ยุคสมัยใหม่ของขบวนการอนาธิปไตยในสงครามกลางเมืองพม่า
นับตั้งแต่สงครามประกาศอิสรภาพยูเครนในช่วง ค.ศ. 1917–1921 ชายตัวเล็กในชุดสีดำนามว่า เนสเตอร์ มัคห์โน บนหลังอานม้า ได้กลายเป็นผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพปฏิวัติแห่งยูเครน ได้โลดแล่นไปตามท้องทุ่งหญ้าของยูเครน โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างสังคมคอมมิวนิสต์ไร้รัฐ (Anarcho-communism) และปลดแอกเกษตรกรชาวยูเครนจากการกดขี่ของทุกอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นกองทัพของฝ่ายนิยมกษัตริย์ หรือแม้กระทั่งกองทัพแดงของพวกบอลเชวิก การก่อกำเริบและการทดลองสร้างสังคมแบบอนาธิปไตยของมัคห์โน ซึ่งต่อมาเป็นที่รู้จักในชื่อขบวนการ ‘มัคห์นอฟชินา’ (Makhnovshchina) ถือเป็นหนึ่งมุดหมายของความพยายามนำแนวคิดอนาธิปไตย-คอมมิวนิสต์[1]มาปฏิบัติจริงในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 แม้ว่าขบวนการดังกล่าวจะพ่ายแพ้ต่อกองทัพแดงในท้ายที่สุด และมัคห์โนต้องลี้ภัยออกจากยูเครน แต่ประสบการณ์ของเขาก็ยังคงกลายเป็นหนึ่งในตำนานสำคัญของประวัติศาสตร์ขบวนการอนาธิปไตยสมัยใหม่[2]
หลังจากก่อกำเริบของมัคห์โน ขบวนการอนาธิปไตยก็ไม่ได้หายไปไหนจากหน้าประวัติศาสตร์ เพราะหลังจากนั้น 15 ปี สงครามกลางเมืองสเปนก็ได้อุบัติขึ้น พร้อมกับทดลองครั้งที่สองของขบวนการอนาธิปไตย ที่ก่อตัวขึ้นพร้อมกับความขัดแย้งในสเปนที่มีตั้งแต่ พวกนิยมอนาธิปไตยสหการนิยมในคาตาลันและกลุ่มอนาธิปไตยที่มีความเชื่อในการปลดแอกตัวเองออกจากรัฐด้วยปัจเจกนิยมเฉกเช่นเดียวกันกับ การพยายามการปฎิวัติในยูเครน ขบวนการอนาธิปไตยในสเปนก็มาถึงจุดจบลงด้วยชัยชนะของฟรังโกที่ระบอบของเขาจะอยู่คู่กับสเปนไปอีก 36 ปี ถึงแม้ว่าอุดมการณ์อนาธิปไตยจะตายลงพร้อมกับจุดจบของสงครามโลกครั้งที่สองและจุดเริ่มต้นของสงครามเย็นและภายใต้ภาพของภัยสีแดงก็ดูเหมือนว่าความทรงจำของ ขบวนการอนาธิปไตยจะเลือนหายไปตามกาลเวลา ทว่าบทความชิ้นนี้จะพาผู้อ่านไปสำรวจ การก่อกำเริบของขบวนการอนาธิปไตยครั้งใหม่ในสงครามกลางเมืองพม่าและการเข้ามาของทหารต่างชาติต่อความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนี้[3]
จุดเริ่มต้นสงครามกลางเมืองพม่า
ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2021 เราได้เห็นภาพของผู้หญิงที่กำลังเต้นแอโรบิกพร้อมภาพเบื้องหลังของรถถังที่ขับเคลื่อนไปบนท้องถนนในกรุงเนปิดอว์ปรากฎบนโลกอินเทอร์เน็ต ท่ามกลางเสียงหัวเราะของผู้คนต่อภาพที่ปรากฏ แต่เบื้องหลังนั้น นั่นคือเหตุการณ์ที่กองทัพเมียนมาหรือตัตมาดอว์ก่อรัฐประหารยึดอำนาจจากผู้นำพลเรือน และจัดตั้งสภาบริหารแห่งรัฐ (SAC) ซึ่งเป็นรัฐบาลทหารขึ้นปกครองประเทศ เหตุการณ์ดังกล่าวได้ทำลายกระบวนการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยให้พังทลายลง และซัดพาประเทศที่ยากจนแห่งนี้ดิ่งจมลงสู่สงครามกลางเมืองอันป่าเถื่อน ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปแล้วมากกว่า 52,000 ราย ทำให้มีผู้พลัดถิ่นภายในประเทศมากกว่า 3.5 ล้านคน และทิ้งให้พลเรือนอีก 22 ล้านคนต้องเผชิญกับภาวะเสี่ยงต่อความอดอยากและโรคระบาด
