นภัสสร ชิ้นปิ่นเกลียว จาก “ธุรกิจของพ่อ” สู่พื้นที่ของตัวเองใน ไทย โคโคนัท - Marketeer Online
นภัสสร ชิ้นปิ่นเกลียว จาก “ธุรกิจของพ่อ” สู่พื้นที่ของตัวเองใน ไทย โคโคนัท
“งานไม่ยากค่ะ คนยากกว่า เพราะต่อให้เป้าหมายดีแค่ไหน ถ้าทำให้ทุกคนเดินไปด้วยกันไม่ได้ งานก็ไม่สำเร็จ”
ประโยคสั้น ๆ จาก “จั๋ม–นภัสสร ชิ้นปิ่นเกลียว” ลูกสาวคนโตของ ดร.วรวัฒน์ ชิ้นปิ่นเกลียว CEO และผู้ก่อตั้งบริษัท ไทย โคโคนัท จำกัด (มหาชน) หรือ COCOCO สะท้อนหนึ่งในบทเรียนสำคัญ หลังเธอทำงานในธุรกิจของครอบครัวมานานกว่า 10 ปี
จากพนักงานเงินเดือน 15,000 บาท ที่ต้องสแกนนิ้วเข้างานเหมือนทุกคน ลากกระเป๋าสินค้าหนัก 35 กิโลกรัมไปขายต่างประเทศ จนถึงวันที่ขึ้นมาเป็น CMO และพยายามสร้างแบรนด์ของตัวเองบนฐานธุรกิจ OEM ที่พ่อสร้างไว้
ตามไปอ่านเรื่องราวของนภัสสร ตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาทำงานกับพ่อ เรียนรู้ที่จะเป็นทั้ง “เบรกและคันเร่ง” ให้กัน การสร้างบทบาทของตัวเองในธุรกิจ ไปจนถึงบทเรียนเรื่อง “คน” และ และสิ่งที่เธออยากสร้างต่อจากสิ่งที่พ่อวางรากฐานไว้ ใน Era ของตัวเอง
เช้าวันนั้นที่ออฟฟิศ ไทย โคโคนัท ย่านถนนแจ้งวัฒนะ “พี่จั๋ม” ของพนักงานหลายคน รอให้สัมภาษณ์กับ Marketeer ด้วยท่าทีสดใสและกระฉับกระเฉง แม้ในอีกบทบาทหนึ่ง เธอกำลังเป็นคุณแม่ที่ตั้งครรภ์เข้าสู่เดือนที่ 7 แล้วก็ตาม
ตลอดบทสนทนาแทบไม่เห็นความเหนื่อยล้า มีแต่พลังของคนทำงานที่ยังสนุกกับการคิด การคุย และการเล่าเรื่องธุรกิจที่เติบโตมาพร้อมกับชีวิตของเธอ

เด็กหญิงในสวนมะพร้าว
นภัสสรเล่าให้ Marketeer ฟังว่า ครอบครัวฝั่งพ่อเป็นครอบครัวธรรมดาที่ทำไร่อ้อย ก่อนขยับมาทำธุรกิจด้วยการต้มกะทิส่งให้โรงงานไอศกรีม และค่อย ๆ เติบโตจนมีโรงงานเป็นของตัวเอง
เป็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่คุ้นกับการวิ่งเล่นอยู่ในโรงงาน ในสวนมะพร้าว เห็นพ่อทำงาน และเห็นพ่อชิมกะทิแทบทุกเย็น
แต่พ่อไม่เคยบอกเธอว่า “โตขึ้น ลูกต้องมาทำสิ่งนี้ต่อ” และไม่เคยเลี้ยงลูกด้วยการพูดถึงเรื่องสืบทอดธุรกิจอยู่ตลอดเวลา
แม้ในช่วงที่บริษัทเผชิญปัญหา ดร.วรวัฒน์ต้องใช้เวลาราว 10 ปี กว่าจะพาธุรกิจผ่านจุดตกต่ำและสร้างกลับขึ้นมาได้อีกครั้ง แต่ลูก ๆ ในบ้านแทบไม่เคยรับรู้ถึงความหนักของสถานการณ์ เพราะพ่อแม่พยายามแยกเรื่องธุรกิจออกจากชีวิตของลูก
สิ่งที่เธอได้รับจากพ่อในช่วงนั้นจึงไม่ใช่บทเรียนเรื่องบริหารธุรกิจเป็นข้อ ๆ แต่เป็นการเห็นวิธีทำงาน เห็นความขยัน ความรับผิดชอบ และวิธีแก้ปัญหาของคนคนหนึ่งที่สร้างธุรกิจขึ้นมาด้วยตัวเอง
