บังคับนายกฯ!
สมราคาครับ ความสำเร็จนี้นอกจาก Talent (พรสวรรค์) แล้ว "น้องเนเน่" ยังต้องฝึกฝนอย่างหนักจนแทบจะเกินขีดความสามารถที่มนุษย์ทั่วไปจะทำได้
จะบอกว่า ๑ ในล้านก็คงจะได้
นี่คือแบบอย่างสำหรับเยาวชนรุ่นหลังจากนี้ ความสำเร็จต้องมาคู่กับการทำงานอย่างหนัก
ความสำเร็จมิได้ลอยมาในอากาศแล้วคว้าเอามาง่ายๆ
ที่จริงมีการเทียบกับโชว์เต้นหุ่นยนต์จากจีน ซึ่งเต็มไปด้วยความตื่นตาตื่นใจเช่นกัน
แต่นั่นคือการโชว์เทคโนโลยี โชว์ความสามารถของ AI มิใช่ Talent แต่อย่างใด
ครับ...ข่าวดีนี้คงจะทำให้คนไทยมีเรื่องคุยกันสนุกออกรสไปอีกหลายวัน
กลับมาเรื่องการบ้านการเมือง
ฝ่ายค้านชุดนี้คุณภาพคับแก้วครับ ตรวจสอบรัฐบาลแทบจะทุกช่องทาง ถ้าเป็นอวนก็ติดหมดไม่ว่าจะเป็นลูกปลาซิวหลานปลาสร้อย
ตัวเล็กตัวน้อยไม่มีเหลือ
มาอีก ๑ ช่องทาง "รังสิมันต์ โรม" สวมเสื้อประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร แถลงข่าวว่า กรรมาธิการฯ มีมติเสียงข้างมากใช้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อำนาจเรียก
๑.นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
๒.นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.)
๓.นายชลวิทย์ เจียรจิตต์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว)
เข้าชี้แจง กมธ.กรณีการทุจริตสอบท้องถิ่น วันที่ ๘ ตุลาคมนี้
คนส่วนใหญ่แทบไม่รู้จัก พ.ร.บ.อำนาจเรียก เพราะไม่ค่อยถูกนำมาใช้บ่อยนัก
กฎหมายฉบับนี้มีขึ้นเพื่อเสริมเขี้ยวเล็บให้กับคณะกรรมาธิการทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ทำให้ดูน่าเกรงขามขึ้น
อำนาจเรียก เรียกใครบ้าง
“เรียกเอกสาร” จากบุคคลใดๆ ได้
“เรียกบุคคล” มาแถลงข้อเท็จจริงหรือแสดงความเห็นได้
คือ...กฎหมายให้คณะกรรมาธิการฯ มีอำนาจออกหนังสือเรียก เพื่อให้บุคคลใดๆ ส่งเอกสาร หรือมาแถลงข้อเท็จจริงและแสดงความคิดเห็นในเรื่องที่อยู่ภายในกรอบหน้าที่และอำนาจได้
บุคคลที่ได้รับหนังสือเรียกจะต้องมาแถลงข้อเท็จจริงหรือแสดงความเห็นด้วยตนเอง
หากมีเหตุจำเป็นอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ จะต้องทำหนังสือขอเลื่อนหรือมอบหมายให้บุคคลอื่นมาแทน โดยต้องชี้แจงเหตุผลอย่างชัดเจนต่อคณะกรรมาธิการฯ ภายใน ๓ วันทำการ นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ
แล้วใครต้องปฏิบัติตามบ้าง
ครอบคลุมทั้งข้าราชการประจำทุกระดับชั้น และข้าราชการเมือง คือ รัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรี
มีข้อยกเว้นห้ามเรียก ผู้พิพากษา ตุลาการ องค์กรอิสระ
ถ้าเรียกแล้วไม่ไปชี้แจงกับกรรมาธิการฯ ต้องเจออะไรบ้าง
