สหรัฐฯ ระงับประหารนักโทษหญิงคดีฆาตรกรรม หลังฉีดยาพิษไม่สำเร็จ
ทางการรัฐเทนเนสซีของสหรัฐฯ ไม่สามารถดำเนินการประหารชีวิต คริสตา เกล ไพค์ นักโทษประหารหญิงจากคดีฆาตกรรมเมื่อปี 2538 ได้สำเร็จตามกำหนดการเมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (30 ก.ย.) หลังกระบวนการฉีดสารพิษหยุดชะงักและยืดเยื้อนานหลายชั่วโมง ท่ามกลางการยื่นคำร้องอุทธรณ์ในนาทีสุดท้าย ส่งผลให้การบังคับโทษประหารชีวิตนักโทษหญิงเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 200 ปีของมลรัฐต้องสะดุดลง
ไพค์ วัย 50 ปี มีกำหนดรับโทษประหารด้วยการฉีดสารพิษจากคดีสังหารเพื่อนร่วมชั้นเรียนที่เธอก่อไว้ขณะอายุ 18 ปี โดยเดิมทีมีกำหนดการตั้งแต่ช่วงเช้า แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ มีคำสั่งชะลอการประหารชีวิตชั่วคราว ก่อนที่ศาลฎีกาสหรัฐฯ จะมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งชะลอดังกล่าว ทำให้เจ้าหน้าที่เรือนจำพยายามเดินหน้าบังคับใช้โทษตามแผนเดิมในช่วงค่ำ
สื่อมวลชนที่ร่วมสังเกตการณ์เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ได้เริ่มเดินยาเพนโทบาร์บิทัล (pentobarbital) ซึ่งเป็นยากดประสาทขนาดสูงเข้าสู่ร่างกายของไพค์ไปแล้ว 2 โดส ทว่าเมื่อเวลา 19.46 น. ตามเวลาท้องถิ่น เจ้าหน้าที่เรือนจำได้ดึงม่านกั้นห้องสังเกตการณ์ลง ก่อนจะเปิดขึ้นอีกครั้งในอีก 3 นาทีต่อมา ซึ่งในเวลานั้นยังคงได้ยินเสียงไพค์นอนกรนเสียงดังชัดเจน จากนั้นม่านได้ถูกดึงปิดลงอีกครั้งในเวลา 20.06 น.
เสียงกรนของไพค์ยังคงดังลอดออกมาจากหลังม่านต่อเนื่องนานกว่า 40 นาที จนกระทั่งสัญญาณไมโครโฟนถ่ายทอดเสียงถูกตัดไปเมื่อเวลาประมาณ 20.53 น. ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะเชิญตัวสื่อมวลชนออกจากพื้นที่
ขณะเดียวกัน มีรายงานพบเห็นรถพยาบาลฉุกเฉินวิ่งเข้าออกเรือนจำอย่างเร่งด่วน โดย โดรินดา คาร์เตอร์ โฆษกกรมราชทัณฑ์รัฐเทนเนสซี ชี้แจงต่อสื่อมวลชนเพียงว่า ยังไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลได้ในทันทีว่าเกิดเหตุขัดข้องใดขึ้นภายในห้องประหาร
เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ทีมทนายความของไพค์ยื่นคำร้องฉุกเฉินต่อศาลฎีกาสหรัฐฯ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 และศาลชั้นต้นรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ในช่วงดึกของวันพุธ เพื่อขอให้มีคำสั่งระงับและชะลอการประหารชีวิตทันที โดยระบุว่าไพค์กำลังตกอยู่ใน ความเจ็บปวดทรมานโดยไม่จำเป็น ซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ว่าด้วยการห้ามลงโทษที่โหดร้ายและผิดธรรมดา ทั้งยังเรียกร้องให้กรมราชทัณฑ์เริ่มกระบวนการกู้ชีพทางการแพทย์ทันที พร้อมชี้ว่าการละเลยไม่ให้การรักษาพยาบาลฉุกเฉินถือเป็นการ เพิกเฉยโดยเจตนาต่อความจำเป็นทางการแพทย์ที่แท้จริงและร้ายแรง
เหตุการณ์นี้นับเป็นครั้งที่ 2 ในรอบปีนี้ที่รัฐเทนเนสซีประสบความล้มเหลวในการประหารชีวิตนักโทษ โดยเมื่อเดือนพ.ค. ที่ผ่านมา ทางการรัฐต้องยกเลิกการฉีดสารพิษประหารชีวิต โทนี คาร์รูเธอร์ส ผู้ต้องโทษคดีลักพาตัวและฆาตกรรม 3 ศพเมื่อปี 2537 หลังเจ้าหน้าที่พยายามเปิดหลอดเลือดดำเพื่อให้ยานานกว่า 1 ชั่วโมงแต่ไม่สำเร็จ