“เมื่อโตขึ้น จั๋มจึงค่อย ๆ เข้าใจว่า สิ่งที่พ่อส่งต่อให้โดยไม่ต้องพูด อาจไม่ใช่แค่บริษัทแต่คือวิธีคิดและวินัยในการทำงาน ที่พ่อทำให้เห็นมาตลอดชีวิต”
หลังเรียนจบปริญญาตรีด้านProduct-Development มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร ด้วยคะแนนเกียรตินิยม คุณพ่อขอให้ทำงานก่อนประมาณ 3–4 ปี แล้วค่อยไปเรียนต่อปริญญาโท เพราะอยากให้ลูกรู้ก่อนว่าชอบอะไร และได้เห็นภาพจริงว่าธุรกิจทำงานอย่างไร
“พ่อบอกว่า ถ้ายังไม่เคยทำงานจริง ต่อให้เรียนไปก็อาจไม่เห็นภาพ ต้องรู้ก่อนว่าในธุรกิจเขาทำอะไรกัน แล้วพอกลับไปเรียน เราจะเข้าใจสิ่งที่เรียนได้มากขึ้น ซึ่งมันก็จริงนะคะ”

จากธุรกิจของพ่อ สู่การสร้างบทบาทของตัวเอง
Marketeer ถามว่า ตอนนั้นเคยมองตัวเองหรือยังว่า วันหนึ่งจะต้องเป็น Successor ของธุรกิจครอบครัว
“ไม่เลยค่ะ ตอนนั้นยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองจะต้องกลับมาทำงานที่บ้านหรือเปล่า เราก็ยังเป็นเด็ก มองว่าพ่อยังแข็งแรง ธุรกิจก็เป็นเรื่องของพ่อ และในบริษัทก็มีทีมงาน มีคนที่ช่วยกันทำอยู่แล้ว เลยไม่ได้คิดว่าตัวเองจะต้องเป็นคนเข้ามารับช่วงต่อ”
เมื่อบทสนทนาย้อนกลับไปถึงวันแรกของการทำงาน ภาพของ “ลูกเจ้าของ” ที่ไม่ได้เริ่มต้นบนเก้าอี้ผู้บริหารก็ค่อย ๆ ชัดขึ้น
เริ่มงานด้วยเงินเดือน 15,000 บาท ตำแหน่งแรกคือ Product Development โจทย์แรก ๆ ที่ได้รับคือ มะพร้าวที่เหลือจากกระบวนการผลิต ซึ่งเดิมขายเป็นอาหารสัตว์เพียงกิโลกรัมละ 3–4 บาท จะเพิ่มมูลค่าอย่างไรได้บ้าง
เธอลองพัฒนาเป็น Snack Bar ใส่ถั่ว ลูกเกด และน้ำผึ้ง แม้สุดท้ายสินค้าชิ้นนั้นไม่ได้เดินต่อมาถึงวันนี้ แต่มันเป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานจริง
“เวลาเข้างานก็ต้องติ๊ดนิ้ว 08.30 น. เลิก 17.00 น. เหมือนทุกคน คุณพ่อเทรนให้เราเป็นเหมือนพนักงานคนหนึ่ง ซึ่งมันทำให้เรามีวินัย รู้ว่าการเป็นลูกเจ้าของไม่ได้หมายความว่าจะเข้ามาทำงาน 10.00 น. หรือ 11.00 น. แล้วมีข้าว มีกาแฟเสิร์ฟ ไม่มีเลยค่ะ ไม่เคยมี”
ช่วงที่สนุกมากคือการเป็นเซลล์ต่างประเทศ ตอนนั้นอายุประมาณ 23–24 ปี บินแทบเดือนเว้นเดือน ได้เดินทางไปกับพี่เซลล์ที่มีประสบการณ์ ไปขายของ ออกบูธ เสิร์ฟสินค้าให้ลูกค้าชิม และได้เรียนรู้พฤติกรรมผู้บริโภคในแต่ละตลาด
