จากบันดุง ถึงนิวเดลี: ความสำคัญของปฏิญญานิวเดลีที่มีต่อระเบียบโลก
เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2026 ที่ผ่านมา ผู้นำ BRICS ทั้ง 11 ประเทศได้ร่วมกันรับรอง ‘ปฏิญญานิวเดลี’ ในวันแรกของการประชุมสุดยอด BRICS ครั้งที่ 18 ที่กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย เอกสารความยาว 140 ข้อฉบับนี้พูดถึงแทบทุกเรื่องที่กำลังเขย่าระเบียบโลก ตั้งแต่การปฏิรูปสหประชาชาติและสถาบันการเงินระหว่างประเทศ สงครามและความขัดแย้งในหลายภูมิภาค ภาษีและมาตรการคว่ำบาตร ระบบชำระเงินข้ามพรมแดน ไปจนถึงปัญญาประดิษฐ์ พลังงาน และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทว่าในบรรดา 140 ข้อ มีอยู่ข้อหนึ่งที่สะดุดตาอย่างมาก เพราะแทนที่จะมองไปข้างหน้า ปฏิญญากลับพาโลกย้อนกลับไปเมื่อ 71 ปีก่อน คือข้อ 16 ที่รำลึกถึงการประชุมเอเชีย–แอฟริกาที่เมืองบันดุง ประเทศอินโดนีเซีย ในปี 1955 พร้อมย้ำหลักความเสมอภาค เอกราช การไม่แทรกแซง และผลประโยชน์ร่วมกัน ก่อนประกาศว่า “Bandung Spirit” ยังคงเป็นกรอบอ้างอิงในการแสวงหาระบบพหุภาคีที่เป็นธรรม ครอบคลุม และมีตัวแทนมากขึ้น
ประโยคสั้นๆ นี้มีความหมายอย่างมากครับ เพราะโลกในยุคการลงนามข้อตกลงบันดุงกับโลกในปัจจุบันแทบจะเป็นคนละใบกัน ในปี 1955 หลายประเทศในเอเชียและแอฟริกาเพิ่งหลุดพ้นจากอาณานิคม บางประเทศยังต่อสู้เพื่อเอกราช และเกือบทั้งหมดกำลังเผชิญแรงกดดันให้เลือกข้างระหว่างสหรัฐอเมริกากับสหภาพโซเวียต ขณะที่ปี 2026 สมาชิก BRICS มีประชากรรวมเกือบครึ่งหนึ่งของโลก มีสัดส่วนประมาณ 40% ของ GDP โลก และมากกว่าหนึ่งในสี่ของการค้าโลก ประเทศที่ครั้งหนึ่งเคยเรียกร้องเพียงพื้นที่ยืนในระเบียบโลก วันนี้มีทั้งตลาด เงินทุน เทคโนโลยี และสถาบันของตัวเองมากพอที่จะเรียกร้องสิทธิในการร่วมเขียนกติกา
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการเชื่อม ‘บันดุง’ เข้ากับ ‘นิวเดลี’ จึงน่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะมันสะท้อนเส้นทางของกลุ่มประเทศ Global South จากยุคที่ต้องต่อสู้เพื่อให้โลกยอมรับความเป็นรัฐเอกราช มาสู่ยุคที่กำลังต่อสู้เพื่อให้โครงสร้างอำนาจโลกสะท้อนน้ำหนักทางเศรษฐกิจและการเมืองที่เปลี่ยนไป
บทความชิ้นนี้จึงอยากชวนย้อนกลับไปดูว่า Bandung Spirit คืออะไร เหตุใด BRICS จึงหยิบแนวคิดนี้กลับมา และปฏิญญานิวเดลีกำลังส่งสัญญาณอะไรต่อระเบียบโลกที่เราคุ้นเคย
บันดุง 1955: เมื่อประเทศที่เคยถูกกำหนดชะตา ลุกขึ้นขอเป็นคนกำหนดอนาคต