ท่ามกลางผลพวงของการรัฐประหาร กองทัพได้ใช้ความรุนแรงปราบปรามผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลทหารอย่างโหดเหี้ยม ทั้งการใช้เครื่องบินในการโจมตีทางอากาศและทางบก ตลอดจนการทำอาชญากรรมสงคราม โดยการจัดตั้งกองพันมรณะ (Death squad) จากผู้จงรักภักดีต่อระบอบรวมถึงการจัดตั้งหน่วยทหารชาติพันธุ์ที่ภักดีต่อระบบขึ้นมาด้วย[4]
ชาวเมียนมาจำนวนมากจึงได้หันไปใช่แนวทางจับอาวุธขึ้นและจัดตั้งกลุ่มต่อต้านรัฐบาลทหาร ซึ่งรวมถึงกองกำลังพิทักษ์ประชาชน (PDF) พร้อมทั้งร่วมมือกับองค์การติดอาวุธชาติพันธุ์ในเมียนมา (EAO) ที่มีอยู่เดิมเพื่อต่อต้านเผด็จการทหาร นอกจากนี้ กลุ่มติดอาวุธต่างๆ ยังได้สร้างพันธมิตรภายใต้องค์กรร่ม เช่น กลุ่มภราดรภาพแห่งรัฐชิน (Chin Brotherhood) ซึ่งประกอบด้วยองค์กรติดอาวุธหลายกลุ่มและเป็นสาขาของสภาชินแลนด์ (Chinland Council) โดยสภาชินแลนด์นี้ถือเป็นองค์กรทางการเมืองหลักฝ่ายต่อต้านรัฐบาลทหารในรัฐชิน ทางภาคตะวันตกของเมียนมา[5]
การก่อตั้ง AIF
ในวันที่ 15 ตุลาคม 2024 ในพื้นที่ชนบทของเมืองฟาลัม (Falam) รัฐชิน (Chin State) กลุ่ม AIF (Anti-Fascist Internationalist Front) หรือแนวร่วมต่อต้านฟาสซิสต์สากล ประกาศจัดตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ ถือเป็นการสืบทอดประเพณี ‘การต่อสู้สากลนิยมต่อต้านฟาสซิสต์’ [6] ซึ่งมีรากฐานมาจากกองพลสากล (International Brigades) ในสงครามกลางเมืองสเปน [7] AIF นิยามตนเองว่าเป็นองค์กรอาสาสมัครติดอาวุธสากลนิยมที่ยึดมั่นในอุดมการณ์ต่อต้านฟาสซิสต์ (Anti-fascism) ต่อต้านทุนนิยม และสนับสนุนสากลนิยมแบบชนชั้นกรรมาชีพ (Proletarian Internationalism)[8]
สมาชิกของ AIF ประกอบด้วยอาสาสมัครชาวต่างชาติที่มีรากฐานทางความคิดหลากหลาย ทั้งอนาธิปไตย คอมมิวนิสต์ ตลอดจนสังคมนิยม โดยทั้งหมดมีจุดประสงค์รวมกันในการสนับสนุนประชาชนในเมียนมาต่อสู้กับรัฐบาลทหาร ซึ่งกลุ่มมองว่าเป็นระบอบฟาสซิสต์ ทั้งนี้ AIF วางนโยบายอย่างชัดเจนว่าตนไม่ได้เป็นกองกำลังในสังกัดถาวรของพรรคการเมืองหรือกองกำลังชาติพันธุ์กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
จากบทสัมภาษณ์ของ The Telegraph ทหารต่างชาติเหล่านี้มีตั้งแต่ชายจากรัฐทางใต้ของสหรัฐฯ ผู้หลงใหลไปการผจญภัยและการปฎิวัติ โดยชายหนุ่มในนามแฝง ‘อาซาด’ ได้กล่าวว่า “ผมไม่ได้มาที่นี่เพราะผมอยากไปทำสงคราม ผมไม่ได้มาที่นี่เพราะผมเป็นคนที่มองหาความขัดแย้งหรือเป็นนักท่องเที่ยวผจญภัย”