“หลายคนอาจคิดว่าไปต่างประเทศสบาย แต่จริง ๆ ไม่ใช่เลยค่ะ เราขายทั้งกะทิและน้ำมะพร้าว กระเป๋าสินค้าใบหนึ่งหนักประมาณ 35 กิโลกรัม ไปแต่ละครั้งลากกัน 3–4 ใบ ถึงแล้วก็จัดบูธ เช้าทำงาน เย็นกินข้าวกับลูกค้า เป็นวงจรของการทำงานจริง ๆ มันเหนื่อยและฝึกความอดทน แต่ในวัยนั้นก็สนุก เพราะได้ออกไปเห็นโลก ได้เจอคนและเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ ตลอดเวลา”

สิ่งเหล่านี้สำคัญ เพราะเมื่อกลับมามองวันนี้ เธอยอมรับตรง ๆว่า
“การเป็นลูกสาวคุณพ่อ ทำให้เรามีโอกาสมากกว่าคนอื่น แต่สิ่งที่นามสกุลให้เราไม่ได้ คือความเชื่อถือจากทีมและลูกค้า รวมถึงผลลัพธ์ที่เราต้องสร้างด้วยตัวเอง”
หลังทำงานประมาณ 3–4 ปี นภัสสรไปเรียนต่อปริญญาตรีอีกใบ Food and Nutritional Sciences University of Reading, UK และปริญญาโทด้าน International Marketing(Minor: Digital Marketing) University of Reading, UK ที่ประเทศอังกฤษ และคว้าเกียรตินิยมกลับมาอีกใบ
ประสบการณ์จากฝ่ายขายต่างประเทศและการเรียน Marketing ทำให้เธอกลับมามองธุรกิจครอบครัวต่างออกไป
“โรงงานผลิตเก่ง” ขายเก่ง แล้วทำไมเราไม่มีแบรนด์ของตัวเอง
เป็นคำถามที่เกิดขึ้น
ในขณะที่การแข่งขันของ OEM มากขึ้นเรื่อย ๆ การมีแบรนด์น่าจะเป็นอีกขาที่ช่วยให้บริษัทมั่นคง
แต่ในเวลานั้น บริษัทแทบไม่มีฝ่าย Marketing และการสร้างแบรนด์ก็ไม่ใช่เรื่องที่พ่อเห็นด้วยทันทีในมุมของคนสร้างโรงงานมากับมือ ธุรกิจ OEM ที่ทำอยู่สร้างทั้งรายได้และกำไรได้ดีอยู่แล้ว การนำเงิน 5–10 ล้านบาทไปลงโฆษณา เพิ่มทีม Marketing และยอมให้กำไรบางส่วนกลับไปเป็นงบสร้างแบรนด์ จึงเป็นเรื่องที่ลูกต้องอธิบายว่า “ทำไปเพื่ออะไร”
ประเด็นนี้กลายเป็นเรื่องที่สองพ่อลูกถกกันมานาน
“คุณพ่อจะบอกตลอดว่า ธุรกิจมีจังหวะของมัน 10 ปีที่แล้วอาจยังไม่ใช่เวลาที่เราต้องลงมาทำแบรนด์เต็มตัว แต่เราก็ขอมาตลอด แกก็ให้ลองทำทีละนิด”
สิ่งที่เปลี่ยนไปตลอดช่วงเวลานั้น ไม่ได้มีแค่มุมมองของพ่อ แต่วิธีคิดของลูกก็เปลี่ยนไปด้วย
จากวันแรกที่เชื่อเพียงว่า “เราควรมีแบรนด์” วันนี้ทุกไอเดียต้องตอบให้ได้ว่า ลูกค้าคือใคร ตลาดอยู่ตรงไหน ยอดขายเท่าไร และกำไรจะมาจากไหน
จากการถกกันด้วย “ความเชื่อ” จึงค่อย ๆ กลายเป็นการคุยกันด้วย Business Plan และข้อมูล จนพ่อเริ่มเปิดพื้นที่ให้ลูกตัดสินใจมากขึ้น
หนึ่งในแบรนด์หลักที่นภัสสรเข้ามาผลักดันคือ Thai Coco
ปัจจุบันตลาดใหญ่ที่สุดของ Thai Coco คือญี่ปุ่น มีสหรัฐฯ และตะวันออกกลาง ขณะที่ปีนี้เป็นปีแรกที่บริษัทเริ่มรุกตลาดในประเทศไทยมากขึ้น ทั้งการนำน้ำมะพร้าวเข้าไปจำหน่ายใน 7-Eleven และทำแคมเปญ อิชิตัน x ไทย โคโค่ เปิดตัวเย็นเย็นจับเลี้ยงมะพร้าวน้ำหอม ร่วมกับ ตัน ภาสกรนที