เวลาเราพูดถึงการประชุมบันดุง ภาพที่มักถูกจดจำคือการรวมตัวของผู้นำในกลุ่มประเทศเอเชียและแอฟริกา 29 ประเทศ ที่มาพูดคุยกันระหว่างวันที่ 18–24 เมษายน 1955 ท่ามกลางบรรยากาศสงครามเย็นและกระแสการปลดปล่อยอาณานิคม ประเทศเจ้าภาพและผู้ผลักดันหลักประกอบด้วยอินโดนีเซีย อินเดีย ปากีสถาน พม่า และซีลอน หรือศรีลังกาในปัจจุบัน ขณะที่รายชื่อผู้เข้าร่วมมีตั้งแต่จีน อียิปต์ ซาอุดีอาระเบีย เนปาล ไทย ญี่ปุ่น ไปจนถึงประเทศเกิดใหม่จำนวนมากในทวีปเอเชียและแอฟริกา ความน่าสนใจอยู่ตรงที่ประเทศเหล่านี้ไม่ได้มีระบบการเมืองเหมือนกัน ไม่ได้มีมุมมองต่อมหาอำนาจเหมือนกัน และไม่ได้มีผลประโยชน์ทางความมั่นคงเหมือนกัน บางประเทศใกล้ชิดโลกตะวันตก บางประเทศมีสายสัมพันธ์กับโลกสังคมนิยม ขณะที่หลายประเทศต้องการรักษาระยะห่างจากทั้งสองฝ่าย สิ่งที่ทำให้คนกลุ่มนี้นั่งโต๊ะเดียวกันจึงเป็นประสบการณ์ร่วมของการอยู่ในระบบโลกที่คนอื่นเคยกำหนดกติกาให้
ต้องอธิบายก่อนว่า โลกในเวลานั้นยังมีเงาของจักรวรรดินิยมอยู่เต็มไปหมด แม้หลายประเทศได้รับเอกราชแล้ว แต่โครงสร้างเศรษฐกิจ การค้า การทหาร และสถาบันระหว่างประเทศจำนวนมากยังถูกออกแบบขึ้นในช่วงที่ประเทศตะวันตกมีอำนาจสูง ขณะเดียวกัน การแข่งขันระหว่างสหรัฐอเมริกากับสหภาพโซเวียตก็ทำให้ประเทศเกิดใหม่ถูกมองผ่านคำถามง่ายๆ ว่า “คุณอยู่ฝ่ายไหน” การประชุมบันดุงจึงเป็นการประกาศว่า ประเทศในเอเชียและแอฟริกาสามารถมีผลประโยชน์ มีเสียง และมีทางเลือกของตัวเองได้โดยไม่จำเป็นต้องยอมให้มหาอำนาจเป็นคนกำหนดทั้งหมด
ผลลัพธ์สำคัญของการประชุมคือหลักสิบประการแห่งบันดุง ตั้งแต่การเคารพสิทธิมนุษยชนและกฎบัตรสหประชาชาติ การเคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน ความเสมอภาคของรัฐใหญ่และรัฐเล็ก การไม่แทรกแซงกิจการภายใน การไม่ใช้อำนาจกดดันประเทศอื่น การแก้ไขข้อพิพาทด้วยสันติวิธี ไปจนถึงการส่งเสริมผลประโยชน์และความร่วมมือร่วมกัน หลักเหล่านี้ฟังดูคุ้นหูในปัจจุบัน ทว่าในปี 1955 พวกมันมีพลังทางการเมืองอย่างมาก เพราะถูกเปล่งออกมาจากประเทศที่เพิ่งผ่านประสบการณ์การถูกปกครอง ถูกแบ่งเขตแดน และถูกตัดสินชะตาจากภายนอก
การประชุมบันดุงช่วยเปลี่ยนภาษาทางการเมืองของโลก จากโลกที่จักรวรรดินิยมมีสิทธิปกครองดินแดนอื่น ไปสู่โลกที่อธิปไตยและการกำหนดชะตาตัวเองกลายเป็นบรรทัดฐานสำคัญ ภายในเวลาไม่กี่ปี กระแสนี้เดินหน้าต่อทั้งในสหประชาชาติและการก่อตั้งขบวนการไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด แต่บันดุงก็ไม่ได้เป็นภาพแห่งความสามัคคีที่สมบูรณ์ ประเทศสมาชิกจำนวนมากมีข้อพิพาทระหว่างกัน หลายรัฐบาลมีปัญหาด้านประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน และหลักการไม่แทรกแซงก็ถูกใช้ในบางช่วงเพื่อป้องกันการตรวจสอบจากภายนอก นี่คือข้อจำกัด เพราะ Bandung Spirit มีพลังตรงการเปิดพื้นที่ให้ประเทศที่เคยอยู่ชายขอบมีเสียง ขณะเดียวกันเสียงนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าทุกประเทศจะมีผลประโยชน์ตรงกัน
อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่บันดุงทำสำเร็จอย่างชัดเจนคือการเปลี่ยนสถานะของประเทศในเอเชียและแอฟริกาจาก ‘ผู้ถูกกำหนด’ ให้กลายเป็น ‘ผู้ต่อรอง’ ในระบบโลกหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และนั่นคือสายธารทางความคิดที่ถูกนำกลับมาใช้อีกครั้งในนิวเดลีอีก 71 ปีต่อมา เพียงแต่ครั้งนี้ผู้ต่อรองไม่ได้มีแค่เสียงทางการเมือง หากยังมีพลังทางเศรษฐกิจ ที่โลกไม่สามารถมองข้ามได้อีกต่อไป
จากบันดุงถึง BRICS: เมื่อกลุ่มประเทศ Global South เปลี่ยนจากการขอพื้นที่ยืน เป็นการขอสิทธิเขียนกติกา
หากการประชุมบันดุงเกิดขึ้นในช่วงที่อำนาจของยุโรปกำลังถดถอยและประเทศเกิดใหม่กำลังเพิ่มจำนวน BRICS ก็เติบโตขึ้นในช่วงที่ศูนย์กลางเศรษฐกิจโลกค่อยๆ เคลื่อนออกจากมหาสมุทรแอตแลนติก การขยายตัวของเศรษฐกิจจีน อินเดีย บราซิล และประเทศเกิดใหม่อื่น ทำให้การกระจายอำนาจทางการค้าของโลกเปลี่ยนไปเร็วกว่าการปรับตัวของสถาบันที่สร้างขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 นี่ถือเป็นปัญหาของ ‘power transition’ หรือการเปลี่ยนผ่านของอำนาจ เมื่อประเทศบางกลุ่มมีขนาดเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และอิทธิพลเพิ่มขึ้น พวกเขาย่อมคาดหวังสถานะและอำนาจตัดสินใจที่สอดคล้องกับน้ำหนักใหม่ของตัวเอง หากโครงสร้างเดิมปรับตัวช้า แรงกดดันต่อระเบียบโลกก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และการต่อรองจะเกิดขึ้นทั้งจากภายในสถาบันเดิมและผ่านการสร้างกลไกใหม่
BRICS คือภาพที่เห็นได้ชัดของกระบวนการนี้ จากกลุ่ม BRICS ที่เริ่มต้นด้วยบราซิล รัสเซีย อินเดีย และจีน ก่อนรับแอฟริกาใต้เข้าร่วม จนวันนี้ขยายเป็น 11 สมาชิก ครอบคลุมบราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน แอฟริกาใต้ อียิปต์ เอธิโอเปีย อินโดนีเซีย อิหร่าน ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ น้ำหนักทางเศรษฐกิจของกลุ่มทำให้ BRICS แตกต่างจากเวทีของกลุ่มประเทศ Global South ในอดีตอย่างมาก เพราะกลุ่มนี้ไม่ได้มีเพียงข้อเรียกร้องทางศีลธรรมต่อความเป็นธรรม หากมีตลาดขนาดใหญ่ ทรัพยากร พลังงาน เงินทุน เทคโนโลยี และเครือข่ายการค้ารองรับข้อเรียกร้องเหล่านั้น
