พัทยาการท่องเที่ยวทรุด เม็ดเงินหาย แม้แต่ทิฟฟานี่โชว์ก็ต้องปรับตัว เปลี่ยนคอสตูม-การแสดง ลูกค้าต้องดูได้ทุกวัย - เส้นทางเศรษฐี

ท่ามกลางกระแสข่าวเศรษฐกิจการท่องเที่ยวไทยที่ซบเซาต่อเนื่อง ไม่ว่าจะด้วยเรื่องความปลอดภัย หรือค่าครองชีพที่สูงขึ้นจนทำให้นักท่องเที่ยวบางกลุ่มเลือกไปประเทศอื่นแทน แม้แต่โชว์ระดับตำนานของเมืองพัทยาอย่าง “ทิฟฟานี่โชว์” (Tiffany’s Show) ก็ไม่อาจรอดพ้นแรงกระเพื่อมนี้ไปได้ เราได้พูดคุยกับผู้บริหารของทิฟฟานี่โชว์ ถึงสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้น พร้อมมุมมองว่าธุรกิจนี้ต้องปรับตัวอย่างไรเพื่อความอยู่รอด

ย้อนกลับไปเมื่อสิบกว่าปีก่อน ทิฟฟานี่โชว์เคยพึ่งพา “กรุ๊ปทัวร์” เป็นหลัก เหมือนธุรกิจท่องเที่ยวไทยส่วนใหญ่ในยุคนั้น แต่จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อผู้บริหารเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า ถ้าวันหนึ่งเกิดปัญหากับเอเย่นต์ทัวร์ขึ้นมา ธุรกิจจะรับมืออย่างไร ในเมื่อชะตากรรมทั้งหมดผูกติดอยู่กับคนกลาง

นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทิฟฟานี่โชว์เริ่มมองไปที่โมเดลการท่องเที่ยวต่างประเทศ และพบว่าคุณค่าที่แท้จริงของโชว์คือความไม่เหมือนใครในโลก และการผลิตโชว์ใหม่ ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง จึงตัดสินใจปรับกลยุทธ์ทั้งหมด หันไปจับกลุ่มนักท่องเที่ยวแบบ FIT (Free Independent Traveler) หรือนักท่องเที่ยวที่เดินทางและตัดสินใจด้วยตัวเอง แทนที่จะรอเอเย่นต์เลือกให้

ผลลัพธ์ของการปรับตัวครั้งนั้นถือว่าคุ้มค่า วันนี้ทิฟฟานี่โชว์กลายเป็นแลนด์มาร์กที่ลูกค้าเลือกเองไม่ใช่ที่ที่เอเย่นต์พาไป ครองอันดับหนึ่งของประเทศไทยบน Tripadvisor และยังติดอันดับ 1 ใน 100 ของโลกอีกด้วย ซึ่งถือว่าไม่ธรรมดาเลยเมื่อเทียบกับคู่แข่งจากทั่วโลก

ทำไมถึงยังซบเซา ยอดขายบัตรลดลงเท่าใด

คุณอลิสา พันธุศักดิ์ คุนผลิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทิฟฟานี่โชว์ พัทยา จำกัด และประธานคณะกรรมการจัดการกองประกวด Miss International Queen กล่าวว่า แม้ทิฟฟานี่โชว์จะปรับตัวมาถูกทางตั้งแต่สิบปีก่อน แต่ภาพรวมของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยกลับยังปรับตัวตามโลกไม่ทัน โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านจากยุคกรุ๊ปทัวร์ไปสู่ยุค FIT ที่ประเทศอื่น ๆ ปรับตัวไปไกลกว่าแล้ว

ตัวเลขที่สะท้อนความซบเซาชัดเจนที่สุดคือช่วง Low Season ปกติแล้วช่วง High Season อย่างเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ซึ่งเป็นช่วงซัมเมอร์ของทั่วโลก ยอดขายบัตรจะพุ่งขึ้นเป็นเท่าตัวจากช่วงปกติ แต่ในปีนี้ กลับพบว่ายอดขายลดลงเหลือเพียงครึ่งเดียวของที่เคยทำได้ ยิ่งไปกว่านั้น ช่วงครึ่งปีหลังยังถือเป็นช่วง Low Season ที่หนักที่สุดในรอบหลายปีของประเทศไทย