ตลอดทั้งวันพุธ กระบวนการประหารชีวิตไพค์ ณ เรือนจำความมั่นคงสูงสุดริเวอร์เบนด์ ในเมืองแนชวิลล์ ต้องเผชิญความไม่แน่นอน หลังองค์คณะผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีมติ 2 ต่อ 1 เสียง ให้ชะลอการประหารชีวิตออกไปชั่วคราว เพื่อตรวจสอบว่าข้อกล่าวอ้างเรื่องที่ไพค์เคยถูกล่วงละเมิดทางเพศอย่างรุนแรงในวัยเด็กได้รับการพิจารณาเป็นเหตุบรรเทาโทษในชั้นกำหนดโทษอย่างครบถ้วนหรือไม่
อย่างไรก็ตาม สำนักงานอัยการสูงสุดประจำรัฐเทนเนสซีได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาทันที โดยระบุว่าการสั่งชะลอการลงโทษในนาทีสุดท้ายเป็นการสร้างบาดแผลซ้ำเติมครอบครัวเหยื่อ และเป็นเพียงการประวิงเวลาของฝ่ายจำเลย
ต่อมา ศาลฎีกาสหรัฐฯ เสียงข้างมากสายอนุรักษนิยมได้มีคำสั่งยกเลิกคำสั่งชะลอการประหารชีวิตดังกล่าวโดยไม่ได้ระบุเหตุผล เปิดทางให้มลรัฐเดินหน้าประหารชีวิตต่อไป ขณะที่ตุลาการสายเสรีนิยม 3 เสียงลงความเห็นแย้งว่า ข้อเรียกร้องของไพค์สมควรได้รับการไต่สวนอย่างถี่ถ้วน
แม้ไพค์จะไม่ปฏิเสธว่าเป็นผู้ลงมือก่อเหตุสังหาร คอลลีน สเลมเมอร์ วัย 19 ปี เพื่อนร่วมศูนย์ฝึกอบรมวิชาชีพน็อกซ์วิลล์ จ็อบ คอร์ปส์ (Knoxville Job Corps) เมื่อปี 2538 แต่กลุ่มผู้สนับสนุนและทนายความแย้งว่า รัฐควรพิจารณาถึงอายุของเธอในขณะก่อเหตุ ปัญหาสุขภาพจิต รวมถึงประวัติที่เธอตกเป็นเหยื่อทารุณกรรมและถูกล่วงละเมิดทางเพศมาตั้งแต่ยังเป็นเด็กเล็ก โดยภายหลังถูกคุมขัง ไพค์ได้รับการวินิจฉัยว่าป่วยเป็นโรคอารมณ์สองขั้ว (ไบโพลาร์) และโรคเครียดหลังผ่านเหตุการณ์สะเทือนใจรุนแรง (PTSD)
ในคำร้องขออภัยโทษหรือผ่อนผันโทษ ไพค์ระบุว่าเดิมทีเพียงต้องการวิวาทตบตีกับสเลมเมอร์ แต่กลับลงมือสังหารเหยื่อด้วยความบ้าคลั่งจนไม่อาจหยุดยั้งได้ โดยไพค์ระบุในแถลงการณ์ว่า
ตอนนั้นฉันเป็นเพียงเด็กวัย 18 ปีที่มีอาการป่วยทางจิต ฉันต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะตระหนักถึงความร้ายแรงในสิ่งที่ได้ทำลงไป และต้องใช้เวลามากกว่านั้นในการยอมรับว่าฉันได้ทำลายชีวิตผู้คนมากมายเพียงใด ฉันได้พรากชีวิตลูกสาว น้องสาว และเพื่อนของใครบางคนไป ตอนนี้ฉันรู้สึกสะอิดสะเอียนตัวเองเมื่อคิดว่าฉันเคยมีความสามารถที่จะก่ออาชญากรรมเช่นนั้นได้
ด้าน เมย์ มาร์ติเนซ มารดาของสเลมเมอร์ กล่าวก่อนหน้านี้ว่า เธอต้องการให้การประหารชีวิตดำเนินต่อไป หลังทนรอคอยมานานหลายสิบปี โดยระบุว่า
ทุกครั้งที่นึกถึงเรื่องนี้ ฉันจะนึกถึงความเจ็บปวดที่คอลลีนต้องเผชิญและพยายามลุกขึ้นวิ่งหนี
สำหรับคดีดังกล่าว อัยการระบุว่า ไพค์เกิดความหึงหวงเพราะระแวงว่าสเลมเมอร์จะเข้ามาแทรกแซงความสัมพันธ์กับ ทาดาริล ชิปป์ แฟนหนุ่มวัย 17 ปี จึงได้ล่อลวงเหยื่อเข้าไปในป่าเมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2538 ก่อนใช้มีดคัตเตอร์กรีดและใช้ก้อนแอสฟัลต์ทุบตีสเลมเมอร์จนเสียชีวิต
ชิปป์ยอมรับว่าเป็นผู้ใช้มีดกรีดสัญลักษณ์ ดาวห้าแฉก ลงบนร่างของเหยื่อ จนสร้างกระแสความตื่นตระหนกต่อลัทธิบูชาซาตานขึ้นในสังคมสหรัฐฯ ยุคนั้น
ทั้งนี้ ขณะเกิดเหตุ ชิปป์มีอายุ 17 ปี จึงไม่เข้าเกณฑ์รับโทษประหารชีวิต และถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตโดยมีสิทธิ์ได้รับการพิจารณาพักการลงโทษ ส่งผลให้ไพค์เป็นจำเลยเพียงคนเดียวในคดีนี้ที่ถูกตัดสินประหารชีวิต
โดย พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต/กัลยาณี ชีวะพานิช