แม้ BRICS ไม่ได้เป็นกลุ่มที่คิดเหมือนกันทั้งหมด อินเดียกับจีนยังแข่งขันกันในหลายมิติ รัสเซียและอิหร่านเผชิญความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดกับตะวันตก ขณะที่ซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ยังมีความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงแน่นแฟ้นกับสหรัฐอเมริกา บราซิล แอฟริกาใต้ อียิปต์ เอธิโอเปีย และอินโดนีเซีย ก็มีผลประโยชน์และระดับการพัฒนาที่ต่างกันมาก ความหลากหลายนี้ทำให้ BRICS มีข้อจำกัดในการพัฒนาเป็นพันธมิตรทางการเมืองที่เข้มแข็ง แต่ในอีกด้านหนึ่งกลับทำให้กลุ่มนี้สามารถเป็นพื้นที่สำหรับประเทศที่ต้องการเพิ่ม ‘ทางเลือก’ มากกว่าต้องการเปลี่ยนค่าย นี่คือเหตุผลที่แนวคิด ‘Soft Balancing’ อธิบาย BRICS ได้ค่อนข้างดี การถ่วงดุลในรูปแบบนี้ไม่ต้องใช้กองทัพร่วม ไม่ต้องมีสนธิสัญญาป้องกันร่วม และไม่ต้องตั้งศัตรูร่วมอย่างชัดเจน เครื่องมือสำคัญคือการประสานจุดยืนในองค์การระหว่างประเทศ การต่อรองเรื่องกติกา การตั้งสถาบันการเงิน การสร้างระบบความร่วมมือใหม่ และการเพิ่มต้นทุนทางการเมืองต่อการตัดสินใจฝ่ายเดียวของมหาอำนาจ
New Development Bank (NDB) เป็นตัวอย่างที่เห็นภาพมากที่สุด ธนาคารถูกสร้างขึ้นเพื่อเพิ่มช่องทางการเงินด้านโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาให้กับประเทศสมาชิกและกลุ่มประเทศ Global South ขณะเดียวกัน BRICS ก็เดินหน้าหารือเรื่องการใช้สกุลเงินท้องถิ่น การเชื่อมระบบชำระเงิน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และการขยายความร่วมมือในเทคโนโลยีใหม่ สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ทำให้ IMF ธนาคารโลก หรือระบบดอลลาร์หายไปในทันที แต่ทำให้ประเทศกำลังพัฒนามีทางเลือกมากกว่าหนึ่งช่องทาง วันนี้โลกกำลังคล้ายโรงภาพยนตร์ที่มีหนังหลายเรื่องฉายพร้อมกัน หลายประเทศสามารถอยู่ใน BRICS พร้อมกับอยู่ใน G20 ร่วมมือกับสหรัฐอเมริกาในบางเรื่อง ร่วมมือกับจีนในอีกเรื่อง ใช้เงินทุนจากธนาคารโลกพร้อมกับกู้จาก NDB และเข้าร่วมเครือข่ายความมั่นคงหรือเศรษฐกิจหลายชุดไปพร้อมกัน ระเบียบโลกจึงมีลักษณะซ้อนทับมากขึ้น และการเป็นสมาชิกเวทีหนึ่งไม่ได้บังคับให้ต้องตัดขาดจากอีกเวทีหนึ่ง
เมื่อมองแบบนี้ ความต่อเนื่องจากบันดุงถึง BRICS จะชัดขึ้นทันที เพราะการประชุมบันดุงพยายามสร้างสิทธิในการไม่ถูกบังคับให้เลือกข้าง ส่วน BRICS พยายามสร้างโครงสร้างที่ทำให้การ ‘มีทางเลือก’ เกิดขึ้น ทั้งในด้านการเงิน การค้า เทคโนโลยี และการทูต นี่คือการขยับจากความมีอิสระทางการเมือง ไปสู่ความมีอิสระเชิงสถาบันและอำนาจต่อรอง
ปฏิญญานิวเดลี: เมื่อโลกใหม่เริ่มส่งสัญญาณว่า ‘สถาบันแบบเก่า’ ต้องเปลี่ยนตามความจริงของอำนาจ
