ยุทธศาสตร์การปราบโกง: ออกแบบ ‘ระบบ’ อย่างไรให้โกงยาก?
คอร์รัปชันเป็นปัญหาเรื้อรังที่ฝังรากลึกอยู่ในประเทศไทยมาอย่างยาวนาน แม้ว่าจะมีความพยายามจากหลายภาคส่วนในการป้องกันและปราบปราม แต่ปัญหาดังกล่าวกลับยังไม่มีท่าทีจะคลี่คลาย และยังส่งผลต่อการพัฒนาประเทศในหลายมิติ สะท้อนผ่านผลการสำรวจดัชนีการรับรู้การทุจริต (Corruption Perceptions Index: CPI) ประจำปี 2568 ซึ่งจัดทำโดยองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International ; TI) ที่ระบุว่าประเทศไทยได้รับคะแนนความโปร่งใสเพียง 33 คะแนน จากคะแนนเต็ม 100 คะแนน ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลกที่อยู่ที่ 42 คะแนน
ด้านองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT (Anti-Corruption Organization of Thailand) ประเมินมูลค่าการทุจริตในภาครัฐว่าอาจสูงถึงห้าแสนล้านบาทต่อปี โดยแบ่งเป็น เงินโกงหลวง เช่นเงินทอนโครงการหรือจัดซื้อจัดจ้าง ราวสองถึงสามแสนล้านบาทต่อปีหรือคิดเป็นร้อยละ 20-30 ของงบลงทุนและจัดซื้อจัดจ้าง การฉ้อราษฎร์ เช่น การติดสินบน ส่วย และแป๊ะเจี๊ยะ รวมกว่าหนึ่งแสนล้านบาทต่อปี และสุดท้ายคือการวิ่งเต้นในระบบราชการ ที่มูลค่ายากจะประเมินเป็นตัวเลขได้
จากข้อมูลข้างต้น ผลการสำรวจออกมาขัดแย้งต่อระบบการตรวจสอบในประเทศไทย ที่มีทั้งหน่วยงานตรวจสอบและเครื่องมือต่อต้านคอร์รัปชันมากมาย เช่น กลไกข้อตกลงคุณธรรม หรือ IP (Integrity Pact) และ โครงการความโปร่งใสในการก่อสร้างภาครัฐ หรือ CoST (Construction Sector Transparency Initiative) ที่มีเป้าหมายส่งเสริมให้หน่วยงานภาครัฐเปิดเผยข้อมูลโครงการก่อสร้าง ต่อสาธารณชนในทุกขั้นตอน ทว่าปัญหาการทุจริตในไทยก็ไม่มีท่าทีจะลดลง
ถึงแม้จะมีหน่วยงานและเครื่องมือมากมาย แต่ผลที่ออกมากลับไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่ควรจะมี แสดงให้เห็นว่าการคอร์รัปชันไม่ได้เป็นเรื่องความบกพร่องของปัจเจกบุคคลเท่านั้น หากแต่เป็นเรื่องความบกพร่องของระบบที่เอื้อให้คนโกงได้ง่าย ทางสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย หรือ TIJ (Thailand Institute of Justice) จึงได้จัดงานเสวนาวิชาการในหัวข้อ ‘คนไทยไม่ทนโกง ถึงเวลาออกแบบระบบที่โกงยาก’ โดยได้รวบรวมผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการระดับแนวหน้า ได้แก่ สุภอรรถ โบสุวรรณ กรรมการผู้จัดการ HAND Social Enterprise, นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโสสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศ และ ธนศักดิ์ มังกโรทัย รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ มาอภิปรายถึงปัญหาและเสนอวิธีการแก้ไขระบบ พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนมุมมอง

ปฏิรูประบบราชการ ปิดช่องโหว่การทุจริต
