แบงก์รัฐ-พาณิชย์ ออกมาตรการ เยียวยา“ลูกค้า-ลูกหนี้” ฝ่าวิกฤตน้ำท่วม
วันนี้ (28 ก.ย.2569) นายสิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) กล่าวว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดกรุงเทพมหานคร และปริมณฑลที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ล่าสุด บสย. ออกมาตรการเร่งด่วน ช่วยเหลือลูกค้าที่ประสบอุทกภัย และมีสถานประกอบการตั้งอยู่ในเขตพื้นที่จังหวัดกรุงเทพฯ และปริมณฑล (ตามประกาศของหน่วยงานราชการ หรือตามที่ บสย. กำหนด)
แบงก์รัฐ-พาณิชย์ ออกมาตรการ เยียวยา“ลูกค้า-ลูกหนี้” ฝ่าวิกฤตน้ำท่วม
โดยพักชำระค่าธรรมเนียม-ค่างวด 6 เดือน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม มาตรการช่วยเหลือลูกค้า ผ่อนผันการชำระค่าธรรมเนียมค้ำประกันสินเชื่อ และค่าจัดการค้ำประกันสินเชื่อ พักชำระออกไปอีก 6 เดือน นับจากวันถึงกำหนดชำระค่าธรรมเนียม สำหรับผู้ประกอบการ SMEs ที่ บสย. ค้ำประกันสินเชื่อ ที่จะครบกำหนดชำระตั้งแต่วันที่ 26 ก.ย.2569 ถึงวันที่ 31 ต.ค.2569
มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ พักชำระค่างวด เป็นระยะเวลา 6 เดือน สำหรับลูกหนี้ที่ บสย.จ่ายเคลม ซึ่งอยู่ในระหว่างผ่อนชำระตามแผนปรับโครงสร้างหนี้ และไม่ผิดนัดชำระหนี้
แบงก์รัฐ-พาณิชย์ ออกมาตรการ เยียวยา“ลูกค้า-ลูกหนี้” ฝ่าวิกฤตน้ำท่วม
"ไอแบงก์" พักหนี้ เติมทุน ไปต่อ
ด้านนายทวีลาภ ฤทธาภิรมย์ กรรมการและผู้จัดการ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) กล่าวว่า ไอแบงก์ออก มาตรการไอแบงก์..เรา..ไม่ทิ้งกัน (พักหนี้ เติมทุน ไปต่อ)เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติหรือภัยพิบัติ และอยู่ในเขตประกาศเป็นพื้นที่ประสบภัย มาตรการครอบคลุม 3 ด้าน ได้แก่ การพักชำระหนี้เดิม การเติมทุนด้วยสินเชื่อใหม่เพื่อซ่อมแซมที่อยู่อาศัยและฟื้นฟูกิจการ และการเร่งรัดการเคลมประกันภัย ลูกค้าสามารถยื่นคำขอได้ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 31 ธ.ค.2569
มาตรการที่ 1 พักหนี้ : พักชำระหนี้เดิม สำหรับลูกค้ารายย่อยที่มีภาระหนี้เงินต้นคงเหลือไม่เกิน 2 ล้านบาท และลูกค้า SMEs (สินเชื่อแบบมีระยะเวลา) ที่มีภาระหนี้เงินต้นคงเหลือไม่เกิน 20 ล้านบาท • กรณีเสียหายรุนแรง จนไม่สามารถอยู่อาศัยหรือดำเนินกิจการได้ พักชำระทั้งเงินต้นและกำไร สูงสุด 3 เดือน • กรณีเสียหายบางส่วน แต่ยังอยู่อาศัยหรือดำเนินกิจการได้ พักชำระเฉพาะเงินต้น (ชำระกำไร) สูงสุด 6 เดือน • ขยายระยะเวลาผ่อนชำระได้ไม่เกินระยะเวลาที่พักชำระ และยกเว้นค่าปรับ (Late Charge) ที่เกิดจากการผิดนัดชำระในช่วงที่พักชำระ
