สธ.เตรียมรับมือฝน-น้ำท่วมใต้ สั่งสำรองยา ปรับระบบจ่ายไฟ-ออกซิเจน
วันนี้ (6 ต.ค.2569) นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยว่า จากการสำรวจสถานพยาบาลใน 23 จังหวัด จำนวน 157 แห่ง ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย พบว่า สามารถเปิดให้บริการได้ปกติ 88 แห่ง, ปิดบริการบางส่วน 14 แห่ง และปิดให้บริการชั่วคราว 55 แห่ง
ขณะที่ สธ.ได้จัดบริการทางการแพทย์เชิงรุก สนับสนุนยาและเวชภัณฑ์ต่างๆ รวมถึงส่งทีมแพทย์เข้าไปดูแลประชาชนกลุ่มเปราะบางในพื้นที่ศูนย์พักพิง
ภาพรวมในการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง ทั้งที่อยู่ในศูนย์พักพิงและที่ยังอยู่ในที่พักอาศัย จำนวน 88,664 คน พบว่า มากที่สุดเป็นผู้สูงอายุ ตามด้วยกลุ่มเด็ก กลุ่มผู้ป่วยติดเตียงและกลุ่มผู้พิการ ทั้งหมดได้รับการดูแลโดยทีมงานของ สธ. นอกจากนี้ยังมีผู้ป่วยที่เป็นโรคเรื้อรัง เช่น ผู้ป่วยที่ต้องฟอกไต 663 คน ได้จัดบริการให้ได้รับการล้างไตตามกำหนด โดยยืนยันว่าการบริการต่างๆ ที่ประชาชนและผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับ ยังมีความต่อเนื่อง ได้รับบริการอย่างถูกต้องและเหมาะสม
นพ.โสภณ กล่าวอีกว่า การเตรียมการสำหรับพื้นที่ที่มีโอกาสเกิดอุทกภัยในระยะต่อไป สธ.ได้ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ จัดทำบัญชีผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง กำหนดการรับส่งผู้ป่วยที่ไม่สามารถดูแลตัวเองได้ เฝ้าระวังผู้ป่วยที่ต้องใช้ออกซิเจนที่บ้า และผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่ต้องรับยาต่อเนื่อง โดยจะมีระบบการส่งยาเวชภัณฑ์และเยี่ยมผู้ป่วยที่เข้าถึงยาก
สำหรับศูนย์พักพิงทุกแห่ง จะมีระบบดูแลสุขอนามัยและสิ่งแวดล้อม เพื่อป้องกันและควบคุมโรค รวมถึงดูแลด้านสุขภาพจิต สนับสนุนส้วมกระดาษ ในพื้นที่น้ำท่วม ไม่สามารถเดินทางออกมาได้ นอกจากนี้ยังมีการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ในศูนย์พักพิง
ส่วนการพยากรณ์อากาศที่ระบุว่าจะมีฝนตกเพิ่มเติมในพื้นที่ภาคใต้สัปดาห์หน้า สธ.ได้เตรียมการรับมือโดยอาศัยประสบการณ์จากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ จ.สงขลา เมื่อปี 2568 โดยกำชับให้สถานบริการในพื้นที่เสี่ยงใช้ "หาดใหญ่โมเดล" หรือแผนการรับมืออุทกภัยของโรงพยาบาลหาดใหญ่ เป็นต้นแบบแนวทางบริหารจัดการวิกฤตน้ำท่วม
เตรียมความพร้อมทั้งการเตรียมขนส่งผู้ป่วยล่วงหน้า ซักซ้อมการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย และหาเส้นทางสำรองสำหรับการขนส่งผู้ป่วย รวมถึงสำรองยาและเวชภัณฑ์ไว้อย่างน้อย 1 สัปดาห์ขึ้นไป นอกจากนี้ยังปรับปรุงระบบไฟ ระบบสื่อสารและการให้ออกซิเจน เช่น อาหาร สามารถสำรองได้ถึง 10 วัน น้ำดื่มและออกซิเจนอยู่ได้อย่างน้อย 7 วัน รวมถึงเตรียมระบบสื่อสารเพิ่มเติมจากปกติ เช่น วิทยุ โทรศัพท์ดาวเทียม และเตรียมรองรับผู้ป่วยที่ได้รับอุบัติเหตุเฉียบพลัน
รองปลัด สธ. ยังขอให้ประชาชนรับข้อมูลข่าวสารที่เป็นปัจจุบัน โดยเฉพาะการป้องกัน "โรคฉี่หนู" ซึ่งเป็นเป็นโรคที่มากับน้ำ เมื่อเข้าไปในพื้นที่น้ำท่วมขัง ขอให้ระมัดระวังและป้องกันการสัมผัสน้ำ ทำความสะอาดและสำรวจบาดแผล หากพบว่ามีไข้สูง ปวดศีรษะ ตาแดง หรือตัวเหลือง ขอให้รีบไปพบแพทย์ รวมถึงขอให้ป้องกันโรคอุจจาระร่วง โดยแนะนำให้รับประทานอาหารปรุงสุกใหม่ ล้างมือ และดูแลความสะอาดของส้วม
นอกจากนี้ยังมีอีกเรื่องที่มีความเสี่ยงและเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เสียชีวิต รองจากการพลัดตกจมน้ำ คือการถูกไฟฟ้าช็อต ทั้งไฟฟ้าจากเสาไฟสาธารณะ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านที่มีสายไฟตกลงไปในน้ำ เมื่อเข้าสู่ช่วงการฟื้นฟู ประชาชนกลับเข้าบ้านเรือน อาจมีการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีน้ำเข้าไป จึงเป็นความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดไฟรั่ว
อ่านข่าว
กรมชลฯ ยืนยันเขื่อน-อ่างเก็บน้ำในลุ่มน้ำ ยังรองรับน้ำได้
นายกฯ สั่ง "ภาคใต้" ตั้งการ์ดสูงรับมือฝนตกหนัก 4-14 ต.ค.
"ศุภจี" เร่งเติมผัก-ไข่พื้นที่น้ำท่วม ขอผู้ผลิตตรึงไข่ไก่หน้าฟาร์ม 4 บาท