มาครงเตือน ‘สงครามไฮบริดจากรัสเซีย’ ต่อยุโรปรุนแรงยิ่งขึ้น ฝรั่งเศสเตรียมตอบโต้อย่างไร

เมื่อวานนี้ (18 กันยายน) เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส เตือนว่า ภัยคุกคามแบบไฮบริด (Hybrid Warfare) จากรัสเซียต่อยุโรปและฝรั่งเศสได้ทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยมาครงระบุว่า เป้าหมายของรัสเซียคือ การข่มขวัญยุโรปและบั่นทอนความช่วยเหลือแก่ยูเครน แต่ผู้นำยุโรปยืนยันว่า ไม่หวาดกลัวต่อรัสเซีย เนื่องจากความมั่นคงในปัจจุบันและอนาคตของยุโรปขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในยูเครน

  • ‘สงครามไฮบริด’ คืออะไร และมีรูปแบบอย่างไรในยุโรป
  • ฝรั่งเศสวางแนวทางตอบโต้อย่างไร
  • ฝ่ายรัสเซียมีท่าทีอย่างไรต่อข้อกล่าวหานี้

‘สงครามไฮบริด’ คืออะไร และมีรูปแบบอย่างไรในยุโรป

สงครามไฮบริด เป็นคำที่ใช้อธิบายวิธีการก่อกวนที่ ‘ไม่ใช่’ การใช้กำลังทหารแบบเปิดเผยโดยตรง เช่น การโจมตีทางไซเบอร์, การก่อวินาศกรรม, การปล่อยข่าวลวง (Disinformation) และการแทรกแซงกระบวนการประชาธิปไตย เพื่อสั่นคลอนกำลังและความเข้มแข็งของฝ่ายตรงข้าม ซึ่งมักดำเนินการผ่านตัวแทน (Proxies)

ตัวอย่างเหตุการณ์ที่ถูกอ้างอิงในยุโรป เช่น เหตุการณ์พยายามใช้โดรนโจมตีสนามบินไลป์ซิกในเยอรมนี, เหตุเพลิงไหม้ต้องสงสัยตามโรงงานและสถานที่ป้องกันประเทศในหลายประเทศ ตั้งแต่อิตาลีไปจนถึงเอสโตเนีย รวมถึงการที่โดรนรัสเซียโจมตีรถไฟโดยสารใกล้พรมแดนยูเครน-โปแลนด์ ซึ่ง โดนัลด์ ทุสก์ นายกรัฐมนตรีโปแลนด์ เตือนว่า รัสเซียอาจวางแผนโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธต่อประเทศสมาชิก NATO แล้วอ้างว่า เป็น ‘อุบัติเหตุ’ เพื่อสร้างความแตกแยกในกลุ่มพันธมิตร

ฝรั่งเศสวางแนวทางตอบโต้อย่างไร

มาครงยืนยันว่า การโจมตีเหล่านี้จะ “ไม่ถูกปล่อยไว้ โดยไม่มีการตอบกลับ” โดยสั่งการให้รัฐบาลเร่งจัดทำมาตรการป้องกันสถานที่สำคัญ ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีอุตสาหกรรมป้องกันประเทศจากการโจมตีทางไซเบอร์และโดรนอย่างเร่งด่วน

การโจมตีแบบไฮบริดและสถานการณ์ความมั่นคงไม่ได้ส่งผลแค่เรื่องการทหาร แต่ยังเชื่อมโยงโดยตรงกับวิกฤตราคาพลังงาน ค่าน้ำมัน และค่าครองชีพของประชาชน โดยฝรั่งเศสเตรียมเสนอจัดการประชุมกลุ่ม G7 ในสัปดาห์ข้างหน้า เพื่อยกระดับความร่วมมือ บริหารจัดการคลังแก๊สและพิจารณาทางเลือกในการระบายน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์

ฝ่ายรัสเซียมีท่าทีอย่างไรต่อข้อกล่าวหานี้

รัสเซีย ‘ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด’ โดยระบุว่าเป็น เรื่องไร้สาระและเป็นผลมาจากกระแสต่อต้านรัสเซียที่ ‘ตื่นตระหนกเกินเหตุ’ (Anti-Russian Hysteria) ขณะที่ วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซียยืนยันว่า ไม่ได้มีแผนจะโจมตียุโรป ขณะที่เซอเกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซียได้เตือนว่า หากชาติยุโรปส่งกองกำลังเข้าไปในยูเครน รัสเซียจะถือเป็นการประกาศสงครามทันที

เหตุการณ์นี้สะท้อนว่า ฝรั่งเศสและยุโรปกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาที่ต้องยกระดับความมั่นคงอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการปกป้องโครงสร้างพื้นฐานจากการโจมตีทางไซเบอร์และโดรน ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ สิ่งที่ต้องจับตาดูหลังจากนี้คือ ผลลัพธ์การประชุมกลุ่ม G7 ในอนาคตอันใกล้นี้ เกี่ยวกับการบริหารคลังน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์ รวมถึงความแน่นแฟ้นของยุโรปในการยืนยันที่จะเดินหน้าสนับสนุนยูเครนต่อไป

ภาพ: Thomas Samson / Reuters

อ้างอิง: