ศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าฯ กทม.อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์

ในปี 2565 เมื่อชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้รับเลือกเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครด้วยคะแนนสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ หนึ่งในชื่อที่คนกรุงเทพฯ อยากรู้จักมากที่สุดคือทีมที่เขาเลือกมาทำงานด้วย และในบรรดาชื่อทั้งหมด ศานนท์ หวังสร้างบุญ คือชื่อที่โดดเด่นที่สุดในฐานะรองผู้ว่าฯ กทม. อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ ขณะนั้นอายุเพียง 33 ปี

จากนักขับเคลื่อนสังคมสู่รองพ่อเมือง

ศานนท์ หวังสร้างบุญ1

ศานนท์ หวังสร้างบุญ เกิดปี 2532 จบการศึกษาจากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และได้รับปริญญาโทสาขาบริหารรัฐกิจจากมหาวิทยาลัยเดียวกัน ก่อนที่ชีวิตจะพาเขาไปทำงานด้านการขับเคลื่อนสังคมและนโยบายสาธารณะ

เส้นทางของเขาก่อนจะมาเป็นรองผู้ว่าฯ ไม่ได้ตรงไปตรงมา แต่เต็มไปด้วยประสบการณ์ที่หลากหลาย ทั้งการทำงานในภาคประชาสังคม การทำงานด้านนโยบายสาธารณะ และการเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสังคมไทย — ประสบการณ์เหล่านั้นล้วนนำมาสู่วันที่ชัชชาติโทรมาถามว่าพร้อมจะทำงานด้วยกันไหม

214 นโยบาย กับความหวังที่มาก่อนทันคุย

วันแรกๆ ที่เข้ารับตำแหน่ง ศานนท์เล่าถึงประสบการณ์ที่สะท้อนว่าการเปลี่ยนแปลงของกรุงเทพฯ ไม่ใช่ภาระที่ทีมผู้ว่าฯ ต้องแบกคนเดียว

“วันก่อนเพิ่งคุยกับ 3 สำนักที่ดูแลทั้งหมด เราก็รู้สึกว่า เฮ้ย มีความหวังนะ ยังไม่ทันคุยอะไรเลย เขามาพร้อมกับการเอา 214 นโยบายไปแมพแล้วว่าสำนักเขาทำอะไรได้บ้าง” นั่นคือสัญญาณแรกที่บอกว่าคนในระบบราชการกรุงเทพฯ ไม่ได้รอดูอยู่เฉยๆ แต่พร้อมจะเดินหน้าพร้อมกัน

งานที่ ศานนท์ รับผิดชอบครอบคลุมสามด้านหลัก ได้แก่ ด้านการศึกษา สังคม และพาณิชย์ ซึ่งเป็นสามด้านที่โยงใยกันอย่างแยกไม่ออก เด็กที่ไม่ได้รับการศึกษาที่ดีคือผู้ใหญ่ที่เปราะบางทางสังคม และชุมชนที่ไม่มีรายได้คือชุมชนที่ไม่มีโอกาสส่งลูกเรียน

คนไร้บ้าน บ้านมั่นคง และปลายทางของสวัสดิการทุกอย่าง

หนึ่งในงานที่ท้าทายที่สุดในมือของ ศานนท์ หวังสร้างบุญ คือปัญหาคนไร้บ้านในกรุงเทพฯ ซึ่งเขามองด้วยมุมมองที่ลึกกว่าแค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

เขาพูดถึงคนไร้บ้านว่าเป็น “ปลายทางของสวัสดิการทุกอย่าง” นั่นหมายความว่าการแก้ปัญหาคนไร้บ้านต้องย้อนกลับไปแก้ตั้งแต่ต้นน้ำ ทั้งเรื่องการศึกษา สุขภาพ การมีงานทำ และที่อยู่อาศัยที่มั่นคง กทม.จึงทำงานร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เพื่อพัฒนาโครงการ “บ้านมั่นคง” ที่ไม่ได้แค่สร้างบ้าน แต่สร้างความมั่นคงในชีวิตให้กับชุมชนแออัด

พัฒนาเด็ก ใช้คนทั้งหมู่บ้านเลี้ยงเด็กหนึ่งคน

ศานนท์ หวังสร้างบุญ2

แนวคิดในการพัฒนาเด็กของ ศานนท์ มาจากความเชื่อที่ว่าระบบนิเวศรอบตัวเด็กสำคัญพอๆ กับตัวเด็กเอง

เขาพูดถึงเรื่องนี้ว่าการเลี้ยงเด็กหนึ่งคนให้เติบโตเป็นพลเมืองที่ดีต้องใช้ทรัพยากรจากทั้งชุมชน ไม่ใช่แค่พ่อแม่หรือโรงเรียน ดังนั้นนโยบายพัฒนาเด็กของกทม.จึงมองภาพรวมตั้งแต่ศูนย์เด็กเล็ก โรงเรียนกทม. สนามเด็กเล่น พื้นที่สาธารณะ ไปจนถึงระบบสนับสนุนครอบครัวที่มีรายได้น้อย โดยเป้าหมายสูงสุดคือทำให้เด็กกรุงเทพฯ ทุกคนมีโอกาสเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเกิดมาในครอบครัวไหน

คนรุ่นใหม่ในระบบราชการ ความหวังหรือตำนาน

ความน่าสนใจของ ศานนท์ หวังสร้างบุญ ในฐานะนักการเมืองท้องถิ่นไม่ใช่แค่อายุ แต่คือวิธีที่เขาทำงานในระบบที่ใหญ่และเชื่องช้ากว่าที่เขาเคยทำงานมาก่อน

เขาพูดตรงๆ ว่าช่วงแรกยังไม่เข้าใจโครงสร้างข้าราชการ ไม่รู้ว่าใครเก่งอะไร และไม่รู้ว่าทีมที่ตัวเองมีอยู่ได้มากแค่ไหน แต่แทนที่จะรอให้เข้าใจทุกอย่างก่อนค่อยลงมือ เขาเลือกเรียนรู้ไปพร้อมกับทำงาน ซึ่งเป็นวิธีที่เขาเชื่อว่าเหมาะกับยุคสมัยที่ทุกอย่างเปลี่ยนเร็วมากกว่าการรอให้แผนสมบูรณ์แบบก่อน

กิจกรรมและความหวัง เครื่องมือที่ดูเล็กแต่ไม่เล็ก

หนึ่งในสิ่งที่ทำให้การทำงานของ ศานนท์ น่าจับตาคือการจัดกิจกรรมในพื้นที่สาธารณะของกรุงเทพฯ อย่างสม่ำเสมอ ทั้งงานดนตรี ตลาดนัด เทศกาลในย่านต่างๆ และกิจกรรมที่ทำให้ผู้คนออกมาใช้พื้นที่เมืองร่วมกัน

สิ่งเหล่านี้ดูเหมือนไม่ใช่นโยบายสำคัญ แต่ศานนท์มองว่ามันคือการสร้าง “ความรู้สึกของเมือง” ที่คนอยากจะอยู่ด้วยกัน อยากดูแลพื้นที่ร่วมกัน และอยากเชื่อว่ากรุงเทพฯ ยังเปลี่ยนแปลงได้ในทางที่ดีขึ้น ซึ่งนั่นคือพื้นฐานของทุกการเปลี่ยนแปลงอื่นๆ ที่จะตามมา

“In change, we trust” ทำไมยังเชื่อ

เมื่อถามว่าทำไมถึงยังเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงเมืองเป็นเรื่องที่ทำได้จริง ศานนท์ ตอบจากประสบการณ์ตรงว่าเขาเห็นมันเกิดขึ้นแล้วในหลายพื้นที่ ไม่ใช่แค่ในกรุงเทพฯ แต่ในเมืองทั่วโลก

การเปลี่ยนแปลงไม่ได้ต้องรอให้ทุกอย่างลงตัวก่อน แต่เริ่มได้จากการทำให้คนหนึ่งคนรู้สึกว่าตัวเองมีส่วนร่วมกับเมืองที่ตัวเองอยู่ และนั่นคือสิ่งที่เขาทำงานเพื่อมันทุกวัน ในฐานะรองผู้ว่าฯ ที่ยังอายุน้อยพอจะเชื่อว่าทุกอย่างยังเปลี่ยนได้