มาตรการที่ 2 เติมทุน : สินเชื่อใหม่เพื่อซ่อมแซมบ้านและฟื้นฟูกิจการ สินเชื่อซ่อมแซมฟื้นฟูที่อยู่อาศัย (รายย่อย) วงเงินสูงสุด 1 ล้านบาท ผ่อนชำระนานสูงสุด 20 ปี อัตรากำไรปีแรก 1.99% ต่อปี ปีที่ 2–3 เท่ากับ SPRL-3.50% ต่อปี และตั้งแต่ปีที่ 4 เท่ากับ SPRL-1.50% ต่อปี
แบงก์รัฐ-พาณิชย์ ออกมาตรการ เยียวยา“ลูกค้า-ลูกหนี้” ฝ่าวิกฤตน้ำท่วม
สินเชื่อฟื้นฟูกิจการ (SMEs) วงเงินสูงสุด 5 ล้านบาท ผ่อนชำระนานสูงสุด 5 ปี อัตรากำไรปีแรก 3.25% ต่อปี ปีที่ 2–3 เท่ากับ SPRL-1.00% ต่อปี และตั้งแต่ปีที่ 4 เท่ากับ SPRL (ปัจจุบัน SPRL เท่ากับ 7.68% ต่อปี)
มาตรการที่ 3 ไปต่อ : เคลมประกันภัย Fast Track สำหรับลูกค้าเดิมที่ทำกรมธรรม์ประกันอัคคีภัยซึ่งคุ้มครองภัยธรรมชาติ ธนาคารจะเร่งประสานการเคลมสินไหมให้เป็นกรณีเร่งด่วน เพื่อให้ลูกค้าได้รับค่าสินไหมและซ่อมแซมทรัพย์สินได้เร็วที่สุด
ธ.ก.ส.เปิดมาตรการกู้สูงสุด 5 หมื่น ดอกเบี้ย 0% 6เดือน
เช่นเดียวกับ ธ.ก.ส. นายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ธ.ก.ส.เดินหน้าเร่งช่วยเหลือผ่านมาตรการเพื่อสนับสนุนเงินทุนอัตราดอกเบี้ยต่ำผ่านโครงการสินเชื่อเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายฉุกเฉินให้แก่ลูกค้าผู้ประสบภัยธรรมชาติหรือภัยพิบัติ ปี 2569/70 วงเงินกู้สูงสุดรายละไม่เกิน 50,000 บาท อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 6 เดือนแรก 0% ต่อปี เดือนที่ 7 เป็นต้นไป อัตราดอกเบี้ย MRR ต่อปี
แบงก์รัฐ-พาณิชย์ ออกมาตรการ เยียวยา“ลูกค้า-ลูกหนี้” ฝ่าวิกฤตน้ำท่วม
และสินเชื่อฟื้นฟูและพัฒนาคุณภาพชีวิตสำหรับเกษตรกรลูกค้า ผู้ประสบภัยธรรมชาติหรือภัยพิบัติ วงเงินรายละไม่เกิน 500,000 บาท อัตราดอกเบี้ย MRR-2 ต่อปี แจ้งความประสงค์ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปที่ ธ.ก.ส. สาขาที่ลูกค้าสังกัดและเตรียมมอบหมายเจ้าหน้าที่เตรียมลงพื้นที่สำรวจความเสียหายให้กับลูกค้าหลังน้ำลด เพื่อรวบรวมข้อมูลและวางแนวทางในการให้ความช่วยเหลืออื่น ๆ ต่อไป
ขณะที่ นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank กล่าวว่า SME D Bank ออกมาตรการด่วน ช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั่วประเทศได้รับผลกระทบจากอุทกภัย สามารถแจ้งความประสงค์พักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ย สูงสุดไม่เกิน 12 เดือน และเติมทุนฉุกเฉิน เพื่อซ่อมแซมฟื้นฟูกิจการ
แบงก์รัฐ-พาณิชย์ ออกมาตรการ เยียวยา“ลูกค้า-ลูกหนี้” ฝ่าวิกฤตน้ำท่วม
มาตรการ “พักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ย” สำหรับลูกค้าธนาคารที่ได้รับผลกระทบทางตรงและทางอ้อม ในพื้นที่ประสบภัยพิบัติตามที่ธนาคารกำหนด เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย ด้วยการพักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ย สำหรับกลุ่มเงินกู้ยืมแบบมีระยะเวลา (Term Loan) สูงสุดไม่เกิน 12 เดือน สัญญาเบิกเงินทุนหมุนเวียนประเภทตั๋วสัญญาใช้เงิน (P/N) และสินเชื่อแฟคตอริ่ง ขยายระยะเวลาชำระตั๋วสัญญาใช้เงินออกไปอีกสูงสุด 180 วัน และสามารถพักชำระดอกเบี้ยได้
มาตรการ “เติมทุนฉุกเฉิน เพื่อซ่อมแซมฟื้นฟูกิจการ” สำหรับลูกค้าเดิมได้รับผลกระทบทางตรง ที่มีสถานประกอบการตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ภัยพิบัติตามที่ธนาคารกำหนด เพื่อให้มีวงเงินกู้ฉุกเฉิน นำไปฟื้นฟูธุรกิจเฉพาะหน้า วงเงินกู้ 10% ของวงเงินเดิม ขั้นต่ำ 30,000 บาท ถึงสูงสุด 200,000 บาท (บุคคลธรรมดา สูงสุด 100,000 บาท และนิติบุคคล สูงสุด 200,000 บาท) อัตราดอกเบี้ย MLR ต่อปี ระยะเวลากู้ 3 ปี ปลอดชำระเงินต้น 12 เดือน ไม่ต้องมีหลักประกัน ยกเว้นค่าธรรมเนียม ลดกระบวนการนำส่งเอกสารเพื่อเร่งรัดช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบทางตรงเป็นการเร่งด่วน
แบงก์รัฐ-พาณิชย์ ออกมาตรการ เยียวยา“ลูกค้า-ลูกหนี้” ฝ่าวิกฤตน้ำท่วม
นอกจากนั้น ธนาคารยังมีสินเชื่อช่วยเติมทุนเพิ่มเติม สำหรับเสริมสภาพคล่อง ลงทุน ยกระดับธุรกิจ ภายหลังสถานการณ์อุทกภัยคลี่คลาย อัตราดอกเบี้ยพิเศษเพียง 3% ต่อปี คงที่ตลอด 3 ปีแรก ผ่อนชำระนานสูงสุด 10 ปี ปลอดชำระหนี้เงินต้นสูงสุด 12 เดือน ได้แก่ 1.สินเชื่อ “SME Green Productivity” วงเงินกู้สูงสุด 30 ล้านบาท 2.สินเชื่อ “ปลุกพลัง SME” วงเงินกู้สูงสุด 1 ล้านบาท และ 3.สินเชื่อ “Beyond ติดปีก SME” วงเงินกู้สูงสุด 30 ล้านบาท
ไม่คิดดอกนาน 3 เดือน พักชำระเงินต้น
นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ธนาคารประกาศพักชำระเงินต้นและไม่คิดดอกเบี้ย นาน 3 เดือน พร้อมจัดชุดสินเชื่อเงื่อนไขพิเศษรองรับผู้ที่จำเป็นต้องใช้จ่ายฉุกเฉิน การซ่อมแซมที่อยู่อาศัย และใช้ในการฟื้นฟูอาชีพหรือกิจการ เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย
แบงก์รัฐ-พาณิชย์ ออกมาตรการ เยียวยา“ลูกค้า-ลูกหนี้” ฝ่าวิกฤตน้ำท่วม
โดยมาตรการพักชำระเงินต้นและไม่คิดดอกเบี้ย นาน 3 เดือน โดยดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาพักหนี้ ธนาคารยกให้ทั้งหมด ลูกหนี้ไม่ต้องชำระคืนภายหลัง ส่วนเงินต้นที่พักไว้ 3 งวด จะถูกรวมไปชำระในงวดสุดท้าย และเมื่อครบกำหนดพักชำระหนี้แล้ว ลูกหนี้จะกลับมาชำระเงินงวดตามเงื่อนไขสัญญาเดิม ครอบคลุมลูกหนี้สินเชื่อทุกกลุ่ม (ยกเว้นบางประเภทตามเงื่อนไข*) ที่มีภูมิลำเนา ที่อยู่อาศัย หรือสถานที่ประกอบอาชีพในพื้นที่ภัยพิบัติตามประกาศของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) โดยธนาคารจะทยอยแจ้งสิทธิ์ผ่าน SMS หรือจดหมายโดยตรง