“คุณพ่อทำให้โรงงานเป็นที่รู้จักในระดับโลก ส่วนการสร้างแบรนด์ให้ผู้บริโภครู้จักและรักเป็นหน้าที่ของจั๋ม แต่เราก็ไม่ได้ทิ้ง OEM นะคะ เพราะวันนี้ยังเป็นสายเลือดหลักที่เลี้ยงโรงงานอยู่”
พ่อเห็น “หลุม” ที่ลูกยังไม่เห็น
ความต่างระหว่างสองพ่อลูกไม่ได้มีเพียงเรื่องการตลาด นภัสสรบอกว่า ตัวเองเป็นคน Energy สูง คิดเร็ว พูดเร็ว ทำเร็ว
โดยเฉพาะช่วงอายุ 20 ปลาย ๆ ถึง 30 ต้น ๆ เวลามองเห็นโอกาสก็อยากเดินหน้า
คำที่พ่อพูดบ่อยจึงเป็น “ใจเย็น ๆ” หรือ “ไปคิดดี ๆ ก่อน แล้วค่อยมาคุย” เมื่อก่อนอาจรู้สึกว่าทำไมต้องช้า แต่วันนี้เธอเข้าใจมากขึ้นว่า ประสบการณ์ทำให้คนรุ่นพ่อมองเห็น “หลุม” หลายหลุมที่คนอายุน้อยยังไม่เห็น
“เราไม่เคยเห็นหลุมนั้น เราก็กะว่าตะลุยเลย”
วันนี้สองคนจึง “จูนกันติด” มากขึ้น ลูกนิ่งขึ้น ขณะที่พ่อก็เปิดพื้นที่ให้ความคิดใหม่มากขึ้น
เมื่อมองธุรกิจ สองพ่อลูกจึงมองจากคนละมุม บางครั้งมันทำหน้าเป็นทั้งเบรกและคันเร่งให้กัน
“พ่อเขามองจากข้างในบริษัท ว่าผลิตได้ไหม ต้นทุนเท่าไร เสี่ยงแค่ไหน และธุรกิจจะคุ้มหรือไม่ ส่วนจั๋มมองออกไปข้างนอก ว่าผู้บริโภคต้องการอะไร ตลาดกำลังไปทางไหน และแบรนด์ยังมีโอกาสเติบโตอย่างไรในอนาคต”
“เมื่อ 2 ใน 3 ของงานผู้บริหาร คือเรื่องคน”
การบริหารทีมก็เป็นอีกบทเรียนที่เปลี่ยนวิธีคิดของนภัสสรอย่างมาก เธอแบ่งหน้าที่ของตัวเองออกเป็น 3 เรื่อง
เรื่องแรก คิด Strategy และ Vision
เรื่องที่สอง ทำให้คนสามารถทำงานตาม Strategy นั้นได้
เรื่องที่สาม บริหาร “ใจ” หรือ Energy ของคน ให้ยังมีแรงทำสิ่งนั้นต่อ แปลว่า 2 ใน 3 เป็นเรื่องคน
“ทุกวันนี้ให้เวลาคนเยอะกว่างาน เพราะงานคิดแป๊บเดียวก็เสร็จ รู้ว่าต้องทำอะไร”
เธอเล่าว่าองค์กรวันนี้มีพนักงานประมาณ 500 คน และมีคนหลาย Generation ทำงานร่วมกัน
“จั๋มพบว่า โดยเฉพาะกับคนรุ่นใหม่ การมี Strategy ชัดหรือสั่งงานเก่งอย่างเดียวไม่พอ พวกเขาต้องการ Emotional Safety พื้นที่ที่รู้สึกว่าสามารถเสนอความคิดได้ ผิดพลาดแล้วคุยกันได้ และเมื่อมีปัญหา หัวหน้าจะไม่ทิ้งให้จัดการคนเดียว”
เรื่องการทำงานกับคนในองค์กร หนึ่งในต้นแบบสำคัญของจั๋มคือคุณพ่อ โดยเฉพาะการเป็นผู้บริหารที่เข้าถึงพนักงานทุกระดับ
“คุณพ่อคุยกับทุกคน ตั้งแต่ รปภ. แม่บ้าน ไปจนถึงผู้บริหาร เขารู้จักคนในบริษัทเยอะมาก เดินไปตรงไหนก็แวะพูดคุย กินขนมกับคนนั้นคนนี้ ทำให้พนักงานรู้สึกว่าผู้บริหารที่นี่เข้าถึงได้
เวลามีปัญหาหรือมีไอเดีย พนักงานสามารถเดินเข้ามาคุยได้ ไม่ได้รู้สึกว่าผู้บริหารหรือบอร์ดอยู่ไกลจนต้องผ่านคนหลายชั้น ซึ่งจั๋มคิดว่านี่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้หลายคนผูกพันกับองค์กรและอยู่กันมานานค่ะ”
