สมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์หนุนแก้ไขกฎหมายคุ้มครองเมล็ดพันธุ์ให้ทันสมัยมากขึ้น
วันนี้ (24 ก.ย.2569) ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกี่ยวกับการเข้าร่วมเป็นสมาชิกอนุสัญญาระหว่างประเทศเพื่อการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ (UPOV 1991) ในส่วนของสมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ไทย ทางสมาคมออกมาแสดง ท่าทีสนับสนุนการแก้ไขกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชเดิม
โดยนางบุญญานาถ นาถวงษ์ นายกสมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ไทย และสมาชิก สนับสนุนให้มีการแก้หรือปรับปรุงกฎหมายภายในประเทศให้เป็นไปตามหลักสากล ส่วนการตัดสินใจจะเข้าร่วมในอนุสัญญา UPOV 1991 หรือไม่ ยังต้องพิจารณาอย่างรอบคอบร่วมกับเงื่อนไขการเจรจา FTA ที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ
สำหรับความสำคัญของการปรับกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช มองว่า มีข้อดี คือ จะช่วยดึงดูดการลงทุน และ ส่งเสริมให้นักปรับปรุงพันธุ์พืชพัฒนาสายพันธุ์ใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและโรคพืชในอนาคต และ ยังจะช่วยยกระดับอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์ของประเทศไทยในระยะยาว เพราะ ปัจจุบัน พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืชของไทย กำหนดระยะเวลาคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่เพียง 12 ปี ขณะที่มาตรฐานสากลในหลายประเทศ เช่น ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย เวียดนาม รวมถึงในแอฟริกา ให้การคุ้มครองขั้นต่ำอยู่ที่ 20 ปี
ทั้งนี้ทางสมาคมฯ ย้ำว่า การปรับปรุงกฎหมายนี้จะเน้นคุ้มครอง "พันธุ์พืชใหม่" เท่านั้น ไม่ได้กระทบต่อสิทธิพื้นฐานของเกษตรกร ในการใช้ประโยชน์จากสายพันธุ์ดั้งเดิม แต่จะช่วยปิดช่องโหว่ทางกฎหมายที่เปิดโอกาสให้เกิดการนำสายพันธุ์ที่ผ่านการพัฒนาอย่างยาวนานไปปรับเปลี่ยนเพียงเล็กน้อย แล้วนำไปจดทะเบียนใหม่เป็นของตนเอง ซึ่งจะช่วยสร้างความเป็นธรรม และปกป้องนักปรับปรุงพันธุ์ไทยได้มากขึ้น อีกทั้งยังจะช่วยผลักดันเพิ่มมูลค่าให้อุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์ไทย เติบโตได้หลายหมื่นล้านบาทด้วย
ส่วนกรณีข้อกังวลของเกษตรกรและกลุ่มประชาสังคมเกี่ยวกับการเข้าร่วมอนุสัญญา UPOV 1991 ที่อาจกระทบต่อวิถีชีวิต และ เพิ่มต้นทุนของเกษตรกร ชี้แจงว่า กฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชของไทยฉบับใหม่ และข้อตกลงในอนุสัญญา UPOV จะให้การคุ้มครองเฉพาะ "พันธุ์พืชใหม่" ที่ผ่านการพิสูจน์เอกลักษณ์เท่านั้น ส่วนพันธุ์พืชดั้งเดิมหรือพันธุ์เก่าที่ใช้กันมานาน เช่น ข้าวหอมมะลิ 105 ที่มีอายุยาวนานกว่า 50 ปี จะไม่ได้รับผลกระทบใดๆ เกษตรกรยังคงเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อ หรือ ซื้อขายผลผลิตสดได้ตามปกติ และ การที่จะการเก็บเมล็ดพันธุ์ใหม่ไว้ปลูกเองในพื้นที่ของตนเองก็ยังสามารถทำได้ แต่สิ่งที่กฎหมายห้ามคือ การนำเมล็ดพันธุ์ใหม่ ที่อยู่ระหว่างการคุ้มครองไปขยายพันธุ์เพื่อทำซ้ำและขายแข่งกับเจ้าของสิทธิ์
นอกจากนี้ประเทศที่เป็นสมาชิก UPOV ก็ไม่เคยปรากฏคดีความที่ฟ้องร้องเอาผิดกับเกษตรกรรายย่อย ส่วนใหญ่ เป็นการดำเนินคดีกับบริษัทที่จงใจขโมยสายพันธุ์ไปค้ากำไรเท่านั้น
ปัจจุบันมูลค่าการค้าเมล็ดพันธุ์ไทย อยู่ที่ประมาณ 24,000 ล้านบาท จากการส่งเสริมของภาครัฐ และ การพัฒนาของภาคเอกชน การมีกฎหมายสากลจะช่วยผลักดันมูลค่าตลาดให้เติบโตถึง 50,000 ล้านบาทในอีก 10 ปีข้างหน้า ผ่านการขยายสัดส่วนการส่งออกไปยังต่างประเทศ
อ่านข่าว :
เครือข่ายเกษตรกรบุกกระทรวงเกษตรฯ คัดค้านรัฐบาลเข้าร่วมอนุสัญญา UPOV 1991
UPOV 1991 ใครได้ใครเสีย? คำถามถึงการผูกขาดพันธุ์พืช