สาเหตุสำคัญอีกข้อที่ผู้บริหารระบุคือ ปัญหาเชิงโครงสร้างของตลาดนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งเคยเป็นฐานลูกค้าหลัก แต่ตอนนี้จีนเองก็มองตัวเองเป็นสินค้าการท่องเที่ยว และดึงดูดให้คนไทยไปเที่ยวจีนมากขึ้นแทน ทำให้เม็ดเงินไหลออกจากประเทศ ในขณะเดียวกัน นักท่องเที่ยวจีนบางส่วนก็เริ่มกังวลกับการเดินทางมาไทย เนื่องจากข่าวด้านความปลอดภัยที่ถูกนำเสนอออกไปในวงกว้าง ส่งผลให้ตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนต่อปีลดลงจนไม่น่าจะแตะหลัก 5 ล้านคนอีกต่อไป

เจาะรายละเอียดนักท่องเที่ยว ใครคือลูกค้าตัวจริง

หากดูสัดส่วนสัญชาติของผู้ชมโชว์ กลุ่มที่มาดูมากที่สุดยังคงเป็น จีน ไต้หวัน และเวียดนาม ตามมาด้วยกลุ่มยุโรปอย่างอังกฤษ เยอรมนี และออสเตรเลีย ส่วนตลาดอินเดียนั้นยังไม่ค่อยเป็นที่จดจำมากนัก

สิ่งที่น่าสนใจคือ พฤติกรรมนักท่องเที่ยวกำลังเปลี่ยนไปตามยุคสมัย กลุ่มผู้สูงวัยชาวยุโรปที่เคยมาใช้ชีวิตบั้นปลายอยู่ในพัทยาแบบ Retirement เริ่มลดจำนวนลง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะค่าครองชีพในไทยสูงขึ้น สวนทางกับเงินบำนาญที่มีแนวโน้มลดลง ทำให้การใช้ชีวิตระยะยาวในไทยไม่คุ้มค่าเหมือนเดิม กลายเป็นว่าฐานลูกค้าเก่าค่อย ๆ เปลี่ยนมือไปสู่คนรุ่นใหม่แทน

ขณะเดียวกัน พื้นที่การจับจ่ายของนักท่องเที่ยวก็เริ่มขยายตัวออกจากกรุงเทพฯ ที่เคยกระจุกอยู่แถวสยามพารากอนหรือเกษร ไปสู่ต่างจังหวัดมากขึ้น รวมถึงพัทยา แม้ตัวเลขจะยังไม่มากนักก็ตาม

หันไปจับกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ ทางรอดใหม่ของธุรกิจท่องเที่ยวไทย

เมื่อตลาดจีนเริ่มไม่แน่นอน ทิฟฟานี่โชว์และผู้ประกอบการท่องเที่ยวหลายรายจึงเริ่มมองหาตลาดใหม่ที่มี “คุณภาพ” มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มตะวันออกกลางที่มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงตลาดออสเตรเลียและอเมริกา ที่แม้จะยังไม่ใช่ลูกค้าหลักของโชว์โดยตรง แต่ถือเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง ใช้จ่ายเงินกับโรงแรมและร้านอาหารอย่างคล่องมือ และมีวัฒนธรรมการให้ทิปที่ทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นได้ดี

น่าสนใจว่าในปีนี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เริ่มเปลี่ยนทิศทางอย่างจริงจัง จากที่พูดเรื่อง “คุณภาพนักท่องเที่ยว” มานานหลายปีแต่ไม่ค่อยเห็นการเปลี่ยนแปลงเป็นรูปธรรม มาปีนี้กลับเห็นความเข้าใจและการขับเคลื่อนที่ชัดเจนขึ้น ว่าโจทย์สำคัญไม่ใช่ปริมาณนักท่องเที่ยว แต่คือคุณภาพของคนที่เดินทางเข้ามา

