเรื่องนี้ แต่เสียดายนิดนึงที่เป็นลิมิเต็ดไทม์ ตอนแรกผมคิดว่าจะได้ระยะเวลาการเข้าโรงภาพยนตร์นานกว่านี้ แต่สรุปที่เข้า 2 วัน จำนวนทั้งหมด 10 รอบ หลังจากนั้นก็ไปเจอกันในสตรีมมิ่ง”

“เลยอยากบอกผ่านทางข่าวสดบันเทิงว่า จริงๆ แล้วดีทั้งคู่ แต่เชื่อเถอะว่ามันคนละฟีล เพราะฉะนั้นใน 2 วัน 10 รอบที่จะเกิดขึ้น ผมอยากให้ทุกคนได้ลองดู เพราะว่าฟีลลิ่งในโรงภาพยนตร์มันคนละแบบกับสตรีมมิ่ง ในโรงภาพยนตร์มันละเอียดกว่า จอมันใหญ่ และไม่มีอะไรมาดึงดูดสมาธิเรา ใจผมอยากให้ไปดูทั้ง 2 แบบเลยครับ”