อีคอนไทย ชี้วิกฤตน้ำท่วม ซ้ำเติมศก. หวั่นฉุดเชื่อมั่นท่องเที่ยวไฮซีซั่น แนะรัฐเร่งพักหนี้-ฟื้นฟูสภาพคล่อง

อีคอนไทย ชี้วิกฤตน้ำท่วมซ้ำเติมศก. หวั่นฉุดเชื่อมั่นท่องเที่ยวไฮซีซั่น แนะรัฐเร่งพักหนี้-ฟื้นฟูสภาพคล่อง

นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย เปิดเผยว่า เหตุการณ์วิกฤตน้ำท่วมกรุงเทพฯ และหลายจังหวัดในช่วงปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา เป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิดจากฝนตกหนักต่อเนื่องหลายวัน ส่งผลให้บางพื้นที่มีระดับน้ำสูงเกือบมิดหลังคารถยนต์ และเส้นทางขนส่งส่วนใหญ่ไม่สามารถใช้งานได้ โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ มีครัวเรือนมากกว่า 329,000 ครัวเรือนได้รับผลกระทบในระดับแตกต่างกัน ขณะที่บางพื้นที่ในเขตเศรษฐกิจประชาชนไม่สามารถออกจากอาคารหรือบ้านเรือนได้ เนื่องจากไฟฟ้าและสัญญาณโทรศัพท์ขัดข้อง รวมถึงขาดแคลนอาหารและน้ำ ถือเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นและไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้นในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นเมืองสำคัญระดับโลก เบื้องต้นประเมินความเสียหายอยู่ที่ 25,400 ล้านบาท คิดเป็นผลกระทบต่อเศรษฐกิจหรือ GDP ประมาณ 0.129%

ขณะเดียวกัน ยังมีภาระการฟื้นฟูตามมา ทั้งค่าซ่อมแซมบ้านพักอาศัย ร้านค้า รถยนต์ แท็กซี่ และรถจักรยานยนต์ของกลุ่มผู้รับจ้างและไรเดอร์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีรายได้ไม่สูงอยู่แล้ว จึงต้องติดตามว่ามาตรการเยียวยาจากภาครัฐจะออกมาเมื่อใดและคาดว่าเงินช่วยเหลืออาจไม่เพียงพอต่อความเสียหายทั้งหมด ขณะที่เศรษฐกิจซึ่งอยู่ในภาวะซบเซาอยู่แล้วอาจได้รับผลกระทบเพิ่มเติมจากกำลังซื้อของประชาชนที่ลดลง ประกอบกับภาระหนี้ครัวเรือนและหนี้ธุรกิจที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

ผลกระทบสำคัญอีกด้านคือแรงงานจำนวนมากไม่สามารถเดินทางออกจากบ้านหรือคอนโดมิเนียมในพื้นที่น้ำท่วมสูงเพื่อไปทำงานได้ ส่งผลกระทบต่อทั้งสำนักงาน ธุรกิจค้าปลีก และโรงงาน ทำให้สินค้าขาดแคลนหรือบางแห่งต้องหยุดดำเนินงานชั่วคราว รวมถึงสนามบินสุวรรณภูมิที่ได้รับผลกระทบจากแรงงานขนย้ายสัมภาระไม่สามารถเดินทางออกจากบ้านมาทำงานได้ ส่งผลให้มีสัมภาระตกค้างจำนวนมากจนล้นพื้นที่อาคารผู้โดยสาร โดยมีข้อมูลว่ามีมากถึงหลักหมื่นชิ้น และต้องยกเลิกเที่ยวบินมากกว่า 37 เที่ยวบิน

ขณะที่คลังสินค้าของการบินไทยเดิมมีแผนระงับการรับ-ส่งสินค้า เนื่องจากประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานจากสถานการณ์น้ำท่วม แต่ถูกกดดันให้เปิดให้บริการต่อ นอกจากนี้ วิกฤตน้ำท่วมที่เกิดขึ้นยังส่งผลต่อภาพลักษณ์ของกรุงเทพฯ จากภาพเมืองจมน้ำที่เผยแพร่ผ่านสื่อทั่วโลก ซึ่งอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยวในระยะต่อไป โดยเฉพาะช่วงไฮซีซั่นที่นักท่องเที่ยวต่างชาติอาจยกเลิกการเดินทางมาไทย และส่งผลให้เศรษฐกิจในช่วงไตรมาส 4 มีโอกาสซบเซาต่อเนื่อง ทั้งนี้ สถานการณ์ดังกล่าวยังไม่รวมความเสี่ยงจากฝนตกหนักระลอกใหม่และกรณีแม่น้ำเจ้าพระยาเอ่อล้นจากน้ำเหนือหลาก