ความสำคัญของปฏิญญานิวเดลีจึงไม่ได้อยู่ที่จำนวน 140 ข้อ หากอยู่ที่ทิศทางร่วมที่ปรากฏตลอดทั้งเอกสาร นั่นคือความพยายามทำให้โครงสร้างบริหารโลกสะท้อนน้ำหนักของประเทศกำลังพัฒนาและเศรษฐกิจเกิดใหม่มากขึ้น และถ้อยคำในข้อ 16 ที่เรียก Bandung Spirit กลับมา ทำหน้าที่เสมือนหมุดทางประวัติศาสตร์ที่บอกว่า BRICS มองวาระปฏิรูปเหล่านี้ต่อเนื่องจากการต่อสู้เรื่องความเสมอภาคของกลุ่มประเทศ Global South ในอดีต
สัญญาณแรกอยู่ที่การปฏิรูปสหประชาชาติและคณะมนตรีความมั่นคง BRICS เรียกร้องให้ประเทศกำลังพัฒนาจากเอเชีย แอฟริกา ลาตินอเมริกา และแคริบเบียนมีตัวแทนในกระบวนการตัดสินใจของโลกมากขึ้น พร้อมสนับสนุนความมุ่งหวังของบราซิลและอินเดียที่จะมีบทบาทมากขึ้นในสหประชาชาติรวมถึงคณะมนตรีความมั่นคง นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี สรุปปัญหานี้ไว้อย่างเห็นภาพในระหว่างการประชุมล่าสุดว่าประเทศ Global South มักยืนอยู่ ‘แถวหน้า’ ของวิกฤตโลก แต่กลับอยู่ ‘แถวหลัง’ ของกระบวนการตัดสินใจ
สัญญาณที่สองอยู่ที่ IMF และธนาคารโลก ปฏิญญาเรียกร้องให้โครงสร้างคะแนนเสียง โควตา ตำแหน่งผู้นำ และการบริหารสะท้อนสัดส่วนของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันมากขึ้น สำหรับ BRICS ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การมีสถาบันพหุภาคี เพราะกลุ่มยังยืนยันความสำคัญของสถาบันเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง ปัญหาอยู่ที่สัดส่วนอำนาจภายในสถาบันที่ปรับตัวช้ากว่าการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกหลายทศวรรษ
สัญญาณที่สามคือการค้า BRICS ยืนยันการสนับสนุน WTO และเรียกร้องให้ฟื้นระบบระงับข้อพิพาทแบบสองชั้น พร้อมแสดงความกังวลต่อการเพิ่มขึ้นของภาษี มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี และนโยบายคุ้มครองที่กลุ่มเห็นว่าไม่สอดคล้องกับกติกาพหุภาคี รวมถึงการคว่ำบาตรฝ่ายเดียวที่ไม่ได้รับความเห็นชอบจากคณะมนตรีความมั่นคง ท่าทีนี้สะท้อนความกังวลของประเทศกำลังพัฒนาว่า เมื่อมหาอำนาจใช้ตลาด เงินตรา เทคโนโลยี หรือข้อกำหนดทางการค้าเป็นเครื่องมือทางภูมิรัฐศาสตร์ ประเทศขนาดกลางและเล็กคือกลุ่มที่แบกรับต้นทุนเหล่านั้น
ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ BRICS ไม่ได้หยุดอยู่ที่การเรียกร้องให้คนอื่นปฏิรูป เอกสารฉบับนี้ยังเดินหน้าสร้างทางเลือกของตัวเอง ข้อ 90 สนับสนุนให้ BRICS Payment Task Force ศึกษาการเชื่อมระบบชำระเงินและระบบข้อความทางการเงินข้ามพรมแดน รวมถึงส่งเสริมการชำระการค้าและการลงทุนด้วยสกุลเงินท้องถิ่นของประเทศสมาชิก โดยเน้นความรวดเร็ว ต้นทุนต่ำ ความโปร่งใส และความปลอดภัย ประเด็นนี้มักถูกตีความอย่างเกินเลยว่า BRICS กำลังจะสร้างเงินสกุลใหม่ขึ้นมาแทนดอลลาร์สหรัฐ ทว่าทิศทางที่ประชุมในกรุงนิวเดลีเลือกมีลักษณะค่อยเป็นค่อยไปมากกว่า