ในมุมของทิฟฟานี่โชว์เอง กลยุทธ์การจับลูกค้าคุณภาพ ไม่ได้หมายถึงการเจาะจงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น แต่คือการสร้างสินค้าที่มี “คุณค่า” ให้ทุกคนอยากเข้าถึง ผู้บริหารย้ำว่าโชว์ของพวกเขาไม่เกี่ยวข้องกับศาสนาหรือเพศสภาพใดเป็นการเฉพาะ ใช้ศิลปะเป็นสื่อกลางโดยไม่พึ่งเนื้อหาทางเพศ ทำให้คนทุกวัย ทุกเชื้อชาติ และทุกความเชื่อสามารถรับชมได้ นี่จึงเป็นที่มาของการปรับคอสตูมให้ทันสมัยขึ้น ปรับเทคนิคการแสดงให้มีความแฟนตาซีมากขึ้น พร้อมใช้เพลงที่เป็นลิขสิทธิ์ของตัวเอง (IP) ทั้งหมด ผสมผสานศิลปินไทยและต่างชาติ เพื่อรักษาอัตลักษณ์ความเป็นไทยไว้อย่างเข้มข้น แต่ยังเข้าถึงคนได้กว้างขึ้นกว่าเดิม

ไทยต้องพัฒนาอะไรเร่งด่วน เพื่อให้การท่องเที่ยวไปต่อได้

เมื่อถามถึงภาพรวมว่าประเทศไทยควรเร่งพัฒนาอะไร เพื่อให้เอื้อต่อการท่องเที่ยวมากกว่านี้ คำตอบที่ได้ชัดเจนคือสองคำคือ “Management” และ “Facility”

ระบบขนส่งและการเชื่อมต่อ (Connectivity) ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ที่สุด ถนนหนทางไม่ได้ขยายตามจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น การเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปพัทยายังคงติดขัด และที่สำคัญกว่านั้นคือ แหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ มักจะกระจุกตัวแต่ไม่เชื่อมโยงกัน ทำให้นักท่องเที่ยวที่อยากไปต่อจากสถานที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง กลับหาทางเดินทางที่สะดวกไม่ได้ ต้องพึ่งพาแอปพลิเคชันเรียกรถอย่าง Bolt เป็นหลัก ซึ่งไม่ใช่คำตอบที่ยั่งยืนในระยะยาว

เรื่องความปลอดภัยและการมีเจ้าภาพที่ชัดเจนก็เป็นอีกโจทย์สำคัญ ผู้บริหารทิฟฟานี่โชว์ยกตัวอย่างเทศกาลดนตรีระดับโลกอย่าง Tomorrowland ที่มีกระแสข่าวว่าอาจมาจัดที่พัทยา ซึ่งถือเป็นโอกาสทองเพราะกลุ่มลูกค้าเทศกาลแบบนี้มีกำลังซื้อสูงมาก ตั๋วเข้างานวันละกว่า 5,000 บาท และมักพักอยู่ยาวไม่ใช่แค่วันเดียวแล้วกลับ แต่คำถามที่น่ากังวลคือ หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นระหว่างงาน ประเทศไทยมี “Authority” หรือหน่วยงานที่พร้อมรับมือมากพอหรือยัง เพราะปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็น External Factor ที่ธุรกิจเอกชนควบคุมเองไม่ได้ แต่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว

การยกระดับทักษะผู้ค้าและผู้ให้บริการ ก็เป็นอีกจุดที่ต้องเร่งพัฒนา ไม่ใช่แค่เรื่องภาษาเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงทักษะการขายสินค้าแบบ “มีมูลค่า” (Value) แทนการแข่งขันด้วยการตัดราคา ผู้บริหารทิฟฟานี่โชว์ยกตัวอย่างว่า เมื่อกำลังซื้อจากบางตลาดลดลง ผู้ประกอบการจำนวนมากเลือกลดราคาสินค้าและบริการลงทันที ทั้งที่ทางออกที่ถูกต้องกว่าคือการรักษาคุณภาพให้ดีขึ้น และตั้งราคาให้สอดคล้องกับคุณค่าที่แท้จริงของสินค้า ไม่ใช่การตัดราคาแบบไม่มีทิศทาง

สุดท้ายแล้ว สิ่งที่ผู้บริหารย้ำมากที่สุดคือ การท่องเที่ยวไทยไม่สามารถพึ่งพาผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่งได้ ทุกภาคส่วนต้องช่วยกันยกระดับคุณภาพไปพร้อมกันแบบเป็น “ระบบเดียวกันทั้งหมด” (Total System) เพราะหากที่หนึ่งดีแต่อีกที่หนึ่งย่ำแย่ นักท่องเที่ยวก็จะจดจำในแง่ลบต่อภาพรวมประเทศทั้งหมด ไม่ใช่แค่สถานที่ใดสถานที่หนึ่งเท่านั้น

