เมื่อนิคมอุตสาหกรรมจีนออกสู่โลก: โอกาสและอุปสรรคของการลดคาร์บอนในต่างแดน
เมื่อเดือนมีนาคม 2569 แผนห้าปี ฉบับที่ 15 ของจีนตั้งเป้าหมายที่จะสร้าง ‘นิคมอุตสาหกรรมปลอดคาร์บอน 100 แห่งในระดับชาติ’ ซึ่งเป็นการจัดพื้นที่สำหรับการผลิตทางอุตสาหกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์หรือใกล้เคียงการปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ นับเป็นหมุดหมายของการยกระดับจากโครงการนำร่องทั่วประเทศที่ผ่านมาในอดีตและผลักดันให้การจัดพื้นที่ในลักษณะนี้เป็นสิ่งสำคัญลำดับต้นของประเทศ
อ้างถึงข้อมูลจากองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรด้านพลังงานอย่าง RMI ระบุว่านิคมอุตสาหกรรมในประเทศจีน ซึ่งเป็นประเทศที่มีความเป็นอุตสาหกรรมสูง ถูกประเมินว่าเป็นตัวเลขเกือบหนึ่งในสามของการปล่อยคาร์บอนทั่วประเทศ หมายความว่า เป้าหมายของการปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์จะเป็นก้าวสำคัญในการเร่งและทำให้การลดการปล่อยคาร์บอนจริงจังมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในภาคส่วนที่ลดการปล่อยคาร์บอนได้ยากอย่างอุตสาหกรรมเหล็ก ปูนซีเมนต์และเคมีภัณฑ์ ซึ่งมักจับกลุ่มกันอยู่ในนิคมอุตสาหกรรม
ด้วยระบบนิเวศด้านอุตสาหกรรมของจีนเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานภาคอุตสาหกรรมระดับโลกมากยิ่งขึ้น ทำให้นักวิเคราะห์เริ่มตั้งคำถามว่าประเทศจีนจะสามารถผลักดันแนวคิดนิคมอุตสาหกรรมปลอดคาร์บอนที่ใช้ภายในประเทศมาสู่ระดับโลกได้หรือไม่ ข้อมูลปี 2565 จาก World Resources Institute (WRI) แสดงจำนวนของนิคมอุตสาหกรรมจีนนอกประเทศถึง 159 แห่งทั่วโลก ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีนิคมอุตสาหกรรมใหม่ที่กำลังพัฒนาขึ้นในประเทศซิมบับเว เคนยา และอินโดนีเซีย
ประเทศอื่นๆ สามารถเรียนรู้จากนิคมอุตสาหกรรมปลอดคาร์บอนของจีนได้หรือไม่ และมีความเป็นไปได้หรือไม่ที่บริษัทสัญชาติจีนจะช่วยขับเคลื่อนรูปแบบการดำเนินงานนี้ในประเทศอื่นๆ ในขณะที่ประเทศพันธมิตรภายใต้โครงการ Belt and Road Initiative กำลังพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างแข็งขัน
นิคมอุตสาหกรรมปลอดคาร์บอนของจีน
ประวัติของนิคมอุตสาหกรรมปลอดคาร์บอนหรือคาร์บอนต่ำในจีนนั้นย้อนกลับไปในยุคของแผนห้าปี ฉบับที่ 11 (2549 – 2553) เมื่อประเทศจีนเริ่มสร้าง ‘นิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศนำร่อง’ นักวิจัยบางคนสามารถค้นคว้ากลับไปถึงปี 2544 เมื่อเริ่มมี ‘นิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ’ แห่งแรก ซึ่งเป็นกลุ่มโรงงานผลิตน้ำตาลจากองค์ประกอบด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนก่อตั้งขี้นที่มณฑลซีจ้วง ภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน
ระหว่างแผนห้าปี ฉบับที่ 14 (2564 – 2568) ประเทศจีนออกกรอบการทำงานด้านนโยบายสภาพภูมิอากาศ ‘1+N’ ที่ส่งเสริมการพัฒนา ‘นิคมอุตสาหกรรมสีเขียวและคาร์บอนต่ำ’ และ ‘โครงการสาธิตการปล่อยคาร์บอนเกือบศูนย์’ นับเป็น ‘การจัดระบบและยกระดับการลดการปล่อยคาร์บอน’ ตามที่บันทึกไว้ในเอกสารที่จัดทำโดย Liu Jingning และ Yang Li นักวิจัยจากหน่วยงานที่เป็นคลังความคิดด้านสิ่งแวดล้อมในปักกิ่งที่มีชื่อว่า iGDP เมื่อมาถึงปี 2567 คำเรียกอย่าง ‘นิคมอุตสาหกรรมปลอดคาร์บอน’ ก็อยู่ในเอกสารราชการกลางต่างๆ เรียบร้อย และภายในดือนมีนาคม 2569 คำนิยามนี้ก็เข้ามาอยู่ในแผนห้าปี ฉบับที่ 15 ในช่วงปลายปี 2568 คณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติได้จัดพิมพ์รายการนิคมอุตสาหกรรมปลอดคาร์บอนระดับชาติ 52 แห่งที่จะต้องสร้างให้แล้วเสร็จภายในปี 2573
แต่ถึงแม้ว่าหลักการเบื้องต้นของ ‘นิคมอุตสาหกรรมปลอดคาร์บอน’ จะชัดเจนว่าควรจะมีการปล่อยคาร์บอนจากการดำเนินการเป็นศูนย์หรือเกือบศูนย์ แต่ผู้กำหนดนโยบายชาวจีนทั้งหลายยังไม่สามารถให้คำนิยามที่เป็นหนึ่งเดียวกัน รวมทั้งนิยามที่อยู่ในแผนห้าปีฉบับล่าสุดด้วย
นิคมอุตสาหกรรมของจีนในต่างประเทศ
นักเศรษฐศาสตร์และผู้กำหนดนโยบายต่างมองว่านิคมอุตสาหกรรมเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจทั่วโลก พร้อมกับแนวคิดเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ช่วยดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ เพิ่มแรงจูงใจและลดความเสี่ยงในการเจริญเติบโตของอุตสาหกรรมและธุรกิจ รวมทั้งเป็นการเสริมความแข็งแกร่งให้กับห่วงโซ่อุปทานในประเทศ โดยเป็นหัวใจหลักของการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ การปล่อยให้มีการทดลองการปฏิรูปตลาดในพื้นที่อย่างเมืองเซินเจิ้น ตั้งแต่ช่วงต้นของยุค 1980s เมื่อเริ่มต้นการปฏิรูปและการเปิดรับนิคมอุตสาหกรรมและเขตเศรษฐกิจพิเศษยังเป็นส่วนสำคัญในนโยบายทางเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศ
ประเทศจีนมีพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมและเขตเศรษฐกิจพิเศษมากที่สุดในโลกอย่างเห็นได้ชัด ข้อมูลจาก RMI แสดงให้เห็นว่า เกือบครึ่งหนึ่งของนิคมอุตสาหกรรมและเขตเศรษฐกิจพิเศษของโลกอยู่ในประเทศจีน บริษัทสัญชาติจีนยังลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมต่างประเทศเพิ่มขึ้นอีกด้วย โดยรายงานของ WRI แสดงให้เห็นว่าเกือบครึ่งหนึ่งนั้นอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (45%) และที่เหลือส่วนใหญ่อยู่ในแอฟริกา (28%) หรือยุโรป (25%)
นิคมอุตสาหกรรมเหล่านี้บางแห่งปล่อยคาร์บอนสูง เช่น นิคมอุตสาหกรรมถลุงนิกเกิลอย่าง Indonesia Morowali Industrial Park (IMIP) และ Indonesia Weda Bay Industrial Park (IWIP) ซึ่งลงทุนส่วนใหญ่โดยบริษัทจีนที่ชื่อว่า Tsinghan พึ่งพาพลังงานถ่านหินเป็นอย่างมากสำหรับกระบวนการทางอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูง เฉพาะนิคม IWIP ใช้กำลังการผลิตจากถ่านหินถึง 4.5 กิกะวัตต์ ซึ่งข้อมูลของ Centre for Research on Energy and Clean Air และ Global Energy Monitor รายงานว่านิคมอุตสาหกรรมส่วนใหญ่นี้ลงทุนและดำเนินการโดยบริษัทสัญชาติจีน