“สำหรับผม เป็นความสามัคคีที่เฉพาะเจาะจงมาก ซึ่งหมายความว่า ผมไม่ได้มาที่นี่เพื่อช่วยคุณในการต่อสู้ของคุณ แต่มันเป็นการต่อสู้ของผมด้วย การต่อสู้ที่เรากำลังต่อสู้กันทั่วโลกเพื่อประชาธิปไตย เพื่อเสรีภาพ เพื่อศักดิ์ศรี ล้วนเชื่อมโยงกันอย่างมาก” อาซาดกล่าวเสริม
เฉกเช่นเดียวกับอดีตทหารราบอังกฤษในวัยสามสิบปีผู้ประสบการณ์ในการรบในยูเครนได้กล่าวถึงความแตกต่างของทั้งสองสมรภูมิ
“พลวัตทางการเมืองในยูเครนนั้นแตกต่างกันมาก” เขากล่าวเปรียบเทียบความท้าทายของความขัดแย้งทั้งสอง “ที่นี่ในเมียนมาร์ คนที่กำลังต่อสู้คือประชาชน แต่ในยูเครน ในระดับหนึ่งคุณอาจพูดได้ว่าเป็นประชาชน แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นรัฐยูเครนด้วย”
“ผมสนับสนุนการป้องกันประเทศของยูเครน เพียงแต่ผมไม่เห็นว่าตัวเองจะเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย แม้ว่าผมจะมีเพื่อนและสหายที่อยู่ที่นั่นก็ตาม”[9]
คำกล่าวของอดีตทหารราบอังกฤษแสดงให้ถึงความเป็นจริงและความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในหมู่ทหารต่างชาติโดยเฉพาะสำหรับปีกฝั่งอุดมการณ์ โดยเฉพาะสำหรับนักรบสากลต่อในนามอุดมการณ์ หลังจากสมรภูมิในซีเรีย อดีตนักรบจากโรจาวา (Rojava)[10] หลายคนได้เข้าร่วมสมรภูมิในยูเครนผ่านทั้งสองประเทศ การแตกหักหลังจากสงครามที่เกิดขึ้นในยูเครนนั้นทำให้ นักรบสากลบ้างส่วนหันไปหาแนวรบใหม่ ซึ่งสำหรับอดีตนักรบจากโรจาวาหลายคนแล้ว พวกเขาเลือกจะทิ้งสงครามยูเครนไว้เบื้องหลังแล้วเดินหน้าเข้าสู่สมรภูมิในพม่า ไม่ว่าจะเป็นสาเหตุทางอุดมการณ์หรือเหตุผลที่ส่วนตัวมากกว่านั้น นั่นคือการที่พวกเขาปฏิเสธที่จะฆ่าสหายที่เคยร่วมรบกับเขาพวกในซีเรียนั้นเอง [11]

ภาพจาก reddit/armedsocialists
สงครามลับในพม่า
ตั้งแต่เริ่มต้นความขัดแย้งในพม่า การเข้ามาของการสนับสนุนของทหารต่างชาติเป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้เนื่องด้วยความสำคัญของพม่าต่อภูมิรัฐศาสตร์ที่ใกล้ชิดกับจีน ทั้งการเข้ามาของ Free Burma Rangers องค์กรสิทธิมนุษย์ชนที่ปฎิบัติการอยู่ในพื้นที่เสี่ยงทั้ง ในอิรัก ซีเรีย และชูดาน ที่ก่อตั้งโดยอดีตนายทหารนอกราชการสหรัฐฯ พันตรีเดวิด ยูแบงก์ (David Eubank) [12]และบริษัทรักษาความปลอดภัยเอกชนของจีนหรือที่รู้จักในชื่อย่อว่า PSCs (Private Security Companies) ที่ถูกว่าจ้างเข้าไปปกป้องทรัพย์สินของเอกชนจีน และโครงการลงทุนภายใต้กรอบความร่วมมือ Belt and Road Initiative (BRI) ล้วนสะท้อนให้เห็นว่าพม่าได้กลายเป็นพื้นที่ที่ผลประโยชน์ด้านความมั่นคง และเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่ทับซ้อนกันกับจีนอย่างซับซ้อน[13]
