กลุ่มฮูตียิงขีปนาวุธ-โดรน โจมตีเมืองหลวงซาอุดีอาระเบีย เรารู้อะไรแล้วบ้าง

กลุ่มฮูตีในเยเมน ซึ่งเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดและได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ประกาศว่า ได้ยิงขีปนาวุธ และโดรนจำนวนมาก โจมตีสถานที่สำคัญในกรุงริยาด เมืองหลวงซาอุดีอาระเบีย รวมถึงโรงงานและคลังน้ำมันของบริษัท Aramco ในเมือง Yanbu ซึ่งเป็นเมืองท่าและศูนย์กลางอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่สำคัญมาก แถบชายฝั่งทะเลแดงของซาอุดีอาระเบีย เมื่อวานนี้ (19 กันยายน)

  • การสู้รบและการตอบโต้
  • ท่าทีและปฏิกิริยาจากนานาชาติ

ทางการซาอุฯ ได้เปิดสัญญาณเตือนภัยการโจมตีทางอากาศในกรุงริยาดเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่สถานการณ์ตึงเครียดเพิ่มขึ้นในเดือนกรกฎาคม พร้อมมีรายงานเสียงระเบิด กลุ่มควันสีดำขนาดใหญ่ใกล้สนามบินนานาชาติ King Khalid หลายเที่ยวบินถูกยกเลิกหรือล่าช้า และมีเหตุเพลิงไหม้ถังน้ำมันของ Aramco หลังถูกโจมตี

โดยระบบป้องกันทางอากาศของซาอุฯ ได้สกัดกั้นการโจมตีในหลายเมือง เช่น Bish, Taif, Farasan และ Yanbu โดยมีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 1 คนในเมือง Taif จากเศษโดรนที่ถูกสกัด ขณะที่ในกรุงริยาด ทางการซาอุฯ รายงานว่า ยังไม่มีผู้เสียชีวิตหรือประเมินความเสียหาย

การสู้รบและการตอบโต้

ฝ่ายฮูตีอ้างว่า การโจมตีซาอุฯ ครั้งนี้ เป็นการ ‘ตอบโต้’ ที่กองกำลังซาอุฯ โจมตีพื้นที่ของตน 26 ครั้งใน 24 ชั่วโมง และมากกว่า 300 ครั้งตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา รวมถึงอ้างว่า ยิงเครื่องบินขับไล่ของซาอุฯ ตกได้สำเร็จ

ยะฮ์ยา ซารีอา โฆษกทางการทหารของฮูตี ยืนยันว่า การโจมตีครั้งนี้ เป็นการตอบโต้ “ความพยายามอันเป็นอาชญากรรมของซาอุดีอาระเบีย” ที่มุ่งเป้าโจมตีกรุงซานา ซึ่งเป็นเมืองหลวงของเยเมนและอยู่ภายใต้การควบคุมของฮูตี

ส่วนการสู้รบภาคพื้นดินก็ยิ่งทวีความรุนแรง โดยเกิดการปะทะหนักที่สุด นับตั้งแต่การหยุดยิงในเดือนเมษายน 2022 ในหลายจังหวัด เช่น Marib, Taiz, Lahj, al-Jawf และ al-Bayda ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนไม่น้อย ทั้งทหาร รัฐบาลเยเมน นักรบฮูตี และพลเรือน

ซาอุดีอาระเบียเป็นผู้นำกลุ่มพันธมิตรที่ให้การสนับสนุนกองกำลังรัฐบาลเยเมนซึ่งได้รับการยอมรับในระดับสากล เพื่อต่อสู้กับกลุ่มฮูตี ทำให้อยู่ในภาวะสงครามและการสู้รบแลกเปลี่ยนการโจมตีกันอย่างรุนแรงมาโดยตลอด

ผลกระทบที่เกิดขึ้นตามมา

มีผู้พลัดถิ่นในเยเมนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมากกว่า 100,000 คน (ระหว่าง 104,796-125,000 คน) นับตั้งแต่ต้นเดือนกันยายน

การสู้รบส่งผลกระทบต่อความมั่นคงการเดินเรือในทะเลแดงและช่องแคบ Bab al-Mandeb โดยกลุ่มฮูตียืนยันกับเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ว่า เรือที่ไม่เกี่ยวข้องกับซาอุฯ จะไม่ตกเป็นเป้าหมาย ขณะที่สหภาพยุโรป (EU) ได้ยกระดับการเฝ้าระวังภารกิจทางเรือ Operation Aspides ในทะเลแดง

ท่าทีและปฏิกิริยาจากนานาชาติ

คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC), เลขาธิการ UN, กลุ่มความร่วมมืออ่าวอาหรับ (GCC) และประเทศจอร์แดน ร่วมประณามการโจมตีของฮูตีต่อเป้าหมายพลเรือน พร้อมยืนยันสิทธิของซาอุดีอาระเบียในการป้องกันตนเอง

ทางด้าน สหรัฐฯ ได้ออกประกาศเตือนพลเมืองให้ระมัดระวังการเดินทางในภูมิภาคตะวันออกกลาง และแม้ว่าซาอุฯ จะเรียกร้องให้สหรัฐฯ ใช้กำลังทางทหารโจมตีกลุ่มฮูตีโดยตรง แต่สหรัฐฯ ยังคงชะลอการตัดสินใจเนื่องจากระมัดระวังการเปิดศึกใหม่ ขณะที่ยังคงมีความขัดแย้งกับอิหร่าน

การยกระดับความขัดแย้งระหว่างกลุ่มฮูตีและกองกำลังพันธมิตรนำโดยซาอุดีอาระเบียที่กลับมารุนแรงที่สุดนับตั้งแต่การหยุดยิงเมื่อปี 2022 ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อประชาชน จนมีผู้พลัดถิ่นพุ่งสูงขึ้นเกินกว่า 1 แสนคน และสร้างความเสี่ยงต่อโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานและเส้นทางเดินเรือสำคัญของโลกเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงวงจรการสู้รบตอบโต้ทางทหารที่ทวีความตึงเครียดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความพยายามทางการทูตของประชาคมโลกและท่าทีของสหรัฐฯ ที่ยังคงระมัดระวังการเปิดศึกใหม่

คำถามสำคัญที่ยังคงเปิดกว้างและต้องจับตาดูต่อไปคือ แรงกดดันทางการเมืองและการทูตจากนานาชาติจะสามารถเหนี่ยวรั้งให้ทุกฝ่ายกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาได้สำเร็จ หรือวิกฤตครั้งนี้จะยกระดับไปสู่วิธีการทางทหารที่รุนแรงขึ้น จนสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อความมั่นคงและเศรษฐกิจระดับภูมิภาคและระดับโลกอย่างที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

ภาพ: Reuters

อ้างอิง: