กระแสธุรกิจจีนสู่ไทย : บางบทสรุป - มติชนสุดสัปดาห์

วิรัตน์ แสงทองคำ | www.viratts.com

ปรากฏการณ์จีนเข้ายึดครองค้าปลีกออนไลน์ (E-commerce) และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในสังคมไทย เป็นเรื่องใหญ่กว่าที่คิด

อย่างที่ว่าไว้ ว่าด้วย E-commerce จีน ใช้เวลาไม่ถึงทศวรรษ (ตั้งแต่ปี 2559) สามารถเข้าครอบงำ และยึดครองธุรกิจในไทยแทบจะเบ็ดเสร็จ โดยอ้างอิง Shopee TikTok และ Lazada ถือเป็น “ผู้เล่น” รายใหญ่ 3 ราย

แม้ว่ารายแรกจะอ้างอิงฐานที่อยู่นอกจีน และผู้ถือหุ้นฝ่ายจีนมีสัดส่วนไม่มาก แต่ที่นี่ตีความว่ายังคงอยู่ภายใต้อิทธิพลจีน ไม่ว่าจะด้วยที่มา โมเดลธุรกิจ ความเชื่อมโยงอย่างแนบแน่นกับเครือข่ายและห่วงโซ่ ที่สำคัญมีบทบาทเปิดช่องทางใหญ่ให้สินค้าจีนทะลักสู่ภูมิภาค

คลื่นลูกใหญ่ตามมา-อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เพียงไม่กี่ปี (ตั้งแต่ปี 2564) เช่นกัน สามารถสร้างฐาน ยึดครอง และแย่งชิงส่วนแบ่งอย่างมีนัยยะในอุตสาหกรรมใหญ่อันทรงอิทธิพล

อ้างอิงการมาถึงเครือข่ายธุรกิจ EV จีนไม่กี่ราย-SAIC Motor GWM (Great Wall Motor) NETA Changan Chery Group โดยเฉพาะ BYD ในฐานะเบอร์หนึ่งของจีนมาด้วย (ว่าไว้ในตอนก่อน) ถือเป็นเพียงคลื่นลูกแรกที่มีบทบาทสร้างแรงสั่นสะเทือน

โดยที่เครือข่าย EV รายสำคัญอีกหลายรายยังไม่มา โดยเฉพาะกลุ่มที่เรียกว่า Smart EV อย่าง Xiaomi, Li Auto หรือ AITO ในเครือข่าย Huawei

ทั้ง E-commerce และ EV ที่มาไทยดูมีพลังและความเป็นไปที่แตกต่างกัน

E-commerce จีน มาในฐานะผู้บุกเบิกในพื้นที่ที่จะเรียกว่าเป็น “สุญญากาศ” โดยเข้ามาสร้างและยึดโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ในช่วงเวลาที่ไทยยังไม่มีรากฐานของตนเอง ไม่มี Platform หรือระบบชำระเงิน และเครือข่ายขนส่ง (Payment/Logistics) ที่เป็นมาตรฐาน

ในอีกมิติ ด้านหนึ่ง-ทุนจีนเป็นผู้สร้างคุณูปการเข้ามาลงเงินหลายหมื่นล้านบาท เพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคไทย เคลื่อนย้ายจาก Space มาอยู่ Cyberspace เร่งกระแสให้เป็นตามทิศทางในระดับโลก

อีกด้านหนึ่ง กลายเป็นว่า ผู้มาใหม่คือผู้คุมเกม ผู้กำหนดกฎเกณฑ์ทั้งมวล ตั้งแต่ระบบและโครงสร้างราคา โดยผู้ควรมีส่วนในไทย โดยเฉพาะรายย่อย กลายเป็นเพียงผู้ติดสอยห้อยตาม (Subordinate)

ด้วยเป็น “ผู้บุกเบิก” E-commerce จีน จึงเข้ายึดครองได้โดยง่าย ด้วยแรงต้านเชิงโครงสร้างไม่มีพลังเพียงพอ