มาตรการบังคับสำหรับฝ่ายบริหารและเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อแก้ปัญหาในอดีตที่หน่วยงานรัฐหรือรัฐมนตรีมักไม่ส่งเอกสารหรือไม่มาตอบคำชี้แจง กฎหมายฉบับนี้ได้วางกลไกการเอาผิดทางวินัยและการตรวจสอบไว้ดังนี้
หากนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรี ไม่สั่งการให้เจ้าหน้าที่รัฐในสังกัดส่งเอกสารหรือมาแถลงข้อเท็จจริงตามที่เรียก ประธานคณะกรรมาธิการฯ จะแจ้งต่อประธานสภาฯ เพื่อให้ส่งต่อนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีผู้นั้น มาแถลงหรือชี้แจงเหตุผลต่อที่ประชุมสภาโดยตรง
พูดง่ายๆ คือถ้าข้าราชการในสังกัดเบี้ยว รัฐมนตรี หรือนายกรัฐมนตรี ต้องไปชี้แจงกับสภา
หากเจ้าหน้าที่ของรัฐจงใจฝ่าฝืน ไม่ยอมส่งเอกสารหรือไม่มาส่งคำชี้แจงโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร จะถือว่าเป็นการ "กระทำความผิดวินัย"
โดยคณะกรรมาธิการฯ สามารถส่งเรื่องให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการลงโทษทางวินัยได้ทันที
ดูเหมือนน่ากลัว แต่...เปล่าเลยครับ
เพราะกฎหมายฉบับนี้มันไปไม่สุด
กลไกการบังคับของอำนาจเรียกของคณะกรรมาธิการฯ มีข้อบกพร่องที่สำคัญหนึ่งประการที่จะทำให้กลไกการบังคับของอำนาจเรียกของคณะกรรมาธิการฯ ไม่มีประสิทธิภาพในทางความเป็นจริงเมื่อกฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับใช้
นั่นคือกฎหมายกำหนดเพียงแต่ให้การฝ่าฝืนอำนาจเรียกของคณะกรรมาธิการฯ เป็นความผิดทางวินัยหรือฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมเท่านั้น
มิได้มีการกำหนดฐานความผิดวินัยจากการฝ่าฝืนอำนาจเรียกของคณะกรรมาธิการฯ เอาไว้ให้ชัดเจนว่าเป็นการกระทำที่มีลักษณะเป็นความผิดทางวินัยไม่ร้ายแรงหรือความผิดทางวินัยร้ายแรง
รวมถึงฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมไม่ร้ายแรงหรือฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรงเอาไว้ให้ชัดเจน
บทลงโทษทางวินัยราชการ ๕ สถานที่มีความรุนแรงน้อยไปมากแตกต่างกันไป ได้แก่
ภาคทัณฑ์
ตัดเงินเดือน
ลดเงินเดือน
ปลดออกจากราชการ
และไล่ออกจากราชการ
กฎหมายไม่ได้บอกว่าการไม่ไปตามกรรมาธิการฯ เรียกนั้น เป็นความผิดสถานใด
การลงโทษโดยเจ้ากระทรวงจึงอาจเป็นเพียงภาคทัณฑ์เท่านั้น
เพราะจะกลายเป็นเรื่องดุลพินิจ
ส่วนนายกฯ อนุทิน ถ้าไม่ไปตามหนังสือเรียก ก็ต้องไปชี้แจงกับสภา แต่กฎหมายไม่ระบุเวลาว่าต้องไปในกี่้วัน
เว้นกฎกรณีนอกสมัยประชุมสภา นายกฯ ต้องทำคำชี้แจงเหตุผลเป็นลายลักษณ์อักษรส่งกลับไปยังประธานสภาฯ ภายใน ๑๕ วัน
สรุปแล้วแทบไม่ต่าง "เสือกระดาษ"
บทลงโทษไม่ชัด!
แต่ก็ต้องขอบคุณ "รังสิมันต์ โรม" ที่มีส่วนสำคัญในการเข็นกฎหมายฉบับนี้ออกมา.