บ้านนี้มีทั้งคนเข้า…และคนแก่

แต่ไหนๆ พี่ตั้งผมเป็นอาจารย์แล้ว

ส่วนพี่ก็รับตำแหน่งลูกศิษย์ไปด้วยแล้วกัน (ฮา)

เปิดซองกันครับ

เรียน อ.เสมอต้นที่เคารพครับ

ถูกใจจังครับที่มีคอลัมน์ “เปิดซองออนไลน์” เพราะคิดถึงการเขียนจดหมายถึงหนังสือพิมพ์สมัยก่อน แล้วได้ลงในคอลัมน์ตอบจดหมาย แล้วภูมิใจมากจนต้องไปโชว์ครูในวิทยาลัยว่าจดหมายผมได้ลงหนังสือพิมพ์

วันนี้ผมจึงขออาศัยประสบการณ์ในสมัยอดีตมาบูรณาการและประยุกต์ใช้กับการเขียนใส่ Inbox (ใช้ภาษาวิชาการในยุคปัจจุบันนิดหน่อย เพราะผมมีพัฒนาการทางการเขียนจดหมายมากขึ้น อิๆๆ) 🙂

ขออนุญาตเข้าเรื่องนะครับ ผมอ่านบทความของลุงเปลว สีเงิน เรื่อง “ขืนปล่อย ‘ยิวยึด’ แน่” ในเว็บไทยโพสต์  แล้วคิดนัยประหวัดไปถึงคำว่า “พม่า”

ในกรณีนักท่องเที่ยวกับนักธุรกิจที่มีเงินทุนสูงๆ ที่มาอยู่ในไทย เรามักจะพูดถึงชาวยิว อิสราเอล แต่ถ้าเรานึกถึงแรงงานทั่วไป และที่สำคัญปัจจุบันมีธุรกิจค้าขาย (ถึงขั้นคล้ายเซเว่นชุมชน) น่าจะนึกถึงชาวพม่า ในจังหวัดโซนตั้งแต่ภาคตะวันออกยันภาคใต้ตอนบน (ภาคเหนือ-อีสาน ไม่แน่ใจครับ เพราะผมไม่ค่อยได้รับทราบข่าวโซนนั้น และผมอยู่โซนนี้ :-))

ถ้าชาวพม่ามีรายได้และธุรกิจเติบโต จะครองประเทศไทยเหมือนกันหรือไม่

แค่ตอนนี้ประชากรพม่าที่มาอยู่ในจังหวัดหนึ่ง ก็มากกว่าประชากรถิ่นแล้ว เช่น จังหวัดหนึ่ง ประชากร 500,000 มีพม่า 1,000,000 มากกว่าประชากรถิ่นเท่าตัว

ไม่อยากจะบอกว่าประชากรพม่าก็แทรกซึมในไทย คือ มาเป็นคู่สมรสกับคนไทยอาจจะถึง 1 ใน 4-5 หรือการคลอดลูกในไทยไม่ใช่น้อย และการมีชุมชนเฉพาะพวกตนเอง (แอบจัดการศึกษาก็มี) อาจไม่ถึงห้ามเข้า แต่ก็ไม่กล้าเข้า

ผมจะไม่พูดถึงสวัสดิการที่เขาได้รับ เพราะมีคนพูดเยอะแล้ว แต่ขอพูดว่า แผ่นดินไทยจะถูกยึดโดยชาวพม่าด้วยหรือเปล่า อนาคตจะมีคนไทยเป็นนอมินีให้คนพม่าที่รวยๆ ทำธุรกิจอีกหรือเปล่า ผมยังหวังว่าอีก 10 ปีคงยังไม่มีเรื่องที่ไม่เหมาะสมเกิดขึ้นนะครับ

ขอบคุณครับที่ อ.เสมอต้นได้อ่านจดหมายผม

ด้วยความเคารพ
ขอใช้นามปากกา

วันนี้โลกเปลี่ยน จากจดหมายมาเป็น Inbox พี่แกเลยขอเอาประสบการณ์ในอดีตมา “บูรณาการและประยุกต์ใช้”

ศัพท์พัฒนาขึ้นจริงๆ แฮะ

ส่วนตอนลงชื่อ ผมสงสัยอยู่ตั้งนาน

“ขอใช้นามปากกา”

แล้วนามปากกาพี่ชื่ออะไร?