เส้นทางสีเขียว
การจัดทำแผนที่นิคมอุตสาหกรรมในต่างประเทศโดย WRI ชี้ให้เห็นว่านิคมอุตสาหกรรมส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ที่มีทรัพยากรพลังแสงอาทิตย์สูง ผลการศึกษาอ้างว่ามีความเป็นไปได้ที่กำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบโซลาร์เซลล์ในนิคมอุตสาหกรรมเหล่านี้อาจสูงถึง 420 กิกะวัตต์ กำลังการผลิตจากพลังงานลมสูงกว่า 116 กิกะวัตต์ บทวิเคราะห์โดย Jing Song นักวิจัยจากโครงการ Sustainable Transition Center Energy ของ WRI ในประเทศจีนวิเคราะห์ว่ากำลังการผลิตเหล่านี้ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากถึง 340 เมตริกตันต่อปี ซึ่งมากกว่าการปล่อยคาร์บอนของสหราชอาณาจักรตลอดปี 2567
นอกเหนือไปจากความเป็นไปได้ทางเทคนิค การเปลี่ยนแปลงทางนโยบายการค้าและการพัฒนาระหว่างประเทศยังเป็นแรงจูงใจที่เพิ่มขึ้นที่จะเปลี่ยนนิคมอุตสาหกรรมให้เป็นสีเขียว
Yang Muyi นักวิเคราะห์อาวุโสด้านพลังานขององค์กรคลังความคิดอย่าง Ember กล่าวว่า “สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือการที่ประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายต้องการใช้ประโยชน์จากข้อได้เปรียบในเชิงเปรียบเทียบในการส่งเสริมการยกระดับอุตสาหกรรม พวกเขาต้องการที่จะปรับสู่ภาคส่วนที่เพิ่มมูลค่าอย่างการผลิตแบตเตอรี่ การประกอบยานยนต์ไฟฟ้า และอื่นๆ”
“แต่ก็เสี่ยงเป็นอย่างมากที่นักลงทุนชาวจีนจะลงทุนในภาคส่วนที่มีมูลค่าสูง หากพวกเขายังคงพึ่งพาฟอสซิลเป็นหลัก ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับนิคมอุตสาหกรรมในหลายประเทศ” เขาคิดว่า “หากพวกเขาต้องการย้ายห่วงโซ่อุปทานไปยังต่างประเทศ พวกเขาอาจต้องเพิ่มปัจจัยของการมีรากฐานของพลังงานสะอาดเข้าไปด้วย”
Sam Kimmins ผู้อำนวยการด้านพลังงานของ Climate Group เห็นด้วยกับประเด็นนี้ “ความสามารถในการแสดงให้เห็นถึงการกล่าวอ้างว่ามีการปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์และการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญยิ่งขึ้นสำหรับบริษัทต่างๆ”
การปฏิบัติได้ตามนี้อาจมีความสำคัญต่อการเข้าถึงตลาดและการทำให้การดำเนินการนั้นสามารถเป็นไปด้วยดีในอนาคต Kimmins อ้างถึงมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของยุโรป (CBAM) ว่าเป็นตัวอย่างหนึ่งของกฎการค้าแบบใหม่ที่มาเปลี่ยนแรงจูงใจ
เขาได้เล่าในการให้ข้อมูลกับสื่อที่จัดขึ้นในสิงคโปร์ว่า ระเบียบข้อบังคับอย่าง CBAM ทำให้บริษัทต่างๆ ต้องแถลงการปล่อยคาร์บอน สำหรับบริษัทที่เน้นการส่งออก “หากคุณตั้งอยู่ในเขตพัฒนา [อุตสาหกรรม] ที่ทำให้คุณบรรลุความต้องการนี้ได้ง่ายๆ เพียงเพราะสถานตั้ง [ของกระบวนการดำเนินงาน] ก็เป็นข้อได้เปรียบทางการแข่งขันเป็นอย่างมาก” ข้อได้เปรียบที่เพิ่มมากขึ้นเหล่านี้ไม่ใช่เฉพาะกับบริษัท แต่ยังเป็นข้อได้เปรียบต่อเขตพัฒนาและประเทศที่ตั้งอีกด้วย
Jing Song จาก WRI อธิบายถึงความมุ่งมั่นของจีนที่จะหยุดโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินในต่างประเทศ และเอกสารแนวทางการพัฒนาสีเขียวสำหรับการลงทุนนอกประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศที่ออกโดยกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงนิเวศวิทยาและสิ่งแวดล้อมของจีนในปี 2564 เพื่อเป็นการเพิ่มแรงจูงใจในการลดการปล่อยคาร์บอนของนิคมอุตสาหกรรมในต่างประเทศ
นอกจากนี้ยังมีนโยบายบางอย่างในระดับจังหวัด เพื่อการประเมินนิคมอุตสาหกรรมในต่างประเทศ อย่างเช่นในมณฑลซานตง กวางตุ้ง หูเป่ย์และเจ้อเจียงที่นำการดำเนินการที่มีคาร์บอนต่ำมารวมอยู่ในการประเมินประจำปีของนิคมอุตสาหกรรมในต่างประเทศที่บริษัทจากมณฑลเหล่านี้เข้าไปลงทุน
Jing Song ยังอธิบายเพิ่มเติมว่า ประเภทของนิคมอุตสาหกรรมก็มีความสำคัญ ไม่ใช่ทุกแห่งเป็นอุตสาหกรรมที่ปล่อยคาร์บอนสูงอย่างเขตถลุงนิกเกิลในอินโดนีเซียหรือเขตอุตสาหกรรมเหล็กในซิมบับเว นิคมอุตสาหกรรมที่เน้นการผลิตที่ใช้พลังงานไม่มากและการประกอบนั้นสามารถแปลงมาใช้พลังงานไฟฟ้าได้ง่ายกว่าหากไฟฟ้านั้นมาจากแหล่งพลังงานสะอาด
“หากมองจากมุมของการลดการปล่อยคาร์บอน กระแสไฟฟ้าคือส่วนที่เข้าถึงได้และยกระดับได้ง่ายที่สุดในนิคมอุตสาหกรรมในต่างประเทศของจีน การเปลี่ยนการผลิตกระแสไฟฟ้ามาใช้แหล่งพลังงานหมุนเวียนและคาร์บอนต่ำ “สามารถทำให้เกิดการลดคาร์บอนได้เป็นอย่างมากและในทันที”
ความท้าทายและบทเรียนต่างๆ
การเปลี่ยนนิคมอุตสาหกรรมของจีนในต่างประเทศให้ปลอดคาร์บอนนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมีความท้าทายต่างๆ Yang เจ้าหน้าที่ของ Ember อธิบายว่า ก่อนอื่นต้องพิจารณาการมีอยู่ของพลังงานสะอาด ซึ่งแตกต่างกันทั้งในแต่ละประเทศและทั่วทั้งประเทศ อีกประเด็นหนึ่งคือการเข้าถึงที่ดิน หากนิคมอุตสาหกรรมจำเป็นต้องพัฒนาทรัพยากรพลังงานหมุนเวียนด้วยตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังงานแสงอาทิตย์ต้องใช้พื้นที่มาก ซึ่งอาจได้มายาก นอกจากจะมีการอำนวยความสะดวกจากรัฐบาลท้องถิ่น
พื้นที่ดาดฟ้าสามารถใช้งานได้สำหรับการติดตั้งแผงโซลาร์ จากการวิจัยของ WRI นิคมอุตสาหกรรมของจีนในต่างประเทศมีพื้นที่ดาดฟ้าเพียงพอที่จะติดตั้งโซลาร์เซลล์มีกำลังการผลิตถึง 2.5 กิกะวัตต์ ซึ่งประเทศอินโดนีเซีย กัมพูชาและเวียดนามเป็นประเทศสามอันดับแรกที่มีกำลังการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์นี้
Yang ยังชี้ให้เห็นว่า บริษัทจีนที่ลงทุนในต่างประเทศยังขาดการสนับสนุนในระดับประเทศ รัฐบาลท้องถิ่นมักแข่งขันกันที่ดึงดูดการลงทุน โดยทำทุกวิถีทางที่จะอำนวยความสะดวกแก่การลงทุนต่างๆ อย่างนิคมอุตสาหกรรมปลอดคาร์บอน แต่ก็ไม่ใช่ทุกประเทศที่ทำเช่นนี้