ทว่าการเข้ามาของ AIF จะมีสิ่งที่น่าใจมากกว่าการกระทำนามของความภราดรภาพต่อชาวพม่าเป็นอย่างเดียว จากรายงานของ libcom.org แพลตฟอร์มออนไลน์และคลังข้อมูลดิจิทัลเสรีของฝ่ายซ้ายคอมมิวนิสต์อิสรนิยม ที่รวบรวมบทความ บล็อก หนังสือ และเอกสารทางประวัติศาสตร์ตลอดจนรายงานข่าวขบวนการขวาจัด ได้รายงานถึงการเข้าไปขององค์กรอย่าง CasaPound อดีตพรรคการเมืองฝ่ายขวาจัดที่ในเวลาต่อมาได้ประกาศตนมาเป็นขบวนการทางสังคมแทน โดยกลุ่ม CasaPound เป็นการจัดตั้งร่วมกันของเยาวชนฟาสซิสต์และกลุ่มผู้นิยมและสนับสนุนอุมการณ์ฟาสซิสต์ในอิตาลี โดยจากรายงานของ libcom.org องค์กร CasaPound ได้เข้าไปปฎิบัติงานในพื้นที่พม่าโดยเข้าไปผ่านโฆษกขององค์กรพัฒนาเอกชนอิตาลีชื่อฟรังโก เนรอซซี (Franco Nerozzi) ที่ซึ่งเคยถูกจับกุมด้วยข้อสงสัยเรื่องการก่อการร้ายระหว่างประเทศ และถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลาหนึ่งปีสิบเดือน จากนั้นเขาก็กลับมาทำกิจกรรมในพม่าอีกครั้งด้วยความช่วยเหลือของ Casapound ทันทีที่รับโทษครบกำหนด โดยเข้าไปมีความสัมพันธ์กับสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (Karen National Union: KNU) ผ่านการสร้างโรงเรียนและสนับสนุนทางด้านมนุษย์ธรรมและการเผยแพร่อุดมการณ์ฟาสซิสต์[14]
จากรายงานของ libcom.org หากผู้อ่านถอยออกมาก้าวหนึ่ง เราจะได้ปรากฏการณ์ที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก กล่าวได้ว่าพม่าในช่วงหลังรัฐประหารได้กลายเป็นพื้นที่ที่ซ้อนทับกันของสงครามอุดมการณ์ระดับโลกสองขั้ว ฝั่งหนึ่งคือเครือข่ายฟาสซิสต์ยุโรปที่แฝงตัวมาในคราบองค์กรการกุศล และอีกฝั่งคือแนวร่วมสากลนิยมฝ่ายซ้ายที่เข้ามาจับอาวุธร่วมรบอย่างตรงไปตรงมาผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์และคลังข้อมูลดิจิทัลเสรีของฝ่ายซ้ายคอมมิวนิสต์อิสรนิยม[15]
สิ่งที่ปรากฏขึ้นจึงไม่ใช่เพียงภาพของสงครามกลางเมืองระหว่างกองทัพเมียนมากับกลุ่มต่อต้านรัฐประหาร หากแต่เป็นพื้นที่ซึ่งเครือข่ายทางการเมืองจากภายนอกประเทศกำลังเข้ามาใช่พื้นที่ในการทำสงครามตัวแทน ผ่านทั้งเครือข่ายด้านมนุษยธรรม เครือข่ายทางทหาร บริษัทความมั่นคงเอกชน ตลอดจนเครือข่ายทางอุดมการณ์จากทั้งฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวา
ในขณะที่ความขัดแย้งในพม่าได้ดำเนินมาถึงปีที่ 5 ตัวเลขของผู้เสียชีวิตยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และแม้จะไม่มีใครสามารถบอกจำนวนที่แท้จริงของผู้ที่ต้องจบชีวิตลงในสงครามครั้งนี้ได้ แต่สิ่งที่แน่นอนกว่าตัวเลขคือ มีผู้คนหลายล้านคนต้องสูญเสียบ้านเกิด สูญเสียครอบครัว และสูญเสียชีวิตที่พวกเขาเคยคิดว่าจะได้ใช้ต่อไปในวันพรุ่งนี้ ปัจจุบันสหประชาชาติประเมินว่ามีประชาชนเกือบ 3.8 ล้านคนต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ และมากกว่า 16 ล้านคนยังคงต้องการความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ขณะที่กว่า 12 ล้านคนกำลังเผชิญกับภาวะขาดแคลนอาหารอย่างรุนแรง[16]
นี่ยังเป็นการยืนยันบทบาทของรัฐไทยต่อสงครามกลางเมืองพม่าอีกครั้ง เพราะสงครามที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นเพียงความขัดแย้งภายในประเทศระหว่างรัฐบาลทหารกับกลุ่มต่อต้านเท่านั้น หากยังเป็นพื้นที่ที่เครือข่ายทางการเมือง อุดมการณ์ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากหลากหลายส่วนของโลกเข้ามาซ้อนทับกันอย่างซับซ้อน