Tags

Related Posts

ท่ามกลางกระแสข่าวเศรษฐกิจการท่องเที่ยวไทยที่ซบเซาต่อเนื่อง ไม่ว่าจะด้วยเรื่องความปลอดภัย หรือค่าครองชีพที่สูงขึ้นจนทำให้นักท่องเที่ยวบางกลุ่มเลือกไปประเทศอื่นแทน แม้แต่โชว์ระดับตำนานของเมืองพัทยาอย่าง “ทิฟฟานี่โชว์” (Tiffany’s Show) ก็ไม่อาจรอดพ้นแรงกระเพื่อมนี้ไปได้ เราได้พูดคุยกับผู้บริหารของทิฟฟานี่โชว์ ถึงสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้น พร้อมมุมมองว่าธุรกิจนี้ต้องปรับตัวอย่างไรเพื่อความอยู่รอด ย้อนกลับไปเมื่อสิบกว่าปีก่อน ทิฟฟานี่โชว์เคยพึ่งพา “กรุ๊ปทัวร์” เป็นหลัก เหมือนธุรกิจท่องเที่ยวไทยส่วนใหญ่ในยุคนั้น แต่จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อผู้บริหารเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า ถ้าวันหนึ่งเกิดปัญหากับเอเย่นต์ทัวร์ขึ้นมา ธุรกิจจะรับมืออย่างไร ในเมื่อชะตากรรมทั้งหมดผูกติดอยู่กับคนกลาง นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทิฟฟานี่โชว์เริ่มมองไปที่โมเดลการท่องเที่ยวต่างประเทศ และพบว่าคุณค่าที่แท้จริงของโชว์คือความไม่เหมือนใครในโลก และการผลิตโชว์ใหม่ ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง จึงตัดสินใจปรับกลยุทธ์ทั้งหมด หันไปจับกลุ่มนักท่องเที่ยวแบบ FIT (Free Independent Traveler) หรือนักท่องเที่ยวที่เดินทาง

10 กันยายน 2569

นายธัญวุฒิ วงษ์สุนทร General Manager, TikTok for Business, ประเทศไทย

วันที่ 9 กันยายน 2569 TikTok เผยเทศกาล Mega Sales ในไทยกำลังเปลี่ยนโฉมจากแค่อีเวนต์ลดราคาสินค้าไปสู่ “โมเมนต์แห่งการช้อปตลอดทั้งปี” เนื่องจากผู้บริโภคยุคนี้ใช้เวลาค้นหาข้อมูลและเปรียบเทียบมากขึ้นก่อนตัดสินใจกดซื้อ “การค้นหา” และ “การค้นพบ” หัวใจสำคัญในการตัดสินใจซื้อ TikTok กลายเป็นช่องทางหลักของผู้บริโภคในการค้นหาไอเดียสร้างสรรค์ มองหาสินค้าอินเทรนด์ใหม่ๆ และตัดสินใจซื้อครบจบในที่เดียว โดยเฉพาะช่วง Mega Sales นักช้อปกว่า 83% ใช้ TikTok เป็นแพลตฟอร์มในการเสิร์ช ขณะที่ฟีเจอร์อย่าง TikTok Shop Tab, TikTok LIVE และวิดีโอสั้นเป็นช่องทางหลักในการค้นพบสินค้า แบบสำรวจยังพบว่า นักช้อปเริ่มวางแผนการซื้อเฉลี่ยล่วงหน้า 2.8 วันก่อนทำรายการสั่งซื้อ และ 6 ใน 10 ระบุว่าพวกเขาเสิร์ชข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าหรือโปรโมชันซ้ำ 2–3 ครั้งก่อนตัดสินใจซื้อ โดยมีพฤติกรรมการ ‘เสิร์ชแล้วช้อป’ เกิดขึ้นตลอดทั้งวัน 58% ค้นหาสินค้าช่วงเย็น 43% ค้นหาช่วงกลางคืน และ 42% ค้นหาตอนกลางวัน เผยให้เห็นพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคเกิดจากการคิดและเปรียบเทียบมาแล้วเป็นอย่างดี ในปี 2568 มีการเสิร์ชเพื่อช้อปปิ้งสูงถึง 107 ล้านครั้ง แล