“เมื่อพวกเขา [บริษัทจีน] ออกไปลงทุนในต่างประเทศ พวกเขาต้องทำทุกอย่างด้วยตนเอง โดยต้องสร้างนิคมอุตสาหกรรม ถนน ท่าขนส่ง และดูแลชุมชนท้องถิ่น” จึงทำให้เป็นการยากที่บริษัทจะริเริ่มการลดการปล่อยคาร์บอนในการดำเนินการ
ปัจจัยใดที่จะช่วยให้รัฐบาลของประเทศที่เป็นที่ตั้งอำนวยความสะดวกให้นิคมอุตสาหกรรมปลอดคาร์บอนหรือคาร์บอนต่ำ
Yang เสนอแนะให้ถอดบทเรียนจากจีนถึงการพิจารณาถึงผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่ได้จากนิคมอุตสาหกรรมปลอดคาร์บอนหรือคาร์บอนต่ำ แทนที่จะพิจารณาจากผลตอบแทนของแต่ละโครงการ ซึ่งมักไม่สามารถพิสูจน์ให้เห็นความคุ้มค่าของการลงทุนได้ การทำความเข้าใจถึงผลตอบแทนในมุมกว้าง ทั้งเรื่องของการแข่งขันและการยกระดับอุตสาหกรรม ทำให้เรื่องนี้เป็นลำดับความสำคัญระดับชาติจะช่วยให้ผู้มีส่วนร่วมที่จำเป็นทุกภาคส่วนอย่างรัฐบาลท้องถิ่น ธนาคารและบริษัทต่างๆ เข้าใจตรงกัน
Kimmins มองว่า แนวทางของจีนอาจมีบริบทที่เฉพาะเจาะจง แต่ “หลักการออกแบบเรื่องการประสานงาน การแบ่งเบาความเสี่ยง และการออกใบอนุญาตแบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียวสามารถนำมาปรับใช้ในเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนโดยกลไกตลาด”
Jing Song ตระหนักว่าบทเรียนจากการลดการปล่อยคาร์บอนในนิคมอุตสาหกรรมของจีน “ไม่สามารถนำมาทำตามได้โดยตรง” ในต่างประเทศ เนื่องจากสถานะทางกฎหมายและโครงสร้างการกำกับดูแลที่แตกต่างในนิคมอุตสาหกรรมของจีนที่อยู่นอกประเทศ
“แต่อย่างไรก็ตามประสบการณ์มากมายจากการดำเนินงานในประเทศของจีนสามารถเป็นการอ้างอิงที่มีประโยชน์” อาทิ คู่มือประเมินนิคมอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำของเซินเจิ้นที่ออกเมื่อปี 2561 ให้คะแนนนิคมอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานหมุนเวียนมากกว่า 15% ของการใช้พลังงานทั้งหมดสูงกว่านิคมอุตสาหกรรมอื่นๆ
เมื่อต้นเดือนมิถุนายนกลุ่มนักวิจัยชาวอินโดนีเซียจากคลังสมองที่ชื่อว่า Institute for Essential Services Reform ได้ไปเยือนเซียงไฮ้และซูโจว เพื่อเรียนรู้วีธีการที่จีนสร้างระบบนิเวศสำหรับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน โดยพวกเขาเรียนรู้จากบริษัทด้านพลังงานแสงอาทิตย์ว่า การพัฒนานิคมอุตสาหกรรมปลอดคาร์บอนต้องมี “แนวทางที่ปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง” ในกรอบเวลาที่ยาวนาน
จึงเป็นสิ่งที่ท้าทายยิ่งนักในบริบททางการเมืองและเศรษฐกิจใดก็ตาม แต่ “ความท้าทายไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีมีความก้าวหน้า ซึ่งกำหนดจากการมีอยู่ของนโยบายที่จริงจังหรือการดำเนินการทางการเงินที่จะจัดการกับความท้าทายเหล่านี้และพัฒนาไปข้างหน้า” Yang กล่าว
หมายเหตุ: บทความนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกเป็นภาษาอังกฤษที่เว็บไซต์ Dialogue Earth
Tom Baxter กริสรินทร์ จูงศิริวัฒน์ ความเป็นกลางทางคาร์บอน จีน ประเทศจีน ภาคอุตสาหกรรม อุตสาหกรรม อุตสาหกรรมสีเขียว