ในด้านหนึ่งการเข้ามาของนักรบอาสาสมัครและเครือข่ายฝ่ายซ้ายจากต่างประเทศสะท้อนให้เห็นถึงการดำรงอยู่ของแนวคิดสากลนิยมทางการเมือง ซึ่งมองความขัดแย้งในพม่าเชื่อมโยงเข้ากับการต่อสู้ในระดับโลก ไม่ว่าจะในนามของการปฏิวัติ การต่อต้านเผด็จการ หรือการต่อต้านฟาสซิสต์ ขณะเดียวกัน อีกด้านหนึ่ง เครือข่ายทางการเมืองฝ่ายขวาจัดและฟาสซิสต์จากยุโรปก็สามารถเข้ามามีบทบาทและสร้างอิทธิพลผ่านช่องทางที่ไม่ได้ปรากฏตัวในรูปของกองกำลังทางการเมืองโดยตรง แต่ดำเนินการผ่านองค์กรด้านมนุษยธรรม เครือข่ายทางสังคม การสร้างความสัมพันธ์กับบุคคลในพื้นที่ ตลอดจนการเชื่อมโยงกับกลุ่มติดอาวุธต่างๆ
ปรากฏการณ์ดังกล่าวทำให้เส้นแบ่งระหว่าง ‘สงครามภายในประเทศ’ กับ ‘ความขัดแย้งระหว่างประเทศ’ เริ่มจางลง เพราะแม้การสู้รบจะเกิดขึ้นบนผืนแผ่นดินพม่า แต่ผู้ที่เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกลับไม่ได้จำกัดอยู่เพียงผู้มีส่วนได้เสียภายในประเทศอีกต่อไป
ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าฝ่ายซ้ายหรือฝ่ายขวาจะเดินทางเข้ามาจากที่ใด ไม่ว่าพวกเขาจะถือธงสีแดง ใช้สัญลักษณ์ใด หรืออธิบายการต่อสู้ของตนเองด้วยคำว่า การปฏิวัติ การต่อต้านฟาสซิสต์ หรือแม้แต่การปกป้องประชาชน สิ่งหนึ่งที่ไม่ควรถูกลืมคือ สงครามไม่ได้ถูกดำรงอยู่ด้วยอุดมการณ์เพียงอย่างเดียว แต่ดำรงอยู่ด้วยชีวิตของผู้คนจริงๆ
สำหรับนักรบสากลหรือเครือข่ายทางการเมืองจากต่างประเทศ สงครามในพม่าอาจเป็นสนามของอุดมการณ์ เป็นพื้นที่แห่งการต่อสู้กับศัตรูทางการเมือง หรือเป็นบทพิสูจน์ความเชื่อหรือความอาจหาญของพวกเขาเอง แต่สำหรับประชาชนที่อาศัยอยู่บนแผ่นดินแห่งนั้น สงครามกลับหมายถึงบ้านที่ถูกทำลาย ครอบครัวที่ต้องพลัดพราก การอพยพ และชีวิตประจำวันที่ไม่อาจกลับคืนสู่ภาวะปกติได้ง่ายๆ
[1] Anarcho-communism (อนาธิปไตยคอมมิวนิสต์) คือแนวคิดทางการเมืองที่ผสมอนาธิปไตย (Anarchism) เข้ากับ คอมมิวนิสต์ (Communism) โดยมีเป้าหมายหลักคือสังคมที่ ไม่มีรัฐ ไม่มีชนชั้น และไม่มีกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลเหนือปัจจัยการผลิตซึ่งแตกต่างจากแนวคิดแบบมาร์กซิสม์-เลนินนิสม์ (Marxism–Leninism)
[2] https://theanarchistlibrary.org/library/yeliz-kiroglu-makhno-and-the-makhnovshchina
[4] 1. https://unric.org/en/myanmar-many-reports-of-brutal-war-crimes-and-crimes-against-humanity/
2. https://news.un.org/en/story/2025/08/1165630
[5] https://mmpeacemonitor.org/en/eng-cover-story/the-chin-states-military-political-dynamics-challenges-and-opportunities-issue-138/