อ๋อ…ชื่อนี้เลย

เรื่องที่พี่เขียนมา ผมอ่านแล้วก็คิดตามครับ แต่มีบางอย่างที่ผมมองไม่เหมือนพี่

ก็คุยกัน

อย่างตัวเลขที่พี่ยกมาว่า จังหวัดหนึ่งมีประชากร 500,000 คน แต่มีพม่า 1,000,000 คน

จังหวัดไหนพี่?

ไม่ได้ระบุมา ผมก็เช็กไม่ได้ ตัวเลขตั้งหนึ่งต่อสองด้วย เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมยังไม่เอามาใช้ต่อครับ

ส่วนเรื่องที่พี่ห่วงว่า คนพม่าเข้ามาอยู่กันมากขึ้น มีครอบครัว มีลูก มีชุมชน มีร้านค้า หรือมีการจัดการศึกษากันเอง อันนี้เป็นอีกเรื่อง

ถ้าในบางพื้นที่มีภาพแบบที่พี่ว่าจริง เรื่องก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่ว่าเข้ามารับจ้างทำงานแล้วครับ คนมาอยู่เยอะขึ้น ชุมชนก็เปลี่ยน โรงเรียน โรงพยาบาล ที่อยู่อาศัย การทำมาหากิน การอยู่กับคนเดิมในพื้นที่ก็ต้องตามมา

แต่จากตรงนั้นจะไปถึง “พม่ายึดไทย” หรือยัง

ผมว่ายังไกลไปหน่อย

เรื่อง “ยิว” ที่พี่อ่านจากบทความลุงเปลว กับ “พม่า” ที่พี่นึกต่อ ผมมองว่าจุดตั้งต้นต่างกันอยู่

กรณีแรกเป็นเรื่องคนมีทุนเข้ามาลงทุน ซื้อทรัพย์สิน ทำธุรกิจ จนมีคำถามเรื่องนอมินีตามมา ส่วนคนพม่าจำนวนมากที่เราเห็นในบ้านเรา เข้ามาทำงาน

ฝั่งหนึ่งเข้ามาพร้อมเงิน อีกฝั่งเข้ามาหาเงิน

ตรงนี้ต่างกันครับ

แต่พอคิดต่อ ผมกลับสนใจคำถามของพี่อยู่เรื่องหนึ่งว่า ถ้าวันหนึ่งคนพม่าบางส่วนมีทุนมากขึ้น มีธุรกิจมากขึ้น แล้วจะขยับจากการเป็นแรงงานมาเป็นผู้ประกอบการหรือผู้ลงทุนมากขึ้นหรือไม่

อันนี้คุยต่อได้

แต่ยังไม่ต้องรอให้พี่เขารวยหรอกครับ

เอาวันนี้ก่อน

ทำไมงานจำนวนไม่น้อยในบ้านเรา ถึงต้องพึ่งแรงงานพม่า?

แล้วคนไทยหายไปไหนจากงานเหล่านี้?

ถ้าบอกว่าเพราะคนไทยเลือกงาน ผมว่าเรื่องคงไม่ง่ายแค่นั้นครับ

ค่าแรงก็เรื่องหนึ่ง สภาพงานก็เรื่องหนึ่ง บางพื้นที่หาคนทำงานยาก บ้านเราเองก็มีคนแก่มากขึ้น ขณะที่งานยังต้องมีคนทำ

ตรงไหนเป็นเหตุหลักแค่ไหน ต้องไปดูข้อมูลกันอีกที

แต่ที่เห็นอยู่คือ ทุกวันนี้มีงานจำนวนไม่น้อยที่ใช้แรงงานข้ามชาติ

นี่ก็แปลกดีนะครับ

ด้านหนึ่งเรากังวลว่าเขาเข้ามากันเยอะ

อีกด้านหนึ่งเราก็ใช้แรงงานเขาเยอะ

สองเรื่องนี้อยู่ในบ้านเดียวกันนี่แหละ

เพราะฉะนั้นจะคุยเรื่องคนพม่าในไทย ผมว่าเอาแค่เรื่อง “เข้ามาเยอะ” อย่างเดียวไม่ได้ ต้องถามด้วยว่าทำไมเราถึงต้องใช้เขาเยอะ

แล้วพอเข้ามา เรื่องกฎหมายก็มีของมันอยู่ครับ

เข้ามาถูกต้องไหม ทำงานตรงกับที่ได้รับอนุญาตหรือเปล่า เปิดร้าน ทำธุรกิจ ถือครองอะไรได้แค่ไหน ถ้ามีนอมินีจริง คนไทยที่ยอมเป็นให้ก็อยู่ในเรื่องด้วย

กฎหมายมี หน่วยงานก็มี เจ้าหน้าที่ก็มี

ทีนี้ก็เหลือว่าเอาจริงกันแค่ไหน

หลายครั้งเรื่องเป็นข่าวไปแล้ว คนร้องกันแล้ว ถึงเห็นออกมาตรวจกัน

ไม่ได้แปลว่าทุกแห่งเป็นอย่างนี้ครับ เจ้าหน้าที่ที่ทำงานตรงไปตรงมาก็มีเยอะ

แต่เรื่องปล่อยปละ ผลประโยชน์ เงินใต้โต๊ะ เราก็ได้ยินกันมาเรื่อยๆ

ถ้ามี ก็จัดการ

ไม่มีก็ดีไป

ส่วนอีก 10 ปีที่พี่ห่วงว่าจะถึงขั้น “ยึดไทย” หรือเปล่า

ไม่รู้ครับ

อีกตั้ง 10 ปี

วันนี้เอาให้รู้ก่อนดีกว่าว่า คนที่เข้ามาอยู่กันอย่างไร ทำอะไรกันอยู่ กฎหมายว่าอย่างไร แล้วคนที่มีหน้าที่ดู เขาดูกันอยู่หรือเปล่า

เรื่องวันข้างหน้าเดี๋ยวค่อยว่ากัน

ถ้าถึงวันนั้นพี่ยังเขียน Inbox อยู่ ผมยังนั่งเปิดซองอยู่ ค่อยมาคุยกันใหม่...ถ้ายังไหวนะพี่

ไปอีกซองครับ

คราวนี้มาทางอีเมล

ไม่มีเรื่องคนเข้าประเทศแล้ว

มีเรื่องคนแก่

เรียนคุณเสมอต้น

ขออกความเห็นเรื่องบำนาญ/สวัสดิการข้าราชการ/ข้าราชการเกษียณ

เห็นด้วยกับเรื่องที่รัฐบาลกำลังปรับเปลี่ยนอัตรา/ตำแหน่ง ให้มีประสิทธิภาพในระบบราชการ ซึ่งต้องใช้เวลา

มีสองประเด็นที่อยากพูดคือ

1.ข้าราชการโดยเฉพาะท้องถิ่น อบจ. อบต. มีที่ทำงานที่เป็นอาคารสร้างไว้ บางแห่งใหญ่กว่าศาลากลาง จว. เสียอีก และบางแห่งแทบร้าง เพราะไม่ได้มาทำงานกัน สร้างเพื่อกินงบประมาณ เคยไปติดต่อ เดินเข้าไปรู้เลยว่าเอาญาติพี่น้องมาทำงาน แถมเลี้ยงลูกเลี้ยงหลานในที่ทำงาน

2.สวัสดิการข้าราชการบำนาญ ในส่วนค่ารักษาพยาบาลปัจจุบันก็ถูกตัดออกบางอย่าง คือไม่ใช่จะเบิกจะได้ทุกรายการ ต้องจ่ายเองบ้าง และในส่วนตัวคิดว่าเงินบำนาญที่จ่ายให้ทุกเดือนก็เป็นจำนวนคงที่ตลอดจนเสียชีวิต ในขณะที่ค่าครองชีพ/เงินเฟ้อเพิ่มทุกปี

ในอดีตผู้เข้ารับราชการที่ตั้งใจทำงานก็หวังว่ายามแก่จะมีหลักประกันในชีวิต รัฐก็ควรดูแลไปจนเขาเสียชีวิตตามที่ได้ตกลงกันไว้ แต่ส่วนที่จะดำเนินการปรับและเปลี่ยนผ่าน ก็ขอให้ทำไปเพื่อประสิทธิภาพที่ดีขึ้น

คนธรรมดา-ไม่ใช่ข้าราชการ

อ่านแล้วพี่แกมีทั้งบ่นทั้งห่วงครับ

เรื่องอาคารที่ไปเห็น พี่สงสัยว่าใช้งบกันอย่างไร คุ้มหรือไม่คุ้ม

อันนี้ผมไม่ได้ไปเห็นด้วย

จะให้ผมบ่นตามเลยก็ยังไงอยู่

ถ้าเป็นเงินงบประมาณก็มีระเบียบ มีขั้นตอน มีคนตรวจสอบ ถ้ามีอะไรไม่ชอบมาพากลก็ตรวจให้รู้เรื่อง

แต่พอจากเรื่องอาคารมาถึงเรื่องบำนาญ น้ำเสียงพี่เปลี่ยนเลย

เมื่อกี้ยังบ่นเรื่องราชการอยู่

อีกแป๊บห่วงคนเกษียณเสียแล้ว

ก็ไม่แปลกครับ

เรื่องใช้เงินไม่คุ้มกับเรื่องคนแก่ที่อยู่ด้วยบำนาญ มันคนละเรื่องกัน จะบ่นเรื่องแรกแล้วห่วงเรื่องหลังก็ได้

ส่วนบำนาญควรปรับอย่างไร คนเก่าควรเป็นแบบไหน คนรุ่นใหม่ควรเป็นแบบไหน เรื่องนี้รายละเอียดเยอะ

ผมรู้ไม่ถึงครับ

รู้แต่ว่าคนที่รับราชการมา เขาก็ใช้ชีวิตและทำงานมาตามกติกาที่มีอยู่ ถ้าจะไปเปลี่ยนอะไรกับคนที่เกษียณแล้วหรือกำลังจะเกษียณ เรื่องแบบนี้คงต้องดูกันให้ดี

พูดมาถึงตรงนี้ ผมเพิ่งนึกได้

พี่ก็ไม่ใช่ข้าราชการ

ผมก็ไม่ใช่

แล้วสองคนคุยเรื่องบำนาญกันเสียจริงจัง

พอๆ ครับ

สองซองวันนี้ ตอนเปิดออกมายังไม่รู้จะจับมาอยู่เรื่องเดียวกันยังไง

ซองหนึ่งพูดถึงคนที่เข้ามาอยู่ในบ้านเรา

อีกซองไปจบที่คนแก่

อ้อ...

ชื่อมาเอง

บ้านนี้มีทั้งคนเข้า…และคนแก่

— เสมอต้น
18 กันยายน 2569

📌 เขียนถึงเสมอต้น: มีเรื่องอะไรอยากเล่า หรืออยากส่งมาคุยกัน เขียนมาได้ที่ 📩 [email protected] หรือ 💬 Inbox เพจ Facebook “เปิดซองออนไลน์” ไม่ต้องเป็นเรื่องใหญ่โตอะไรครับ เรื่องใกล้ตัว เรื่องที่พบเจอ หรือเรื่องที่ค้างอยู่ในใจ เขียนมาเถอะ วันไหนซองมาถึง เราค่อยเปิดอ่านไปด้วยกัน.