นายกฯจ่อสปีชเวทียูเอ็น ปลุกโลกยึดมั่นในกติกา
นายกฯ จับมือ Google พัฒนามาตรฐานดาต้าเซ็นเตอร์เป็นมิตรสิ่งแวดล้อม มั่นใจเจรจาภาษีทรัมป์สำเร็จใกล้ปิดดีล ด้านภาคธุรกิจสหรัฐต่อแถวหารือลงทุนค้าขายกับไทย "สีหศักดิ์” เผยสุนทรพจน์ "อนุทิน" บนเวทียูเอ็นครั้งแรก ตอบโจทย์สถานการณ์ปัจจุบัน ชูสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ ปลุกโลกยึดกติกา
ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 23 กันยายน เวลา 09.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นนครนิวยอร์ก ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 11 ชั่วโมง) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ซึ่งอยู่ระหว่างการเข้าร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติสมัยสามัญ (UNGA) ครั้งที่ 81 ณ นครนิวยอร์ก เดินทางเยี่ยมชมสำนักงาน Google ณ Pier 57 นครนิวยอร์ก และหารือกับนาง Ruth Porat ประธานและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุน ของ Alphabet และ Google โดยนายกฯ กล่าวขอบคุณ Google สำหรับความเชื่อมั่นและการลงทุนในประเทศไทย ผ่านแผนการลงทุนมูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.6 หมื่นล้านบาท) พัฒนา Data Center ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) จ.ชลบุรี และ Google Cloud Region ในกรุงเทพฯ ยืนยันว่ารัฐบาลพร้อมจับมือ Google เพื่อจัดทำมาตรฐาน Data Center ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย และมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชน
ด้านนาง Ruth Porat กล่าวว่า Google มีแผนเปิดสถาบัน Open Data เพื่อส่งเสริมและพัฒนาทักษะแรงงาน รวมทั้งด้านดิจิทัลที่มีคุณภาพ ซึ่งจะเปิดโอกาสให้คนไทยและสตาร์ตอัปของไทย พร้อมยืนยันร่วมเป็นพันธมิตรหรือหุ้นส่วนในระยะยาวกับไทยด้วย
ต่อมาเวลา 10.30 น. นายอนุทินได้พบปะชุมชนไทยที่วัดพุทธไทยถาวรวนาราม พร้อมกล่าวถึงการเจรจาภาษีสหรัฐว่า นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ กำลังเจรจา เชื่อมั่นว่าจะต้องสําเร็จ ไม่มีทางที่จะไม่สําเร็จ โดยไทยขายสินค้าให้สหรัฐ 1.25 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ได้ดุลการค้าเกือบ 7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ถ้าไปปฏิเสธเพื่อเซฟอย่างอื่น แล้วทำให้สินค้าอื่นขายไม่ได้ จะเกิดประโยชน์อย่างไร และสหรัฐเป็นประเทศมหาอำนาจ ดังนั้นไทยต้องพยายามหาจุดที่สามารถรับได้ ตอนนี้เหลือเพียงเรื่องของศักดิ์ศรี ไม่ใช่เรื่องการซื้อมาขายไป แต่หากบอกว่าถ้าเขาเป็นศัตรูกับประเทศไหน คุณต้องเป็นด้วย ถ้าเป็นเช่นนั้น เราก็ไม่รับ ประเด็นเหล่านี้ เป็นเรื่องที่หารือกันเป็นเรื่องท้าย และขณะนี้การเจรจาใกล้จบแล้ว
"ถ้าเขาไม่มีเรา เขาก็เหนื่อยเหมือนกัน เพราะสินค้าหลักก็มาจากเมืองไทย ส่วนประเทศจีน ก็มีการค้าขาย ก็ต้องอยู่กันอย่างนี้ จะอยู่ข้างใดข้างหนึ่งไม่ได้ เพราะเราไม่ได้เป็นประเทศมหาอำนาจมากเพียงพอ ที่เราจะยืนอยู่บนขาตนเองได้ ดังนั้นขอให้มั่นใจ ว่าประเทศของเราโดยกระทรวงการต่างประเทศ ทราบดีว่าเราควรจะดำรงสถานะของเราอย่างไร ซึ่งประเทศของเราก็ใช้บริบทนี้ในการพัฒนาตัวเองมาโดยตลอด" นายกฯ ระบุ
นายกฯ ยังกล่าวถึงข้อบาดหมางกับประเทศเพื่อนบ้านว่า ขอประชาชนไม่ต้องเป็นห่วง ยืนยันไม่มีเรื่องของความรุนแรงที่จะต้องเผชิญหน้ากัน หากใครมีญาติอยู่บริเวณชายแดน ขอไม่ต้องห่วงว่าใครจะมารังแก และไม่ต้องห่วงว่าจะเสียดินแดน เพราะเราป้องกันอธิปไตยไว้เต็มที่ ขณะนี้เหลือแต่เพียงว่าเมื่อไหร่จะพร้อมเจรจา โดยผู้ที่จะกำหนดเงื่อนไขต่างๆ ต้องเป็นประเทศไทย ขณะนี้มีการยกเลิก MOU 44 และจะมาใช้ข้อตกลงใหม่ ถ้าเพื่อนบ้านพร้อมเจรจา
"ประเทศไทยของเราเป็นด้ามขวาน ซึ่งบริเวณอ่าวไทย รูป ก. บริเวณนั้นมีก๊าซเยอะอยู่แล้ว ยิ่งฝั่งกัมพูชาไม่ยอมจบกับเรา เราก็ดูดของเราอยู่ทุกวัน ของสูงไหลลงที่ต่ำอยู่แล้ว จริงๆ เขาต้องรีบจบกับเราจะได้มาแชร์กันได้ คุณไม่จบผมก็ดูดอยู่นั่นแหละ เพราะทุกวันนี้เราใช้แหล่งนี้เป็นแหล่งพลังงาน ก๊าซธรรมชาติของเราอยู่แล้ว นอกจากนี้ เพิ่งพบแหล่งก๊าซธรรมชาติฝั่งทะเลอันดามัน ที่มีขนาดพอๆ กับในอ่าวไทยที่มีอยู่แล้ว ซึ่งอีก 50-60 ปี เรายังใช้ได้อยู่ จึงยืนยันได้ว่าประเทศไทยมีความมั่นคงพลังงาน" นายอนุทินระบุ
จากนั้นเวลา 18.30 น. ที่โรงแรม Four Seasons นครนิวยอร์ก สภาธุรกิจสหรัฐอเมริกา-อาเซียน และหอการค้าสหรัฐอเมริกา จัดงานนำนักธุรกิจบริษัทชั้นนำในสหรัฐอเมริกาพบกับนายกรัฐมนตรี สำหรับนักธุรกิจที่มาร่วมงานหลายคนที่มาร่วมงานครั้งนี้ มีแผนจะเดินทางเข้าร่วมประชุม World Bank - IMF ซึ่งจะจัดที่กรุงเทพฯ ประเทศไทย ในเดือนหน้านี้ด้วย
นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยสาระสำคัญในการกล่าวบนเวทีและการพูดคุยกับผู้บริหารและตัวแทนของแต่ละบริษัท นายกฯ ย้ำถึงการเปลี่ยนแปลงสมดุลการเมืองระหว่างประเทศและการแข่งขัน รวมถึงการใช้มาตรการกีดกันทางการค้าว่าประเทศไทยอยู่ในตำแหน่งที่เป็นศูนย์กลางอาเซียนที่การมาลงทุนหรือค้าขายจะไม่ได้แค่การค้าขายกับคนเพียง 70 ล้านคน แต่เป็นประตูสู่คน 700 ล้านคนของอาเซียน และในทางการค้าประเทศไทยได้เดินหน้าทำข้อตกลงการค้ากับหลายประเทศ หลายเขตเศรษฐกิจ รวมถึงสหรัฐที่กำลังสรุปเงื่อนไขเจรจาช่วงสุดท้ายแล้ว