[6] การต่อสู้สากลนิยมต่อต้านฟาสซิสต์ (Anti-Fascist Internationalist) คือนิยามการต่อสู้กับลัทธิฟาสซิสต์โดยขบวนการฝ่ายซ้ายสมัยใหม่ โดยมีแนวคิดคือการใช้กำลังเข้าต่อสู้โดยสามารถย้อนกลับไปได้ไกลสุดตั้งก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง โดยแนวคิดนี้ได้ยิบยืมมาจากขบวนการสากลนิยม ปัจจุบันนี้ การต่อสู้สากลนิยมต่อต้านฟาสซิสต์ ถูกใช้ควบคู่กับ แนวคิดสากลนิยม สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://sea.theanarchistlibrary.org/library/international-solidarity-for-the-aif-anti-fascist-perspectives-on-revolutionary-struggle-en
[7] กองพลน้อยนานาชาติ (International Brigades) คือกลุ่มทหารอาสาสมัครชาวต่างชาติที่เดินทางมาช่วยรบให้รัฐบาลสาธารณรัฐสเปนที่ 2 เพื่อต่อต้านฝ่ายชาตินิยมฟาสซิสต์ในสงครามกลางเมืองสเปนซึ่งการจัดตั้งผ่าน Comintern หรือที่รู้จักในอีกชื่อ ขบวนการสากลที่สาม (Third International)
[8] Proletarian Internationalism หรือ “สากลนิยมแบบชนชั้นกรรมาชีพ” เป็นหนึ่งในหลักการรากฐานของลัทธิมาร์กซ์ (Marxism) ที่เสนอว่าชนชั้นแรงงานทั่วโลกไม่ได้ถูกผูกมัดด้วยเส้นแบ่งเขตแดนหรือชาติพันธุ์ แต่มีผลประโยชน์ร่วมกันในการต่อสู้กับระบบทุนนิยมระดับโลก ปัจจุบันในแนวคิดได้ถูกปรับให้บริบทการเมืองร่วมสมัย
2.https://illwill.com/the-revolution-in-myanmar
[10] โรจาวา (Rojava) หรือชื่ออย่างเป็นทางการคือ ฝ่ายปกครองตนเองซีเรียเหนือและตะวันออกโดยเป็นพื้นที่ปกครองกันเองในทางพฤตินัยมีกองกำลังหลักคือ หน่วยปกป้องประชาชน (YPG) และกองกำลังสตรี (YPJ) ซึ่งมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการร่วมมือกับกองกำลังนานาชาติและทหารรับจ้าง สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://theanarchistlibrary.org/library/internationalist-commune-about-the-internationalist-commune
[11] โปรดดู https://www.youtube.com/watch?v=k-pk4bOvoac (Civ Div นามจริง เคลย์ตัน ซิมส์ เป็นอดีตทหารผ่านศึกนาวิกโยธินสหรัฐฯ และทหารอาสาในซีเรียและยูเครน)
[12] https://thaipublica.org/2022/01/srinakha13-karen-state-vs-burma-army/
[13] https://www.geopoliticalmonitor.com/chinas-wagner-beijing-establishes-private-security-company-in-myanmar/
[14] https://libcom.org/article/italian-classical-fascist-group-casapound-portrayed-itself-ngo-and-trying-mislead-karen
[15] ฝ่ายซ้ายคอมมิวนิสต์อิสรนิยม (Libertarian Communism) หรือที่รู้จักในชื่อว่า Left-communismเป็นกระแสทางการเมืองภายในขบวนการคอมมิวนิสต์สากลที่วิพากษ์วิจารณ์แนวคิดต่างๆ ที่เกิดหลังจากการปฏิวัติโซเวียต
[16] https://www.hrw.org/world-report/2025/country-chapters/myanmar
ขบวนการอนาธิปไตย ประเทศเมียนมา พม่า รัฐประหารพม่า รัฐประหารเมียนมา วิศรุต โชครุ่งเรือง สงครามกลางเมืองพม่า สงครามกลางเมืองเมียนมา อนาธิปไตย เมียนมา