10 กันยายน 2569

“ทุกคืนจะนอนข้างโทรศัพท์สองเครื่องและแล็ปท็อปหนึ่งเครื่อง โดยเปิดเสียงดังสุด เพื่อจะได้ยินสายเรียกเข้าจากลูกค้าได้ตลอดเวลา” วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จะพาทุกคนไปอ่านเรื่องราวของ ซาฮาร์ โยนา หญิงสาววัย 27 ปี ที่เป็นช่างทำกุญแจแบบครบวงจร สำหรับบ้านและอาคารพาณิชย์ ที่เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง และกลายเป็นไวรัลในชั่วข้ามคืนจากคลิปเดียว ธุรกิจนี้มีชื่อว่า Locksmith Girl of NYC ซึ่งเปิดตัวในเดือนกรกฎาคม 2025 โดยเธอบอกว่าเธอนั้นต้องการที่สร้างรายได้และขยายฐานลูกค้าให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ จุดเริ่มต้นจากคลิปไวรัล เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ในช่วงที่ธุรกิจกำลังเงียบเหงากลับมีจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ชื่อของเธอกลายเป็นที่รู้จัก นั่นคือการที่เธอตัดสินใจโพสต์คลิปลงบน TikTok เป็นคอนเทนต์ที่แนะนำให้ผู้หญิงในนิวยอร์กโทร.หาเธอ หากรู้สึกไม่ปลอดภัยหรือกังวลที่จะต้องเรียกช่างกุญแจผู้ชายมาสะเดาะลูกกุญแจที่บ้านในยามค่ำคืน ซึ่งเรียกได้ว่าคลิปได้กลายเป็นไวรัลจนมียอดเข้าชมสูงกว่า 600,000 ครั้ง และได้เปลี่ยนชีวิตเธอไปทันที เพราะจากเดิมที่มีงานประปราย กลายมาเป็นมีลูกค้าติดต่อเข้ามาแน่นขนัดถึง 60 งานต่อสัปดาห์ โดยม

10 กันยายน 2569

อายุเพียง 18 ปี แต่กลับสร้างรายได้เข้ากระเป๋าเดือนละ 10 ล้านบาท ด้วยเครื่องพิมพ์ 3D เพียงเครื่องเดียว เรื่องราวต่อไปนี้ เป็นเรื่องราวของ Young Entrepreneur อย่าง ไมเคิล แซตเทอร์ลี (Michael Satterlee) อายุ 18 ปี ที่ได้สร้าง ธุรกิจ E-commerce จากการขายสินค้า จนได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วบนโลกออนไลน์  เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ไมเคิล แซตเทอร์ลี (Michael Satterlee) ได้โพสต์วิดีโอตอนที่เขากำลังกระดกน้ำอัดลมจาก “ที่ใส่กระป๋องรุ่นแท็กทิคัล” ของเขา ซึ่งคล้ายกับปลอกใส่กันเย็นทั่วไปแต่ให้ความรู้สึกที่สนุกกว่า เพราะเมื่อเขาดื่มกระป๋องแรกหมด เขาจะกระแทกที่ใส่กระป๋องลงบนกระป๋องใหม่ทันที ทำให้กระป๋องเก่ากระเด็นพุ่งออกมาเหมือนกับการคัดปลอกกระสุนปืน แล้วเขาก็เริ่มดื่มกระป๋องที่สองต่อได้เลย วิดีโอนี้กลายเป็นไวรัลถล่มทลายด้วยยอดวิวมากกว่า 50 ล้านครั้งบน Instagram https://www.instagram.com/reel/DOKTNtPDHYm/?igsh=MXZmYzB2NjZ2aXlpag== เมื่อถูกถามว่าทำไมมันถึงกลายเป็นกระแสไวรัลขนาดนี้ ไมเคิลมองว่ามันคือความแปลกใหม่ที่คนไม่เคยเห็นมาก่อน และกระแสนี้เองที่ส่งผลให้ธุรกิจ “Cruise Cup” ของเขาเติบโตอย่างก้าวกระโดด จน