ส่วน EV จีน เป็นไปอย่างแตกต่าง ในมุมหนึ่งซึ่งสำคัญ เป็นการเข้าสู่สงครามแย่งชิงพื้นที่ ด้วยอุตสาหกรรมยานยนต์ในไทย มีผู้ยึดครองเดิมฝังรากลึกมานานกว่าครึ่งศตวรรษ-เครือข่ายธุรกิจยานยนต์ยักษ์ใหญ่ระดับโลกแห่งญี่ปุ่น โดยการสร้างแพงหนาล้อมไว้ จากความเข้มแข็งของเทคโนโลยีเครื่องยนต์สันดาป (ICE) พร้อมโครงสร้างอันแข็งแรง ด้วยมีเครือข่ายศูนย์บริการ และอุตสาหกรรมผู้ผลิตชิ้นส่วนรายย่อยมากมายรายล้อม

ทั้งนี้ พุ่งไปยังเป้าหมายเดียวกัน กลุ่มลูกค้าเดียวกัน โดยเฉพาะผู้บริโภคไทยที่กำลังจะซื้อรถคันใหม่ ไม่ว่ารถคันแรก หรือการเปลี่ยนรถเมื่อถึงเวลาอันควร

EV จีนตั้งใจมาเปลี่ยนสนามไปสู่เทคโนโลยีไฟฟ้า (EV) เป็นแผนการอันสั่นสะเทือนทั้งระบบ (Ecosystem) ในห่วงโซ่อุปทานเดิม สั่นคลอนโรงงานชิ้นส่วน (รายย่อยๆ) ในไทย ที่เคยป้อนเครือข่ายยานยนต์ญี่ปุ่นสู่แบบแผนใหม่แบบจีน คุมไว้ในมือเดียว โดยเฉพาะแบตเตอรี่และระบบไฟฟ้า ว่าไปแล้ว เป็นการส่งออกโมเดลความสำเร็จในแผ่นดินใหญ่ของตนเอง

“…นับเป็น ‘ชิ้นส่วน’ แห่งภาพสะท้อนการพัฒนาอย่างจริงจังนับทศวรรษในจีนแผ่นดินใหญ่ โดยการสนับสนุนอย่างเต็มกำลังโดยรัฐบาล ก่อให้เกิด Start Up มากมายหลายร้อยราย ทั้งรายเก่าที่มาจากยานยนต์สันดาป นับเป็นกระบวนการตัดเลือกอันเข้มข้นและแข่งขันทางธุรกิจกันอย่างดุเดือด เกินกว่าโลกทุนนิยมจะจินตนาการก็ว่าได้ ในที่สุด (ข้อมูลในปี 2561) จีนได้เป็นทั้งผู้ผลิตและผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้ามากที่สุดในโลก” ผมเองเคยสรุปภาพไว้

ภาวะทะลุทะลวงของ EV จีน จึงก่อให้เกิดการปะทะเชิงโครงสร้างอย่างรุนแรงต่ออุตสาหกรรมใหญ่และทรงพลัง

ว่าด้วยผลกระทบเชิงโครงสร้าง ต่อระบบเศรษฐกิจไทย มีความแตกต่างเช่นเดียวกัน

E-commerce จีนในไทย หากจะเรียกให้ชัดขึ้นในมิติสำคัญ ควรเป็น E-commerce Cross-Border มีผลกระทบหลายด้านอย่างที่ว่าๆ กันมา

โดยเฉพาะได้สร้างห่วงโซ่มูลค่า (Value Chain) ใหม่ให้สั้นลง และข้าม (Bypass) ระบบเดิม ที่สำคัญตัดพ่อค้าคนกลาง บั่นทอนการค้าส่ง/ค้าปลีกไทย ขณะสินค้าจีนไหลบ่า เงินหมุนเวียนไหลออกผ่านแพลตฟอร์ม/ระบบชำระเงินของตนเอง

ส่วน EV มีมิติที่เกี่ยวข้องในความพยายามรื้อโครงสร้าง (Restructuring) จากห่วงโซ่ชิ้นส่วนยานยนต์เดิม สู่การสร้างห่วงโซ่แบตเตอรี่และซอฟต์แวร์

เป็นผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างภาคการผลิต และคุกคามการดำรงอยู่ของธุรกิจขนาดกลางและเล็ก (SMEs) ของไทย ในส่วน E-commerce ไม่มีทางและไม่สามารถสู้สินค้าจีนที่มีต้นทุนการผลิตต่ำกว่า ขณะที่ EV ก่อปรากฏการณ์การปรับตัวอย่างยากลำบากของผู้ผลิตชิ้นส่วนเดิม โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องยนต์และระบบส่งกำลัง ท่ามกลางอุตสาหกรรมใหม่ เช่น แบตเตอรี่, สถานีชาร์จ และ chip set กำลังมีบทบาทมากขึ้น