ก่อนจะรับมือกับปัญหาการทุจริตได้อย่างยั่งยืน คำถามสำคัญอาจไม่ใช่เพียงว่า “จะลงโทษคนโกงอย่างไร” แต่คือ “จะออกแบบระบบอย่างไรไม่ให้โกงได้ง่าย” เพราะเมื่อระบบยังคงมีช่องโหว่ การทุจริตก็มีโอกาสเกิดขึ้น ด้วยเหตุนี้ การปฏิรูประบบราชการจึงถูกมองว่าเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างธรรมาภิบาลในระยะยาว
ธนศักดิ์ได้ให้ข้อมูลโดยละเอียดเกี่ยวกับการปฎิรูประบบราชการเพื่อออกแบบระบบให้โกงยาก โดยมีเป้าหมายหลักคือการเปลี่ยนผ่านสู่ราชการที่ทันสมัย เชื่อถือได้และเป็นระบบเปิด (High Performanc and Digital Government) ภายใน 4-5 ปีข้างหน้า ซึ่งมีหัวใจสำคัญคือการลดการกระจุกตัวของอำนาจและเพิ่มความโปร่งใสผ่านสองยุทธศาสตร์ใหญ่ คือการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ (Digital Government) เพื่อลดการเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่ และทำให้รัฐเป็นระบบเปิด (Open Government) ผ่านการเข้าเป็นสมาชิก Open Government Partnership (OGP) โดยจะเน้นหลักความโปร่งใส การมีส่วนร่วม และความรับผิดชอบ
ในการเดินหน้าเรื่องนี้ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) กำลังขับเคลื่อนผ่านกฎหมาย 3 ฉบับ คือ
1) พ.ร.บ. การปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ ที่มุ่งสู่การทำงานแบบไร้กระดาษ (Paperless) และบังคับให้หน่วยงานเชื่อมโยงข้อมูลกันเพื่อให้ประชาชนไม่ต้องพกเอกสาร เช่น สำเนาทะเบียนบ้าน มาติดต่อราชการซ้ำซ้อน
2) พ.ร.ฎ. ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ที่เน้นการลดขั้นตอนและการมีส่วนร่วม
3) การปรับปรุง พ.ร.บ. การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ เพื่อให้การบริการ ‘เร็วขึ้น ง่ายขึ้น และถูกลง’ ซึ่งถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด
ในรายละเอียดของการปฏิรูประบบอนุญาต ธนศักดิ์ระบุว่าจะมีการขยายขอบเขตจากงานอนุมัติอนุญาตไปสู่งานบริการทั่วไปของรัฐทั้งหมด โดยทุกหน่วยงานต้องจัดทำ ‘คู่มือสำหรับประชาชน’ ที่ระบุขั้นตอน ระยะเวลา และเอกสารที่ชัดเจนผ่านเว็บไซต์ และต้องมีแนวทางการใช้ดุลพินิจที่ชัดเจน โดยเปลี่ยนจากถ้อยคำที่คลุมเครือเช่น ‘พิจารณาตามความเหมาะสม’ มาเป็นเกณฑ์การวัดหรือเช็กลิสต์ที่เป็นตัวเลขและตรวจสอบได้
“สมัยก่อนเวลาเราไปใช้บริการของราชการมักจะใช้คำว่าพิจารณาตามความเหมาะสม ซึ่งมันไร้ความแน่นอน จนทำให้นำไปสู่ ‘อะไรบางอย่าง’ เพื่อจะทำให้มันเหมาะสม สิ่งที่เราปรับใหม่คือ ไม่ใช้ดุลพินิจตามที่เห็นสมควรแบบเดิม แต่ต้องมีเช็กลิสต์ มีตัวเลขที่ชัดเจน” ธนศักดิ์กล่าว
ซึ่งปัจจุบันมีการนำ AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์และกำหนดแนวทางเพื่อลดความไม่แน่นอน นอกจากนี้ยังมีการเสนอมาตรการลดภาระประชาชน เช่น การเปลี่ยนระบบการอนุมัติเป็น ‘การจดแจ้ง’ สำหรับงานที่มีความเสี่ยงต่ำ เพื่อลดภาระและขั้นตอนที่ยุ่งยาก โดยประชาชนเพียงแค่แจ้งให้รัฐทราบ และการเสริมช่องทางพิเศษ (Fast Track) เพื่อบริการที่รวดเร็วขึ้นสำหรับกรณีเร่งด่วน โดยไม่กระทบต่อคุณภาพของช่องทางปกติ รวมถึงมีการเพิ่มระบบใบอนุญาตหลัก-รอง ให้มีการขออนุญาตแบบ ‘ที่เดียวจบ’(One Stop Service) หากได้รับใบอนุญาตหลักแล้ว ให้ถือว่าใบอนุญาตรองอื่นๆ ในกิจกรรมเดียวกันได้รับอนุญาตหรือได้รับการยกเว้นไปด้วย เป็นต้น
ที่สำคัญคือมีการนำมาตรการ ‘อนุญาตโดยปริยาย’ มาใช้ หากเจ้าหน้าที่ไม่ดำเนินการให้เสร็จตามกำหนดในคู่มือและไม่มีการแจ้งขยายเวลาล่วงหน้า ให้ถือว่าประชาชนได้รับอนุญาตทันที เพื่อป้องกันการประวิงเวลาเพื่อเรียกรับสินบน
นอกจากนี้ ธนศักดิ์ยังย้ำถึงการยกระดับสู่มาตรฐานสากลอย่าง องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาหรือ OECD (Organisation for Economic Co-operation and Development) ที่เน้นเรื่องการใช้ข้อมูลและมาตรฐานที่โปร่งใส พร้อมทั้งใช้ตัวชี้วัดภายในอย่างเครื่องมือการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส หรือ ITA (Integrity and Transparency Assessment) และการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ หรือ PMQA (Public Sector Management Quality Award ) ซึ่งเป็นเครื่องมือกำกับดูแลผู้บริหารหน่วยงานให้มีการวางนโยบายที่ธรรมาภิบาล
ทั้งนี้ ในส่วนของแผนปฏิบัติการแห่งชาติ (National Action Plan: NAP) ภายใต้ OGP ผลจากการรับฟังความเห็นทั่วประเทศพบว่าเรื่องทุจริตคือปัญหาอันดับหนึ่งที่ประชาชนต้องการให้แก้ไข ธนศักดิ์จึงเชิญชวนให้ประชาชนเข้าไปให้ข้อมูลและข้อเสนอแนะผ่านช่องทาง OGP บนเว็บไซต์ของสำนักงาน ก.พ.ร. เพื่อร่วมกันตรวจสอบว่าหน่วยงานรัฐได้ปฏิบัติตามคู่มือประชาชนและกฎหมายใหม่หรือไม่ ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการปิดช่องว่างการทุจริตอย่างยั่งยืน
ออกแบบระบบให้โกงยาก ด้วยนวัตกรรมและหลักนิติธรรม
ปัญหาการทุจริตเป็นอุปสรรคที่สำคัญในการฉุดรั้งการพัฒนาประเทศในระยะยาว ซึ่งนณริฏได้อธิบายว่าในเชิงพฤติกรรมศาสตร์ การทุจริตมีรากฐานมาจากสัญชาตญาณการเอาตัวรอดของมนุษย์ตามทฤษฎีของ ชาลส์ ดาร์วิน (Charles Darwin) ซึ่งมนุษย์มักให้ความสำคัญกับการอยู่รอดส่วนบุคคลก่อนเสมอ
อย่างไรก็ตาม เมื่อมนุษย์อยู่ร่วมกันในสังคมความต้องการความเกื้อกูล (Altruism) จึงขัดแย้งกับสัญชาตญาณดังกล่าว และอารยธรรมในประวัติศาสตร์ที่ล่มสลายมักเกิดจากการไม่สามารถออกแบบหลักนิติธรรม (Rule of Law) ที่มีประสิทธิภาพในการจัดการความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ได้ และในปัจจุบันพฤติกรรมการทุจริตในไทยพัฒนาไปสู่การทุจริตเชิงนโยบาย คือเป็นการใช้อำนาจแทรกแซงกฎหมายเปลี่ยนจากสิ่งที่ผิดให้เป็นถูก หรือการใช้กฎหมายเป็นเกราะบังหน้าเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวและเครือข่ายอุปถัมภ์
จากมุมมองทางเศรษฐศาสตร์ต่อปัญหาทุจริตในประเทศไทย ชี้ให้เห็นต้นทุนทางเศรษฐกิจจากการทุจริตที่มีมูลค่าสูงกว่าห้าแสนล้านบาทต่อปี โดยคิดเป็นร้อยละ 2.5 ของ GDP นณริฏได้แสดงความคิดเห็นต่อประเด็นนี้ไว้ว่า หากไทยสามารถขจัดปัญหาการนี้ได้ จะส่งผลให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP Growth) เพิ่มจากร้อยละ 2 เป็นร้อนยละ 4.5 และก้าวขึ้นเป็นผู้นำเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ได้
ดังนั้นการออกแบบระบบที่โกงยากจึงเป็นเรื่องสำคัญ นณริฏได้วิเคราะห์ผ่านกรอบแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ 3 หลัก ดังนี้
ประการแรก การจัดการดุลพินิจและการผูกขาด หรือ C = M+D-A คือ การทุจริต (Corruption) เกิดจากการผูกขาด (Monopoly) บวกกับการใช้ดุลพินิจ (Discretion) และลบด้วยความรับผิดชอบ (Accountability) กล่าวคือ แนวทางการแก้ไขโดยการลดการผูกขาดอำนาจและการใช้ดุลนิพิจของเจ้าหน้าที่ โดยนณริฏเสนอให้ใช้ปัญญาประดิษฐ์หรือ AI (Artificial Intelligence) เข้ามาช่วยในการตัดสินใจ หากผลการใช้ดุลพินิจแตกต่างจากข้อเสนอของ AI อย่างมีนัยสำคัญ จะถือเป็นสัญญาณความผิดปกติที่ต้องตรวจสอบ
ประการที่สอง แรงจูงใจทางเศรษฐกิจ เนื่องจากการทุจริตมักเกิดจากความจำเป็นในการเอาตัวรอดจากค่าตอบแทนที่ต่ำเกินไป ดังนั้นรัฐจึงต้องจัดให้มีค่าตอบแทนที่เหมาะสมควบคู่ไปกับการเพิ่มบทลงโทษให้รุนแรงและจริงจังเพื่อไม่ให้ค่าปรับจากการกระทำผิดกลายเป็นเพียง ‘ค่าธรรมเนียม’ ในการโกงกิน
ประการสุดท้าย ความโปร่งใสและความรับผิดชอบ นณริฏได้วิจารณ์ว่าเครื่องมือ ITA ในปัจจุบันไม่สามารถวัดค่าความโปร่งใสได้จริง และงบประมาณส่วนใหญ่ได้ถูกนำไปใช้ในการณรงค์สร้างจิตสำนึกมากกว่าการลงทุนในระบบ Open Data และได้แนะข้อเสนอเพิ่มเติมว่า ข้อมูลรัฐต้องเปิดเผยในรูปแบบดิจิทัลที่เครื่องจักรสามารถอ่านได้เพื่อให้เกิดการตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ
“ความโปร่งใสต้องนำไปสู่ความรับผิดชอบและตรวจสอบได้ ไม่อย่างนั้นการเปิดเผยข้อมูลอย่างเดียวแต่ลงโทษไม่ได้ ก็ไม่มีประโยชน์ เมื่อเปิดแล้วต้องทำให้คนเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบด้วย” นณริฏกล่าวและบอกต่ออีกว่า “เรื่องความโปร่งใสในข้าราชการมักทำให้เกิดคำถามว่า ข้าราชการควรจะต้องมีคุณธรรมสูงกว่าคนธรรมดาหรือเปล่า แต่ในหลายกรณีเรากลับมองว่าการเป็นข้าราชการ เป็นการทำความดี กลายเป็นสิ่งที่ได้รับคุณประโยชน์ตอบแทน แทนที่จะยึดถือศีลธรรมที่สูงกว่าคนทั่วไป”
หากต้องการให้การต่อต้านทุจริตสัมฤทธิผล นณริฏได้เสนอเพิ่มเติมว่าต้องมีมาตรการเสริมในหลายมิติ ได้แก่ การตรวจสอบบุคคลที่มีอิทธิพลทางการเมือง (Politically Exposed Person) อย่างเข้มงวด และอีกหนึ่งประเด็นที่สำคัญคือการจัดการการฟ้องปิดปาก (SLAPP) โดยการเรียกเก็บต้นทุนคืนจากผู้ที่ฟ้องเพื่อการกลั่นแกล้ง เพื่อไม่ให้กระบวนการยุติธรรมถูกใช้เป็นเครื่องมือของคนโกง รวมถึงสร้างระบบเยียวยาที่บังคับให้ผู้ทุจริตชดใช้ความเสียหายคืนแก่สังคมและผู้เสียหายอย่างแท้จริง