นอกจากนี้ ธนาคารยังจัดชุดสินเชื่อเงื่อนไขพิเศษ ปลอดชำระเงินต้นและดอกเบี้ย 0% ใน 3 เดือนแรก สำหรับผู้ที่จำเป็นต้องใช้เงินในช่วงวิกฤต ธนาคารมี สินเชื่อฉุกเฉินสำหรับผู้ประสบภัยพิบัติ เพื่อเป็นเงินทุนใช้จ่ายดำรงชีพในช่วงนี้ วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 20,000 บาทต่อราย ไม่ต้องใช้หลักประกัน ปลอดชำระเงินต้นและดอกเบี้ย 0% ใน 3 เดือนแรก
เดือนที่ 4 เป็นต้นไป อัตราดอกเบี้ยคงที่ (Flat Rate) = 0.60% ต่อเดือน ผ่อนชำระได้สูงสุด 24 เดือน ยื่นความประสงค์ได้ที่สาขาธนาคารออมสิน อีกทางเลือกคือ สินเชื่อเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 50,000 บาทต่อราย ปลอดชำระเงินต้นและดอกเบี้ย 0% ใน 3 เดือนแรก เดือนที่ 4 เป็นต้นไป อัตราดอกเบี้ยคงที่ (Flat Rate) = 0.50% ต่อเดือน ผ่อนชำระได้สูงสุด 60 เดือน
แบงก์รัฐ-พาณิชย์ ออกมาตรการ เยียวยา“ลูกค้า-ลูกหนี้” ฝ่าวิกฤตน้ำท่วม
ช่วงฟื้นฟู ผู้ที่ต้องซ่อมแซมเครื่องมือทำกินหรือใช้ทุนหมุนเวียนเพื่อกลับมาประกอบอาชีพ สามารถขอสินเชื่อฟื้นฟูรายย่อยสำหรับผู้ประสบภัยพิบัติ วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 300,000 บาทต่อราย อัตราดอกเบี้ย 0% ใน 3 เดือนแรก เดือนที่ 4 เป็นต้นไป อัตราดอกเบี้ย (Effective Rate) = 15.00% ต่อปี ผ่อนชำระได้สูงสุด 7 ปี
ส่วนผู้ที่บ้านได้รับความเสียหายและต้องการซ่อมแซม มี สินเชื่อฟื้นฟูบ้านสำหรับผู้ประสบภัยพิบัติ วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อราย ปลอดชำระเงินต้นและดอกเบี้ย 0% ใน 3 เดือนแรก เดือนที่ 4 – 24 อัตราดอกเบี้ย 2.00% ต่อปี ปีที่ 3 = MRR – 3.35% ต่อปี และปีที่ 4 เป็นต้นไป = MRR – 0.75% ต่อปี (อัตราดอกเบี้ย MRR ในปัจจุบัน ประกาศ ณ วันที่ 2 มีนาคม 2569 อยู่ที่ 6.045% ต่อปี) พร้อมสนับสนุนค่าประเมินราคาหลักทรัพย์สูงสุดไม่เกิน 3,000 บาท
แบงก์รัฐ-พาณิชย์ ออกมาตรการ เยียวยา“ลูกค้า-ลูกหนี้” ฝ่าวิกฤตน้ำท่วม
สำหรับผู้ประกอบการ SMEs ที่สถานประกอบการได้รับความเสียหาย หรือจำเป็นต้องลงทุนในสิ่งป้องกันภัย ธนาคารมี สินเชื่อเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน SMEs ที่ประสบภัยพิบัติ วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 5 ล้านบาทต่อราย กรณีใช้ บสย. ค้ำประกันเต็มวงเงินกู้ ให้กู้สูงสุดไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อราย ผ่อนชำระได้สูงสุด 7 ปี อัตราดอกเบี้ยปีแรก = MLR – 2.65% ต่อปี ปีที่ 2 เป็นต้นไป = MLR (อัตราดอกเบี้ย MLR ในปัจจุบัน ประกาศ ณ วันที่ 2 มีนาคม 2569 อยู่ที่ 6.025% ต่อปี) ปลอดชำระหนี้เงินต้นสูงสุดไม่เกิน 1 ปี เงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด
ทั้งนี้มาตรการพักหนี้ไม่รวมสินเชื่อบางประเภท เช่น สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่, สินเชื่อชีวิตสุขสันต์, สินเชื่อสำหรับผู้มีรายได้ประจำ โดยสินเชื่อ Soft loan สินเชื่อองค์กรชุมชน และสินเชื่อตามนโยบายรัฐ (PSA) และเงื่อนไขอื่น ๆ เป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด
แบงก์รัฐ-พาณิชย์ ออกมาตรการ เยียวยา“ลูกค้า-ลูกหนี้” ฝ่าวิกฤตน้ำท่วม
นายชลัช รัตนบุญนิธิ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) เปิดเผยว่า เร่งให้ความช่วยเหลือ บรรเทาภาระทางการเงิน เสริมสภาพคล่องให้แก่ลูกค้าที่ได้รับผลกระทบ ธนาคารพิจารณามาตรการช่วยเหลือที่เหมาะสม กับความเดือดร้อนของลูกค้าแต่ละราย เพื่อให้ธุรกิจเดินหน้าต่อได้อย่างมั่นคง ทั้งการบรรเทาผลกระทบทางการเงินผ่านการยืดหนี้ ขยายตั๋ว และปรับลดอัตราดอกเบี้ย ครอบคลุมทั้งลูกค้าที่มีภาระคงค้างวงเงินกู้ระยะสั้นและระยะยาว ตลอดจนเติมสภาพคล่อง เพิ่มวงเงินชั่วคราว 20% ของวงเงินเดิม โดยใช้อัตราดอกเบี้ยเท่าเดิม เพื่อใช้หมุนเวียนในกิจการ
ขณะที่ธนาคารกรุงไทย เคียงข้างผู้ประสบภัยน้ำท่วม ออกมาตรการช่วยเหลือลูกค้ารายย่อยและผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ช่วยลดภาระทางการเงิน ครอบคลุมการลดดอกเบี้ย และลดค่างวดชำระหนี้ พร้อมเสริมสภาพคล่องในการดำรงชีพและซ่อมแซมทรัพย์สินที่ได้รับความเสียหาย แจ้งความประสงค์เข้าร่วมมาตรการ ตั้งแต่วันที่ 26 ก.ย.– 31 ธ.ค.2569 โดยลูกค้าต้องยื่นความประสงค์เข้าร่วมมาตรการภายใน 3 เดือนนับตั้งแต่วันเกิดเหตุ
ธอส.ออก 7 มาตรการเร่งช่วยเหลือ
เช่นเดียวกับ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) พร้อมดูแลลูกค้าในทุกสถานการณ์ ออก 7 มาตรการช่วยเหลือและเยียวยา มาตรการที่ 1 : สำหรับลูกค้าปัจจุบัน กรณีหลักประกันได้รับผลกระทบสาธารณภัย พักชำระหนี้นาน 3 เดือนพร้อมลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เหลือ 0% ต่อปี เงินงวดผ่อนชำระ 0 บาท กรณีหลักประกันได้รับความเสียหายรุนแรง จนไม่สามารถอยู่อาศัยได้ พักชำระหนี้นาน 6 เดือน พร้อมลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เหลือ 0% ต่อปี เงินงวดผ่อนชำระ 0 บาท เมื่อครบระยะเวลาให้ความช่วยเหลือ ลูกค้าสามารถกลับไปใช้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้เดิมต่อไป
และลูกค้า ที่ต้องการกู้เพื่อซ่อมแซมที่อยู่อาศัยสามารถกู้ได้สูงสุดไม่เกิน 300,000 บาทต่อราย ระยะเวลาการกู้นานสูงสุด 5 ปี โดยวงเงิน 1 แสนบาทแรก อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3 ปีเพียง 1% ต่อปี และอัตราดอกเบี้ย 1.99% ต่อปี ในวงเงิน 200,000 บาทถัดมา โดยไม่ต้องจดทะเบียนการจำนองเพิ่มที่สำนักงานที่ดิน (หลักเกณฑ์และเงื่อนไขการให้สินเชื่อเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนดในผลิตภัณฑ์สินเชื่อซ่อม-แต่ง และสินเชื่อซ่อม-แต่ง Plus)
แบงก์รัฐ-พาณิชย์ ออกมาตรการ เยียวยา“ลูกค้า-ลูกหนี้” ฝ่าวิกฤตน้ำท่วม
มาตรการที่ 2 : สำหรับลูกค้าปัจจุบันและลูกค้าใหม่ กู้เพิ่มเพื่อซ่อมแซม หรือปลูกสร้างทดแทนหลังเดิม วงเงินกู้สูงสุดต่อราย ต่อหลักประกันไม่เกิน 2 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยเดือนที่ 1 - 3 เท่ากับ 0% ต่อปี พร้อมปลอดชำระเงินงวด อัตราดอกเบี้ยเดือนที่ 4 - 24 เท่ากับ 2.00% ต่อปี อัตราดอกเบี้ยปีที่ 3 เท่ากับ MRR-3.30% ต่อปี ปีที่ 4 เท่ากับ MRR-2.40% ต่อปี และปีที่ 5 จนถึงตลอดอายุสัญญา
กรณีลูกค้ารายย่อย เท่ากับ MRR-0.50% ต่อปี ลูกค้าสวัสดิการ เท่ากับ MRR-1.00% ต่อปี และกู้เพื่อซื้ออุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวเนื่องเพื่อประโยชน์ ในการอยู่อาศัย เท่ากับ MRR (อัตราดอกเบี้ย MRR ของ ธอส. ปัจจุบัน เท่ากับ 6.145% ต่อปี) ระยะเวลาการกู้ 40 ปี กู้ 1 ล้านบาท ผ่อนชำระเริ่มต้นเพียง 3,100 บาทต่อเดือนเท่านั้น ฟรีค่าธรรมเนียมประเมินราคาหลักประกัน (1,900 – 2,800 บาท) และค่าธรรมเนียมจดทะเบียนการจำนองไม่เกิน 1% ของวงเงินจำนอง เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน
มาตรการที่ 3 : สำหรับลูกค้าสถานะ NPL ที่หลักประกันได้รับความเสียหาย ให้ประนอมหนี้ระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี 6 เดือน โดยคิดอัตราดอกเบี้ย 0% ต่อปี นาน 6 เดือนแรก และไม่ต้องชำระเงินงวด จากนั้นเดือนที่ 7-18 อัตราดอกเบี้ย 1.00% ต่อปี โดยให้ผ่อนชำระเงินงวดไม่น้อยกว่าดอกเบี้ยรายเดือน และเมื่อครบระยะเวลาประนอมหนี้ให้กลับมาใช้ อัตราดอกเบี้ยตามสิทธิเดิมก่อนที่จะใช้มาตรการนี้
มาตรการที่ 4 : สำหรับลูกค้าสถานะ NPL ที่ได้รับผลกระทบด้านรายได้ ให้ประนอมหนี้เป็นระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี โดยคิดอัตราดอกเบี้ย 0% ต่อปี นาน 6 เดือนแรก และผ่อนชำระเงินงวดเพียง 1,000 บาท จากนั้น เดือนที่ 7-12 อัตราดอกเบี้ย 1.00% ต่อปี โดยให้ผ่อนชำระเงินงวดไม่น้อยกว่าดอกเบี้ยรายเดือน บวกอีก 100 บาท และเมื่อผ่อนชำระครบระยะเวลาประนอมหนี้ ให้กลับมาใช้อัตราดอกเบี้ยตามสิทธิเดิมก่อนที่จะใช้มาตรการนี้
มาตรการที่ 5 : สำหรับลูกค้าสถานะบัญชีปกติและสถานะ NPL ที่เสียชีวิตหรือทุพพลภาพถาวร ให้ผ่อนชำระ โดยใช้อัตราดอกเบี้ย 0.01% ต่อปี ตลอดระยะเวลาคงเหลือ (พิจารณาเป็นรายกรณี)
มาตรการที่ 6 : สำหรับลูกค้าสถานะบัญชีปกติและสถานะ NPL หากที่อยู่อาศัยได้รับความเสียหายทั้งหลัง และไม่สามารถซ่อมแซมได้ ให้ปลอดหนี้ในส่วนของราคาอาคาร และให้ผ่อนชำระต่อเฉพาะส่วนของที่ดินคงเหลือเท่านั้น (พิจารณาเป็นรายกรณี)
มาตรการที่ 7 : พิจารณาสินไหมเร่งด่วน (Fast Track) สำหรับลูกค้าที่ทำกรมธรรม์ประกันอัคคีภัยที่อยู่อาศัย ซึ่งคุ้มครองภัยธรรมชาติกับบริษัทประกันภัยที่ธนาคารจัดให้ พิจารณาจ่ายค่าสินไหมให้กับลูกค้าที่ประสบภัยทุกราย อย่างเร่งด่วนเป็นกรณีพิเศษ โดยผู้เอาประกันสามารถแจ้งความเสียหายโดยใช้ภาพถ่าย จ่ายตามความเสียหายจริงไม่เกิน 20,000 บาท และสำหรับลูกค้าที่มีกรมธรรม์เริ่มความคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.2562 เพิ่มความคุ้มครองภัยธรรมชาติตามความเสียหายจริงอีกไม่เกิน 30,000 บาท ต่อปี
เช่นเดียวกับธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) ออกมาตรการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย เพื่อบรรเทาภาระทางการเงินและช่วยให้ลูกค้าสามารถฟื้นฟูและดำเนินชีวิตต่อไปได้ โดยเปิดโอกาสให้ลูกค้าที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์เข้าร่วมมาตรการพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นระยะเวลา 3 เดือน มาตรการดังกล่าวครอบคลุมลูกค้าสินเชื่อ 2 ประเภท ได้แก่ สินเชื่อบ้าน (Home Loan) พักชำระเงินต้นและดอกเบี้ย เป็นระยะเวลา 3 เดือน และสินเชื่อบุคคล (Personal Loan) พักชำระเงินต้นและดอกเบี้ย เป็นระยะเวลา 3 เดือน
สำหรับคุณสมบัติเบื้องต้น ลูกค้าที่ประสงค์เข้าร่วมมาตรการดังกล่าว เป็นลูกค้าที่ยังไม่เคยเข้าร่วมมาตรการช่วยเหลือกับธนาคาร หรืออยู่ระหว่างได้รับความช่วยเหลือจากธนาคาร และมีความประสงค์สมัครเข้าร่วมมาตรการนี้แทนมาตรการช่วยเหลือเดิม อีกทั้ง ลูกค้าไม่ได้เป็นหนี้เสีย (NPL) ณ วันที่สมัครหรือลงทะเบียนเข้าร่วมมาตรการ และภายหลังการลงทะเบียน ลูกค้าจะต้องแสดงข้อมูลหรือหลักฐานที่ยืนยันว่าได้รับผลกระทบจากภัยน้ำท่วม เช่น หลักฐานที่อยู่อาศัยได้รับผลกระทบจากอุทกภัย
อ่านข่าว:
ตั้งวอร์รูมสู้ภัยน้ำท่วม "แฟลตคลองจั่น" ช่วยประชาชน 20,000 ชีวิต
กทม.เร่งตั้งครัวกลาง ผลิตอาหาร 6 หมื่นชุด/วัน ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม
8 เขต กทม.ยังวิกฤต "ลาดกระบัง–บางกะปิ" ต้องการความช่วยเหลืออย่างมาก