ที่นี่ให้ความสนใจเป็นพิเศษเกี่ยวข้องกับข้อมูล

ขอขยายความจากที่ได้เคยตั้งประเด็นไว้หลายปีก่อน

“…ว่าด้วยวิวัฒนาการความสัมพันธ์ระหว่างสังคมไทยกับอิทธิพลระดับโลก …จากยุคสงครามเวียดนาม อิทธิพลตะวันตกโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา พ่วงด้วยอิทธิพลตะวันออกจากญี่ปุ่น ผ่านสินค้าและบริการ สร้างกระแสวิถีชีวิตสมัยใหม่ขยายวงกว้าง จากเมืองหลวงสู่หัวเมือง อิทธิพลก้าวไปอีกขั้นในช่วงหลังวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะ Social media เข้ามาเชื่อมโยงเข้าถึงพฤติกรรมทางสังคม และการบริโภคของปัจเจกชนไทยกว้างขึ้นอีก อิทธิพลล่าสุดเป็นฉากตอนใหม่อย่างแท้จริง E-commerce จีนไปไกลและลงลึกกว่านั้น สามารถหยั่งรากสู่กิจกรรมสำคัญ ผ่านการจับจ่ายใช้สอย เข้าถึงพฤติกรรมการบริโภคไทยวงกว้างโดยตรง” สรุปและตัดทอนมาจากข้อเขียนเดิมที่ว่าเฉพาะ E-commerce (มติชนสุดสัปดาห์ มกราคม 2563)

ข้อมูล (Data) จาก E-commerce มีความหมายในการครอบครองสารสนเทศเชิงลึกทางเศรษฐกิจและธุรกิจ (Economic Intelligence) ด้วย เมื่อ Platform ที่ว่าเป็นช่องทางหลักในการจับจ่าย ข้อมูลที่ถูกระบบจัดเก็บอย่างดีกลับตกอยู่ในมือต่างชาติ ไม่ได้มีเพียงแค่ชื่อ หรือที่อยู่จัดส่ง หากให้บทวิเคราะห์สำคัญเกี่ยวกับพฤติกรรมเชิงลึก (Behavioral Analytics) ของสังคมไทย รวมทั้งโครงสร้างอุปสงค์ของประเทศ

ขณะไทยเป็นเพียง “ผู้บริโภค” ที่ไม่มีข้อมูลเชิงลึกของตนเอง โอกาสจะต่อยอด พัฒนานวัตกรรมพาณิชย์ภายในประเทศจึงเป็นเรื่องยาก

ข้อมูลเชื่อมโยงของ EV มีความหมายไม่น้อย จะถือเป็นพลังผนวกรวมต่อเนื่องจาก E-commerce ก็ได้ อย่างที่ Elon Musk แห่ง Tesla เคยว่าไว้ EV เปรียบเสมือน “คอมพิวเตอร์เคลื่อนที่” และที่เพิ่มเติมกว่านั้น ได้ติดตั้งระบบเซ็นเซอร์รอบคันด้วย ข้อมูลที่ถูกบันทึกไว้ (ในต่างแดนเช่นกัน) มีระบบข้อมูลพิกัดและการเดินทาง สามารถประมวลเห็นภาพการเคลื่อนตัวของประชากร ระบบโลจิสติกส์ และจุดยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศ

อีกส่วนที่มาจากกล้องและระบบเซ็นเซอร์ ด้วย EV ยุคใหม่ มีทั้งกล้องรอบคัน (360? Cameras) และ LiDAR (เทคโนโลยีสำรวจเพื่อสร้างแผนที่ 3 มิติ) สามารถบันทึกภาพถนน ทัศนียภาพ และพื้นที่ภายนอกอยู่ตลอดเวลา รวมถึงสถานที่สำคัญๆ ต่างๆ

บางทีอาจมีมุมมองว่าด้วยความเสี่ยงเลยเถิดไป ในบางสถานการณ์ บางคนอาจตีความให้มีความเชื่อมโยงกว้างไปกว่ามิติเศรษฐกิจและธุรกิจ