นอกจากนี้ นณริฏได้ย้ำว่า การมุ่งเน้นไปที่การสร้างสถาบัน ที่มีความอิสระและความน่าเชื่อถือเฉกเช่นธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจตราที่สังคมไว้วางใจได้ในระยะยาว คืออีกทางออกหนึ่งของปัญหาการทุจริตในไทย
“Who watches the watcher? ที่บอกว่ามีคนคอยเฝ้าดูแล้ว แต่ใครจะเป็นคนเฝ้าดูคนที่เฝ้า เพราะฉะนั้นต้องสร้างสถาบันขึ้นมา แต่สิ่งสำคัญอันดับแรกคือคุณต้องสะอาดก่อน ถึงจะไปทำให้ประเทศสะอาดได้ เมื่อไหร่ก็ตามที่เราทำให้พลังขาวเป็นฝ่ายชนะ ทำให้ผู้คนเชื่อมั่นได้ว่าคนนี้คือ watcher พอมีเม็ดดำเข้ามา คุณก็จะโดนตีออกมา” นณริฏกล่าว
เมื่อระบบเอื้อให้ผลิตซ้ำคนโกงและทำลายความเชื่อใจประชาชน
นอกเหนือจากการอธิบายสาเหตุของปัญหาคอร์รัปชันผ่านโครงสร้างทางการเมืองและกฎหมายแล้ว มุมมองของผู้ที่ทำงานอยู่ในภาคประชาสังคมยังช่วยสะท้อนให้เห็นมิติปัญหาที่เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมทางการเมือง สุภอรรถได้นำเสนอปัญหาเหล่านั้นโดยชี้ให้เห็นว่าปัญหาดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของตัวบุคคล แต่เป็นผลลัพธ์จากการออกแบบระบบที่ผิดพลาด จนส่งผลให้เกิดการ ‘ผลิตซ้ำคนโกง’
ปรากฏการณ์นี้สะท้อนผ่านโครงสร้างที่ทำให้การกระทำที่ถูกต้องมีต้นทุนสูง และมีความยากลำบากในสังคมปัจจุบัน ในขณะที่การทำผิดกฎหมายหรือการใช้ทางลัดกลับทำได้ง่ายและกลายเป็นทางเลือกเพื่อความอยู่รอด โดยสุภอรรถได้ยกตัวอย่างกรณีการจ่ายเงินเพื่อสอบเข้าเป็นข้าราชการ ซึ่งเกิดขึ้นจากความกังวลว่าหากไม่จ่ายจะเสียเปรียบผู้ที่จ่าย ระบบลักษณะนี้จึงเป็นการกดดันให้คนดีต้องออกจากระบบไป และดึงดูดกระบวนการที่ไม่โปร่งใสเข้ามาแทนที่
“ระบบที่โกงง่ายในไทยหาได้ง่าย เคยมีคนพูดกับผมว่าทำไมการทำให้ถูกต้องถึงยากกว่าการทำผิด ซึ่งสื่อให้เห็นว่าระบบประเทศไทยตอนนี้ ไม่ใช่เพียงแค่โกงง่ายอย่างเดียว แต่มันผลิตซ้ำคนโกงออกมา และมันพยายามจะเอาคนที่ไม่โกงออกจากระบบไป” สุภอรรถกล่าว
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบที่ตามมาคือวิกฤติความเชื่อมั่นต่อระบบราชการ เมื่อการทุจริตกลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน ประชาชนจะมีความเชื่อมั่นต่อระบบราชการในระดับที่ต่ำมาก เหล่านี้มักจะเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ประชาชนขาดแรงจูงใจในการต่อต้านทุจริตอย่างจริงจังและยอมไหลไปตามกลไกที่ผิด เพียงเพื่อจะได้รับความมั่นใจในสิทธิหรือบริการจากภาครัฐที่ควรจะได้รับ
ความรู้สึกเหล่านี้จะสะท้อนผ่านทัศนคติที่มองว่าระบบการตรวจสอบไม่สามารถทำงานได้จริง เช่น ประชาชนมักมองว่าไม่สามารถจับตัวการในการโกงได้ หรือหากมีการจับกุม มักจะมีเสียงสะท้อนมาเสมอว่า “เดี๋ยวก็รอด” ซึ่งเป็นผลพวงมาจากการที่ประชาชนเห็นตัวอย่างความสำเร็จในการโกงบ่อยครั้งกว่าความสำเร็จในการปราบปรามที่เป็นธรรม
เพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างดังกล่าว สุภอรรถได้เสนอแนวทางเชิงยุทธสาสตร์โดยใช้ ‘Open Data’ เป็นเครื่องมือหลักในการคืนอำนาจการตรวจสอบให้แก่ประชาชน บนหลักการที่ว่าอำนาจหน้าที่และเงินภาษีประชาชน ดังนั้นประชาชนจึงมีสิทธิ์ชอบธรรม ที่จะรับรู้ว่าอำนาจนั้นถูกนำไปใช้ประโยชน์ให้ใครและอย่างไร
“เรามีสิทธิ์ที่จะรู้ว่าภาครัฐเอาอำนาจของพวกเราทุกคนไปใช้ทำอะไรบ้าง ไปใช้ซื้อของ ไปใช้แต่งตั้งบุคคล รวมถึงไปใช้ให้คุณหรือให้โทษใคร เนื่องจากเราเป็นเจ้าของอำนาจตัวจริงในระบอบประชาธิปไตย ดังนั้นเราควรจะมีสิทธิ์ที่จะรู้” สุภอรรถกล่าว
แนวคิดดังกล่าวถูกขับเคลื่อนผ่านข้อเสนอ ‘25 ชุดข้อมูลเปิดภาครัฐ’ ที่ครอบคลุมประเด็นสำคัญ เช่น การจัดซื้อจัดจ้าง การใช้งบประมาณ และการบริหารทรัพยากรธรรมชาติ เป็นต้น ซึ่งเป็นข้อมูลที่มุ่งเน้นการสร้างส่วนร่วมและกลไกการรับผิดชอบ โดยในปัจจุบันได้ถูกบรรจุไว้ในแผนปฏิบัติการระดับชาติภายใต้ความร่วมมือระหว่างประเทศอย่าง OGP
สุภอรรถกล่าวต่อไปว่า ในสังคมไทยมีความเชี่ยวชาญในการทำตาม ‘เช็กลิสต์’ แต่กลับขาดการเข้าถึงคุณค่าหรือเจตนารมณ์ที่แท้จริงของกฎหมาย จนมักเกิดลักษณะแบบ ‘ศรีธนญชัย’ ที่หาช่องว่างทางระเบียบออกมา ดังนั้นการออกแบบระบบให้โกงยากจึงต้องประกอบด้วย 4 องค์ประกอบสำคัญคือ
- การสร้างพลเมืองที่รู้เท่าทัน ซึ่งต้องตระหนักในสิทธิและขั้นตอนการบริการที่ถูกต้อง
- การพัฒนาระบบบริการที่มีประสิทธิภาพสูง เพื่อให้ผู้รับบริการไม่มีแรงจูงใจที่จะติดสินบนเพื่อแลกมาด้วยความรวดเร็ว
- การมีระบบกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพ โดยเน้นพลังตรวจสอบจากภาคประชาชนและสื่อ มากกว่าจะเป็นเพียงฝ่ายตรวจสอบภายในที่มักทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ
- กระบวนการยุติธรรมที่รวดเร็ว และมีสัดส่วนโทษที่เหมาะสม ในข้อสุดท้าย สุภอรรถได้ตั้งข้อสังเกตเชิงเปรียบเทียบถึงความไม่สมเหตุสมผลของการลงโทษในคดีทุจริตที่มักรอลงอาญา ซึ่งบั่นทอนความศักดิ์สิทธ์ของกฎหมายและส่งผลให้กลไกการโกงคงอยู่ต่อไป
สุดท้ายนี้เขาได้เน้นย้ำถึงการออกนโยบายหรือกฎหมายใหม่ๆ เช่น พ.ร.บ. อำนวยความสะดวกฯ ที่จำเป็นต้องรับฟังเสียงจากผู้ปฏิบัติงานหน้างาน และมีพื้นที่ให้ปรับปรุงสอดคล้องกับความเป็นจริงเพื่อไม่ให้กฎระเบียบกลายเป็นอุปสรรคต่อภาคประชาชนเสียเอง
ผลงานชิ้นนี้เป็นความร่วมมือระหว่างสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) (TIJ) และ The101.world
TIJ การทุจริต คอร์รัปชัน คอร์รัปชั่น ต่อต้านการทุจริต ทุจริต ธนศักดิ์ มังกโรทัย นณริฏ พิศลยบุตร ปราบโกง สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) สุภอรรถ โบสุวรรณ อชิรญา ปินะสา