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดคือสภาพคล่องทางการเงินของภาคครัวเรือนและ SMEs ซึ่งเดิมมีความเปราะบางอยู่แล้ว เมื่อได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมและต้องแบกรับค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมและฟื้นฟูบ้านหรือธุรกิจ จะยิ่งทำให้ฐานะทางการเงินอ่อนแอลง และอาจลุกลามไปสู่ปัญหาหนี้เสีย ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อและซ้ำเติมเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี ดังนั้น รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งออกมาตรการทั้งด้านการกระตุ้นเศรษฐกิจและการดูแลสภาพคล่องควบคู่กัน โดยเฉพาะมาตรการพักชำระหนี้หรือลดค่างวดให้แก่ครัวเรือนและธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ เพื่อลดภาระทางการเงิน ป้องกันไม่ให้กำลังซื้อหดตัวเพิ่มเติม และช่วยประคับประคองให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจสามารถเดินหน้าต่อไปได้

จากกรณีศึกษาของ V-SERVE GROUP ซึ่งดำเนินธุรกิจโลจิสติกส์ครบวงจร ทั้งการขนส่งและกระจายสินค้าส่งออก-นำเข้า รวมถึงให้บริการขนส่งแก่ห้างค้าปลีกในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม เช่น ถนนสุขุมวิท (อ่อนนุช) ลาดกระบัง บางนา และบางปู พบว่าในช่วงแรกมีพนักงานมากกว่า 1 ใน 3 ไม่สามารถเดินทางมาทำงานได้ แต่บริษัทมีแผนบริหารความเสี่ยงภายใต้แนวคิด “Worst Case Scenario Risk Management” ด้วยการจำลองเหตุการณ์และเตรียมมาตรการรองรับตั้งแต่ไฟไหม้สำนักงาน น้ำท่วมใหญ่ การจลาจลปิดถนน ไปจนถึงโรคระบาด ทำให้สามารถรักษาความต่อเนื่องของการให้บริการได้ โดยใช้ระบบ “Emergency Office” เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างสำนักงาน มีการจัดรถบรรทุกไปรับพนักงานตามบ้าน เช่าบ้านหรืออพาร์ตเมนต์รองรับพนักงานบางส่วน และใช้ระบบ “Work from Home” สำหรับพนักงานที่ไม่จำเป็นต้องเข้าสำนักงาน

ทั้งนี้ เหตุการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯ ครั้งนี้มีลักษณะคล้ายกับสถานการณ์น้ำท่วมในอำเภอหาดใหญ่ช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2568 ซึ่งครั้งนั้นระดับน้ำสูง 4-5 เมตรและกินเวลานานเป็นสัปดาห์ ส่งผลให้พนักงานของบริษัทไม่สามารถเดินทางออกจากบ้านมาทำงานได้ทั้งหมด แต่การให้บริการยังดำเนินต่อเนื่อง เนื่องจากบริษัทสามารถโยกย้ายข้อมูลและให้พนักงานประจำสำนักงานกรุงเทพฯ เข้ามารับผิดชอบงานประสานงานกับลูกค้าในพื้นที่จังหวัดสงขลาและจังหวัดใกล้เคียง รวมถึงให้บริการลูกค้าในประเทศมาเลเซียได้ กรณีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การบริหารความเสี่ยงภายใต้เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดมีความสำคัญต่อภาคธุรกิจ โดยเฉพาะการเตรียมแผนรองรับเพื่อให้ธุรกิจสามารถดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่องและรักษาความเชื่อมั่นของลูกค้า ซึ่งไม่เพียงช่วยลดผลกระทบจากวิกฤต แต่ยังเป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขัน และนำไปสู่ความต่อเนื่องและความยั่งยืนของธุรกิจในระยะยาว