จาก “ทำไมเขาไม่เข้าใจเรา” เป็น “เราสื่อสารดีพอหรือยัง”
เรื่องคนยังทำให้เธอต้องย้อนกลับมามองตัวเอง เพราะคนที่คิดเร็ว ทำเร็ว และมี Energy สูง มักมีข้อเสียอย่างหนึ่ง
คือคิดว่าคนอื่นตามความคิดของตัวเองทัน บางครั้งสิ่งที่อยู่ในหัวผู้นำมี 100% แต่สื่อสารออกไปเพียง 30% กลับคาดหวังให้ทีมเข้าใจ 100%
วันนี้เธอจึงพยายามเปลี่ยนคำถาม
จาก “ทำไมเขาไม่เข้าใจเรา” มาเป็น “เราสื่อสารดีพอหรือยัง และเราทำให้เขาเห็นภาพเดียวกับเราหรือยัง”
นี่อาจเป็น Soft Skill ที่ต่างจากวันที่เธอเพิ่งเข้ามาทำงานอย่างชัดเจน

จากสิ่งที่พ่อสร้าง สู่เป้าหมายของคนรุ่นที่ 2
สำหรับนภัสสร การเข้ามาของคนรุ่นลูกไม่ใช่การเปลี่ยนสิ่งที่คนรุ่นพ่อสร้างไว้ แต่คือการต่อยอดจากฐานเดิมให้ธุรกิจไปได้ไกลกว่าเดิม
“เป้าหมายของจ๋ำคือ อยากพาบริษัทไปให้ถึงหมื่นล้านให้ได้ ตอนนี้เราอยู่ที่ประมาณ 6,700 ล้านบาท จ๋ำคิดว่านี่คือ Era ของตัวเอง เป็นช่วงเวลาที่ต้องรับไม้ต่อจากสิ่งที่คุณพ่อสร้างมา และทำให้ความฝันของเขาเดินต่อไปได้ ขณะเดียวกันก็ต้องสร้างความยั่งยืนให้กับองค์กรในระยะยาว”
แต่เมื่อ Marketeer ถามว่า ระหว่างพาบริษัทไปได้ไกล กับการที่พ่อได้เห็นว่าลูกเติบโตมาเป็นคนแบบไหน เธออยากให้พ่อภูมิใจในอะไรมากกว่ากัน
คำถามนี้ทำให้นภัสสรนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนน้ำตาจะรื้นขึ้นมา
“ถ้าเลือกได้ อยากให้ภูมิใจทั้งสองอย่างค่ะ แต่ถ้าต้องเลือกจริง ๆ คงเป็นอย่างหลังเพราะบริษัทจะใหญ่แค่ไหน ยอดขายจะไปถึงเท่าไร สุดท้ายมันก็เป็นตัวเลขที่วันหนึ่งมีคนทำให้ใหญ่กว่าเราได้
แต่สิ่งที่เราอยากให้พ่อเห็นคือ สิ่งที่เขาสอนและสิ่งที่เขาสร้างมาตลอดชีวิต มันไม่ได้จบอยู่ที่ธุรกิจ มันถูกส่งต่อมาอยู่ในวิธีคิดและวิธีใช้ชีวิตของเราด้วย เราอยากเป็นคนที่ ambitious แต่ยังมี empathy
อยากเป็นคนที่กล้าฝันใหญ่ แต่รู้ว่าความสำเร็จไม่ได้เกิดจากเราคนเดียว และถ้าวันหนึ่งเราสามารถส่งต่อบริษัทที่แข็งแรงกว่าเดิม ทีมที่แข็งแรงกว่าเดิม และ culture ที่ดีกว่าเดิมให้ Generation ต่อไปได้ เราคิดว่านั่นน่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้พ่อภูมิใจที่สุด”
จากเด็กผู้หญิงที่เคยมองบริษัทเป็นเพียง “งานของพ่อ” วันนี้ นภัสสรเลือกที่จะเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจที่เติบโตมาพร้อมกับชีวิตของเธอ
และจากสิ่งที่พ่อสร้างไว้ วันนี้กลายเป็นสิ่งที่เธอเลือกจะรับผิดชอบ และพาให้เติบโตต่อไป