9 กันยายน 2569

ถอดสูตรรวย “เก้าอี้มหัศจรรย์ตาแสวง” ภูมิปัญญาชาวบ้านรายได้ร้อยล้าน 

จากเก้าอี้ไม้ที่ในความทรงจำของ “ตาแสวง” ที่ทดลองทำให้ภรรยาใช้เพื่อหวังบรรเทาอาการปวดเข่า ปวดขา วันนี้ “เก้าอี้มหัศจรรย์ตาแสวง” กลายเป็นธุรกิจที่ทำยอดขายกว่า 100 ล้านบาท โดยมี “คุณเจ – ณัฐวัฒน์ พุ่มบุญทริก” หลานเขยผู้เป็นทายาทรุ่นที่สามเข้ามาช่วยสานต่อและผลักดันภูมิปัญญาชาวบ้านให้เติบโตผ่านการทำตลาดออนไลน์ด้วยประสบการณ์ทั้งหมดที่เขามี ทว่า กว่าจะประสบความสำเร็จอย่างวันนี้ เส้นทางไม่ได้สวยหรู คุณเจพบเจออุปสรรคมากมาย ทั้งผู้ผลิตที่ลดคุณภาพสินค้าจนต้องหันมาผลิตเอง หรือในวันที่ยอดขายตก ต้องแบก Fix Cost รวมถึงวันที่เพจถูกปิด แต่แทนที่จะยอมแพ้ คุณเจเลือกกลับมาสู้ใหม่ เรียนรู้ทุกอย่างตั้งแต่การตลาด การเงิน บัญชี ไปจนถึงการลงมือผลิตเก้าอี้ด้วยตัวเอง จดทะเบียนบริษัท ทำทุกอย่างให้ถูกต้อง และพาธุรกิจกลับมาเติบโตอีกครั้ง และวันนี้ เก้าอี้มหัศจรรย์ตาแสวง ตั้งเป้าหมายไปสู่พันล้านภายใน 5 ปี

9 กันยายน 2569

จากร้านปืนที่เปิดมา 30 -40 ปี สู่ร้านขนมปัง “Mommy’s Magic BKK” ชูซาวร์โดว์ซีอิ๊ว สร้างจุดต่าง ให้ร้านเบเกอรี่เล็กๆ

จากร้านขายปืนที่เปิดมานาน 30 – 40 ปี สู่ร้านขนมปัง “Mommy’s Magic BKK” เมื่อไม่สามารถนำเข้าปืนได้ รุ่นลูกจึงปรับพื้นที่เดิมให้กลายเป็นร้านเบเกอรี่ที่สร้างกิมมิก “คนขายปืนมาขายขนมปัง” ขณะเดียวกันก็ให้พนักงานร้านปืนได้ฝึกทำขนมและมีงานทำต่อ วินนี่ – วิลาสินี กรรณิกา วัย 30 ปี เล่าที่มาของการเปลี่ยนร้านปืนเป็นร้านขนมปัง พร้อมพาไปรู้จัก “ซาวร์โดว์ซีอิ๊ว” เมนูคอลแลปกับโรงซีอิ๊ว จังหวัดยะลา จุดเริ่มร้านปืนสู่ร้านปัง Mommy’s Magic BKK คือร้านขนมปังในร้านขายปืน ตั้งอยู่บนถนนอุณากรรณ ย่านวังบูรพา ชื่อว่า “ปืนสุชาติและเพื่อน” ธุรกิจที่ดำเนินมาตั้งแต่รุ่นพ่อแม่ ยาวนาน 30 – 40 ปี จนเมื่อช่วง 3 ปีที่ผ่านมาไม่สามารถนำเข้าปืนได้ รุ่นลูกจึงหันมาเปิดโรงเรียนสอนทำขนมปังแถวโลตัสพระราม 4 สอนเบเกอรี่หลากหลาย ทั้ง เค้ก ชิโอะปัง ซาวร์โดว์ เป็นต้น พร้อมเปลี่ยนร้านปืนเป็นร้านขนมปังได้ปีกว่า โดย 3 คนพี่น้องช่วยกันดูแล คือ วันวิสา ตั้งมนสิการกุล ดูแลการเงินและบัญชี, วารินทร บุณยะชัย พัฒนาสูตร และวินนี่ ดูภาพรวมและการตลาดทั้งหมด  วินนี่แชร์ให้ฟังว่า “โลเคชันร้านปืนดีมาก ใกล้รถไฟใต้ดิน สนามหลวง วัดพระแก้ว และอีกเหต

9 กันยายน 2569