พาราสาวะถี


การประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันพุธที่ผ่านมา กับวาระพิจารณารายงานผลการปฏิบัติงานของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือกกต.ประจำปีงบประมาณ 2567 และ 2568 ไม่ได้มีเพียงแต่สส.พรรคฝ่ายค้านอย่างประชาชนกับประชาธิปัตย์เท่านั้น ที่ไล่บี้ถามถึงความชัดเจนและการชี้แจงรายละเอียดการลงมติของ 7 เสือ กกต. ในคดีฮั้วเลือกสว. ทางด้านสส.พรรคภูมิใจไทยก็ได้ลุกขึ้นตั้งคำถามกับทางกกต.ด้วยเหมือนกัน

ทั้ง กรวีร์ ปริศนานันทกุล และ ศุภชัย ใจสมุทร เน้นไปที่ เอกสารหลุดและการทำงานที่ไม่ได้เรื่องของคณะอนุกรรมการชุดที่ 26 ซึ่งเข้าใจได้ว่า คนของพรรคสีน้ำเงินไม่พอใจในเรื่องนี้ เพราะนั่นเป็นต้นตอทำให้สังคมยังไม่เลิกกังขาแม้ว่ากกต.จะมีมติไม่สั่งฟ้องแกนนำสำคัญของพรรคทั้งหมดแล้วก็ตาม ในทางกลับกันยิ่งมีความสงสัยมากขึ้นไปอีก เมื่อเทียบเคียงถ้อยแถลงของประธานกกต.กับกกต.เสียงข้างน้อย ทำนองที่ว่า มีการตั้งธงไว้แล้วล่วงหน้า โดยเฉพาะการยึดเอาบทสรุปของคณะอนุกรรมการชุดที่ 36 และ ยกเอาปมพยานปากเดียวที่กลับคำให้การมาเป็นหลักในการตัดสินคดี

สิ่งที่กรวีร์สส.พรรคสีน้ำเงินถามก็คือ ประธานคณะอนุกรรมการชุดที่ 26 ทำงานไม่ได้เรื่องที่ปล่อยให้ข้อมูลในกระบวนการหลุดไปยังคนภายนอกและที่ไม่เกี่ยวข้อง ดังนั้น จะรับผิดชอบอย่างไร ส่วนที่แจ้งหนังสือและไม่มีใครชี้แจงเพราะตนทำหนังสือถามไปแต่ไม่มีการตอบกลับถึงข้อต่อสู้ นอกจากนั้น กกต.มีส่วนรู้เห็นเป็นใจให้ข้อมูลหลุดไปจนถึงมือคนภายนอกและทำความเสียหายกับพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ และ จะรับผิดชอบต่อการทำงานที่สะเพร่าอย่างไร

ทางกกต.โดย ร้อยตำรวจเอกชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต. ในฐานะประธานคณะกรรมการชุดที่ 26 ชี้แจงว่า สำนวนมาอยู่ที่ตน 4 เดือน เก็บใส่ตู้อย่างดี ไม่เคยหลุด ส่วนหนังสือข้อต่อสู้ ได้ทำอย่างละเอียดที่สุดแล้ว ไม่หลงข้อต่อสู้ได้ ด้านมือกฎหมายสำคัญของพรรคสีน้ำเงินอย่างศุภชัยได้ซักถามว่า เห็นชื่อบางบุคคล ผู้ครอบครองคือนามสกุล “ด.ด.” เป็นอนุกรรมการร่วมด้วย แสดงว่าสำนวนสอบสวนมี 2 ชุดหรือไม่ และมีการทำสำเนาด้วยใช่หรือไม่

ในประเด็นนี้ แสวง บุญมี เลขาธิการกกต.เป็นผู้ตอบเอง เอกสารหลุดคนที่ผ่านเอกสารมีหลายชั้น ทั้งคณะอนุกรรมการที่ 26 ความเห็นเลขาธิการ และคณะอนุกรรมการชุดที่ 36 และ กกต.มีระบบรักษาความปลอดภัยแต่ละชั้น โดยได้ตั้งกรรมการสอบสวน ตอนนี้บอกอะไรมากไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องภายใน ส่วนข้อกล่าวหาจะเป็นไปในรูปแบบเดียวกัน ฐานะคนกันเองตอบแบบนี้ก็น่าจะทำให้สส.พรรคสีน้ำเงินพอใจ เหล่านั้นเป็นแค่กระพี้ สาระสำคัญของพรรคคือ แกนนำหลุดบ่วงรัดคอไปได้ก็ไม่สนใจอะไรแล้ว

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่เคยบอกไปวันก่อนเรื่องที่ศาลอาจจะสั่งให้กกต.ไต่สวนเพิ่มเติม หลังจากได้รับสำนวนส่งฟ้องแล้วนั้น แสวงได้ชี้แจงต่อที่ประชุมสภาฯ ว่า เอกสารที่จะส่งให้ศาลฎีกานั้นมีกี่แผ่นจะส่งให้หมด ทั้งคำวินิจฉัย ความเห็นเลขาธิการกกต. อนุกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 และ 36 ส่วนกรณีที่จะให้รื้อฟื้นคดีใหม่ หากศาลฎีกาพบการเชื่อมโยงมากกว่าที่กกต.วินิจฉัย กกต.สามารถดำเนินการเป็นกรณีตามความปรากฏได้