สัญญาณที่สี่ซึ่งอาจสำคัญที่สุดในระยะยาวคือ BRICS เริ่มขยับจากการปฏิรูป ‘กติกาเก่า’ ไปสู่การเข้าไปมีบทบาทในพื้นที่ที่กติกาโลกยังเขียนไม่เสร็จ ปฏิญญาพูดถึง AI โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ความมั่นคงไซเบอร์ อวกาศ พลังงาน แร่สำคัญ การเปลี่ยนผ่านสีเขียว เกษตรกรรม และเศรษฐกิจหลังปี 2030 ประเด็นเหล่านี้คือสนามแข่งขันใหม่ที่มาตรฐานระดับโลกยังอยู่ระหว่างการก่อตัว ฉะนั้นความหมายจึงลึกกว่าเรื่องการขอ ‘ที่นั่งเพิ่ม’ ในสถาบันเดิม เพราะกลุ่มประเทศ Global South กำลังพยายามเข้าไปอยู่ในห้องตั้งแต่วันที่กติกาใหม่ยังอยู่บนโต๊ะ อันเนื่องมาจากบทเรียนจากศตวรรษที่ 20 ที่ทำให้หลายประเทศรู้แล้วว่า หากเข้ามาช้า พวกเขาอาจต้องใช้เวลาหลายสิบปีเพื่อเรียกร้องให้ระบบปรับตัว ปฏิญญานิวเดลีจึงเป็นทั้งเอกสารปฏิรูปและเอกสารชิงพื้นที่ในการกำหนดอนาคต
นี่คือการผสมกันของ Power Transition กับ Institutional Balancing เพราะอำนาจทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นกำลังถูกแปลงเป็นแรงกดดันทางสถาบัน และการถ่วงดุลที่เกิดขึ้นผ่านกติกา ธนาคาร ระบบชำระเงิน มาตรฐาน และเครือข่ายความร่วมมือ มากกว่าการเผชิญหน้าทางทหารโดยตรง นี่คือภาพของการแข่งขันในระเบียบโลกยุคปัจจุบัน เพื่อกำหนดว่า “ใครมีสิทธิเขียนกติกา” ซึ่งกำลังกลายเป็นสนามสำคัญของภูมิรัฐศาสตร์โลกในศตวรรษที่ 21
เอกสารอ้างอิง
1. Acharya, A. (2017). After liberal hegemony: The advent of a multiplex world order. Ethics & International Affairs, 31(3), 271–285. https://doi.org/10.1017/S089267941700020X
2. BRICS. (2026, September 12). BRICS New Delhi Declaration: Building for Resilience, Innovation, Cooperation and Sustainability. Prime Minister’s Office of India. https://ebs.publicnow.com/view/322C608779C3EE82D80D8869B7D797096FDC352E
3. Papa, M., & Han, Z. (2025). The evolution of soft balancing in informal institutions: The case of BRICS. International Affairs, 101(1), 73–95. https://doi.org/10.1093/ia/iiae278
4. Umar, A. R. M. (2019). Rethinking the legacies of Bandung Conference: Global decolonization and the making of modern international order. Asian Politics & Policy, 11(3), 461–478. https://doi.org/10.1111/aspp.12473
BRICS Global South นิวเดลี บันดุง ปฏิญญานิวเดลี ศุภวิชญ์ แก้วคูนอก อินเดีย