ประเทศไทยได้มีการปรับปรุงแก้ไขระบบ Thailand fast pass ที่ลดขั้นตอนที่ยุ่งยากของการทำธุรกิจลง ครึ่งปีแรกไทยมีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนมีมูลค่าประมาณ 44,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 37 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน พร้อมเป้าภายในปี 2030 ให้ไทยอยู่ในกลุ่ม 20 ประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันสูงที่สุดของโลก
ด้านนาย Brian McFeeters President & CEO ของสภาธุรกิจสหรัฐอเมริกา-อาเซียน กล่าวว่า ไทยเป็นหุ้นส่วนสำคัญและเป็นตลาดยุทธศาสตร์ของสหรัฐมาอย่างยาวนาน ซึ่งภาคธุรกิจสหรัฐพร้อมทำงานร่วมกับรัฐบาลไทย เพื่อแสวงหาโอกาสใหม่ด้านการค้าและการลงทุน
ขณะที่ นาย Michael DeSombre ตำแหน่ง Assistant Secretary of State for East Asian and Pacific Affairs ชี้ว่าไทยและสหรัฐสามารถขยายความร่วมมือด้านการลงทุน เทคโนโลยี พลังงาน และห่วงโซ่อุปทานได้อีกมาก โดยเฉพาะเทคโนโลยี Superintelligence (SI) ซึ่งประยุกต์ใช้ในภาคส่วนต่างๆ ทั้งการผลิต โลจิสติกส์ สาธารณสุข การเงิน เกษตรกรรม การศึกษา และบริการภาครัฐ เปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจไทย-สหรัฐเติบโตและประสบความสำเร็จร่วมกัน
วันเดียวกัน นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การต่างประเทศ เปิดเผยว่า ปีนี้ถือเป็นครั้งแรกที่นายอนุทินมากล่าวสุนทรพจน์ใน UNGA หัวข้อของปีนี้คือโลกกำลังมีการเปลี่ยนแปลง มีความผันแปร เราจะทำอย่างไรจึงจะสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน ต้องยอมรับว่าสถานการณ์โลกตอนนี้มีความแตกแยก มีการแข่งขัน ระบบพหุภาคี ซึ่งมีสหประชาชาติเป็นแกนกลางถูกบั่นทอน เพราะฉะนั้นสิ่งที่คิดว่าทุกคนเห็นว่าสำคัญคือการที่เราจะสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ และความมั่นใจในระบบระหว่างประเทศที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของกฎเกณฑ์ สร้างความมั่นใจในสถาบันสหประชาชาติ ซึ่งถือว่ามีหน้าที่ค้ำจุนระบบดังกล่าว ซึ่งเป็นโจทย์ที่ตั้งมาสำหรับปีนี้
นายสีหศักดิ์กล่าวว่า การกล่าวสุนทรพจน์ของนายกฯ จะเน้นการแสดงวิสัยทัศน์ของท่านและของไทยในประเด็นเหล่านี้ เราเป็นห่วงเหมือนกับทุกประเทศว่าโลกในขณะนี้เป็นโลกที่ไร้กติกา เราต้องหาทางรื้อฟื้นโลกที่มีการยึดมั่นในกติกา เพราะโลกเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ไม่ได้มีขั้วอำนาจเดียวหรือสองขั้วอำนาจ แต่มีหลายขั้วอำนาจ และมีประเทศที่แต่ก่อนไม่มีเสียงอะไรทั้งสิ้น ตอนที่เขาตั้งระเบียบโลกหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างประเทศไทยหรือประเทศกำลังพัฒนา ดังนั้นระเบียบโลกใหม่ที่เราจะต้องร่วมกันสร้าง ซึ่งมีสหประชาชาติแกนกลาง ต้องเป็นระเบียบโลกที่สะท้อนความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และเป็นระเบียบโลกที่ทุกคนมีส่วนร่วมและมีส่วนรับผิดชอบ.