ท้ายที่สุดคงต้องไปหยุดที่กระบวนการยุติธรรมชั้นศาล เหมือนที่ ชวน หลีกภัย สส.ปาร์ตี้ลิสต์ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า เรื่องนี้ไม่จบเพราะมันขึ้นศาล ศาลเป็นที่ที่จะให้ความความจริงแก่สังคม วันนั้นหากปรากฏข้อเท็จจริงว่า เป็นจริงอย่างที่มีการกล่าวหา คนที่ปฏิเสธวันนี้ก็กลายเป็นคนที่โกหก 2 ข้อหาคือ ทำผิดและให้การเท็จ ฉะนั้นตนว่าอะไรที่จริงหากไม่อยากให้มีใครว่าก็อย่าไปทำ แต่หากทำไปแล้วทางออกที่ดีที่สุดคือ ยึดความจริงเป็นหลักจะเป็นที่พึ่ง และหวังว่าศาลจะเป็นที่พึ่งของเรา

ไม่เพียงเท่านั้นเจ้าของฉายาใบมีดโกนอาบน้ำผึ้งยังทิ้งท้ายด้วยว่า หวังว่ากกต.ยังอยู่ และยังเป็นหน้าที่หลักในการดูแลระบอบประชาธิปไตย ให้เป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรม สิ่งนี้อยู่ที่ตัวบุคคลแล้ว ไม่ใช่ตัวกฎหมายที่เป็นสาระสำคัญ หากกกต.ยึดมั่นความถูกต้องชอบธรรมตามเงื่อนไข ซื่อสัตย์ สุจริต เป็นที่ประจักษ์ การโกงสว.จะไม่เกิดขึ้น ซึ่งก่อนหน้านั้นเจ้าตัวก็ชี้ว่า กกต.ได้ทำหน้าที่ทำให้การเลือกตั้งทุกครั้งเสร็จ แต่ไม่มีประสิทธิภาพ และไม่สามารถจรรโลงรักษาความดีงามของชาติบ้านเมืองได้เพราะคนผิดลอยนวล

ขณะเดียวกัน กกต.ชุดนี้ถือว่าเป็นชุดที่ถูกวิจารณ์มากที่สุด และมีข้อครหาในเรื่องของที่มาว่ามีการเมืองเข้าไปแทรกแซง เข้าไปมีส่วนในการกำหนดตัวบุคคล ตนเคยเป็นกรรมการสรรหา ปัจจุบันมีการเมืองเข้าไปแทรกแซงมาก จนทำให้บุคคลที่เข้ามาอยู่ในองค์กรอิสระรวมถึงกกต.มีปัญหา แต่ไม่ได้พูดว่าคนเหล่านั้นไม่ดีหรือไม่เก่ง แต่เมื่อมาด้วยระบบที่เป็นหนี้บุญคุณ หนีไม่พ้นตามวัฒนธรรมคนไทยที่ต้องตอบแทนบุญคุณกัน มุมนี้น่าจะตรงกับการมองของคนส่วนใหญ่ที่มีต่อองค์กรอิสระทั้งหลายภายใต้กลไกที่ออกแบบโดยเผด็จการสืบทอดอำนาจ

ส่วนเรื่องเสียงวิจารณ์ต่อการให้น้ำหนักของพยานกลับคำให้การนั้น ปรเมศวร์ อินทรชุมนุม อัยการอาวุโส สำนักการสอบสวน สำนักงานอัยการสูงสุด ชี้ให้เห็นภาพชัดมากที่สุด พยานกลับคำไม่ใช่รับไม่รับฟังไม่ได้ เพราะต้องมีเรื่องหนึ่งจริง เรื่องเท็จ เพราะฉะนั้น ผู้พิจารณาต้องมีปัญญาแยกให้ได้ว่า เรื่องจริงคือเรื่องใด โดยฟังประกอบกับพยานหลักฐานอื่นด้วย ไม่ใช่อ้างว่า “พยานกลับคำให้การ ไม่น่าเชื่อถือ จึงรับฟังไม่ได้” ซึ่งเป็นแนวคิดสมัยจูราสิก ถ้าเป็นอย่างนี้ก็แสดงว่า ไร้ปัญญาในการค้นหาความจริง แล้วจะทำหน้าที่เพื่อการยุติธรรมได้อย่างไร สงสารประเทศไทย ความถูกต้องยุติธรรมอยู่ที่ไหน ทำงานมา ๓๐ กว่าปีก็ไม่พัฒนา พวกกบในกะลา ม้าลำปาง ไม่ต้องบอกก็น่าจะรู้ว่าหมายถึงใคร

อรชุน