รู้จัก"ภาวะกล้ามเนื้อไม่สมดุล" อาการและสาเหตุเกิดจากอะไร? - โรงพยาบาลศิครินทร์

 กล้ามเนื้อไม่สมดุล (Muscle Imbalance) คือภาวะที่กล้ามเนื้อสองฝั่งของร่างกายมีความแรง ความยาว หรือความยืดหยุ่นไม่เท่ากัน พฤติกรรมนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกะทันหัน แต่เป็นผลจากการที่สมองและระบบประสาทจดจำรูปแบบการเคลื่อนไหวหรือการเกร็งค้างแบบผิดๆ เป็นเวลานาน

4 สาเหตุหลักที่ทำให้กล้ามเนื้อเสียสมดุล

  1. ท่าทางและพฤติกรรมซ้ำๆ การใช้มือหรือแขนข้างที่ถนัดมากกว่าอีกข้าง
  2. รูปแบบการออกกำลังกายที่ไม่ถูกหลัก การเล่นกล้ามเนื้อเฉพาะจุด/เทคนิคและฟอร์มการเล่นผิด
  3. การบาดเจ็บ และการชดเชยของร่างกาย  ส่งผลให้กล้ามเนื้อทำงานผิดเพี้ยนไปจากเดิม
  4. โครงสร้างร่างกายและความผิดปกติทางระบบประสาท เช่น ความยาวขาไม่เท่ากันหรือภาวะเท้าแบนที่ส่งแรงสะท้อนผิดปกติขึ้นไปยังข้อเข่า สะโพก และกระดูกสันหลัง

ระวังหากปล่อยไว้อาจส่งผลกระทบเชิงโครงสร้าง และระบบประสาท!!!

  • อาการปวดเรื้อรัง (Chronic Pain) มื่อกล้ามเนื้อตึงรั้งและยืดออกผิดธรรมชาติเป็นเวลานาน จะเกิดปมกล้ามเนื้อเกร็งค้าง (Trigger Points) และทำให้เกิดอาการปวดเรื้อรังที่รักษายาก
  • ข้อต่อเสื่อมก่อนวัย (Premature Joint Degeneration & Osteoarthritis) เมื่อกล้ามเนื้อสองฝั่งดึงรั้งไม่เท่ากัน จุดรับน้ำหนักในข้อต่อจะเปลี่ยนไป กระดูกอ่อนผิวข้อจะถูกสึกหรอเฉพาะจุดอย่างหนัก
  • เสี่ยงต่อการบาดเจ็บรุนแรงเฉียบพลัน เมื่อลงเล่นกีฬา ออกกำลังกาย หรือแม้แต่การเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวัน เช่น กล้ามเนื้อฉีกขาด, เอ็นอักเสบเรื้อรัง, เอ็นไขว้หน้าข้อเข่าขาด
  • โครงสร้างกระดูกผิดรูป (Postural & Structural Deformities) แรงดึงที่ไม่สมดุลต่อเนื่องนับปี สามารถเปลี่ยนโครงสร้างกระดูกและหมอนรองกระดูกได้ เช่น หมอนรองกระดูกเคลื่อน/ทับเส้นประสาท
  • ประสิทธิภาพการเคลื่อนไหวและการออกกำลังกายลดลง (Decreased Athletic Performance) เนื่องจากร่างกายจะเสียพลังงานไปกับการเกร็งชดเชย

 ถ้าเปรียบเทียบให้เห็นภาพ กล้ามเนื้อไม่สมดุลจะเปรียบเหมือนศูนย์ล้อรถยนต์ที่เบี้ยว หากฝืนขับต่อไป ยาง(ข้อต่อ/กระดูกอ่อน) จะสึกหรอเฉพาะจุดอย่างรวดเร็ว และส่งผลเสียต่อตัวถัง(โครงสร้างร่างกาย) ในระยะยาว

ออกกำลังกายผิดๆ ระวังเสี่ยงกล้ามเนื้อไม่สมดุล!! 

บางคนออกกำลังกายแต่กลับเจ็บเข่า ปวดคอ หรือสะบักจม อาจเพราะร่างกายกำลังใช้กล้ามเนื้อชดเชย (Compensation) จากความไม่สมดุลซ้าย-ขวา หรือหน้า-หลัง จากการออกกำลังกายไม่เหมาะสม เช่น

  • เล่นแต่ท่าโปรด ละเลยท่าที่ไม่ชอบ เช่น เล่นแต่หน้าอกแต่ไม่เล่นหลัง ทำให้ ไหล่ห่อ อกบวม แต่หลังค่อม
  • เน้นยกหนัก แต่ฟอร์มหลุด (Ego Lifting) การฝืนยกน้ำหนักเกินแรง ทำให้ร่างกายต้อง แอ่นหลัง หรือ ยักไหล่ มาช่วยยกส่งผลให้กล้ามเนื้อที่ไม่เกี่ยวข้องโดนดึงมาทำงานหนักจนอักเสบ
  • โฟกัสผิดจุดจากการไม่เปิดการทำงานกล้ามเนื้อ นั่งทำงานมาทั้งวันแล้วไป Squat ทันทีโดยไม่วอร์มกระตุ้นก้น ร่างกายจะดึงหลังล่าง และหน้าขามารับแรงแทน ผลคือเจ็บหลังแทน

ทริคควรรู้ก่อน-หลัง ออกกำลังกาย

  • วอร์มก่อนเล่น: ขยับข้อต่อ (Dynamic) 5-10 นาที
  • หลังเล่น: ยืดค้าง (Static) กล้ามเนื้อมัดที่ถูกใช้งานหนัก 20-30 วินาที
  • จับคู่ยืด+สร้าง: ยืดกล้ามเนื้อมัดที่มักจะหดสั้น (อก, สะโพกด้านหน้า, น่อง) และเล่นสร้างแรง มัดที่มักจะอ่อนแอ (หลังส่วนบน, ก้น, แกนกลางลำตัว)

เล่นกีฬาหนัก เจ็บปวดซ้ำๆ ระวัง… อาจต้องเลิกเล่นตลอดชีวิต! | นพ.ธนกร ตะรุโณทัย

เช็กพฤติกรรมเสี่ยง กล้ามเนื้อไม่สมดุล 

พฤติกรรมเสี่ยงที่นำไปสู่ภาวะกล้ามเนื้อไม่สมดุลส่วนใหญ่ เกิดจากท่าทางซ้ำๆ ในชีวิตประจำวัน และการใช้งานร่างกายที่ขัดกับสรีระ เช่น 


สัญญาณเตือน อาการ “กล้ามเนื้อเสียสมดุล”

  • ยึด ตึง ปวดเรื้อรังจุดเดิมๆ
  • รูปทรงร่างกายเปลี่ยน
  • ติดขัดเวลามีการเคลื่อนไหว
  • ความแข็งแรงซ้าย-ขวา ห่างกันเกินไป
  • ข้อต่อมีเสียงดัง หรือขยับได้ไม่สุด

กล้ามเนื้อไม่สมดุลอาจเป็นภัยเงียบที่ค่อยๆ บั่นทอนคุณภาพชีวิตจากเรื่องเล็กๆ จนสะสมกลายเป็นโรคเรื้อรังในอนาคตได้ ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะสม

ปวดไหล่ ยกแขนไม่สุด รักษาได้ อย่าปล่อยไว้เรื้อรัง

ปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ก่อนเสี่ยงกล้ามเนื้อไม่สมดุล 

ภาวะกล้ามเนื้อไม่สมดุลในระยะสั้นไม่อันตรายถึงชีวิต แต่ในระยะยาวอันตรายต่อคุณภาพชีวิต และทำให้ร่างกายพังแบบถาวรได้ โดยความไม่สมดุลนี้จะส่งแรงกดที่ผิดธรรมชาติลงไปที่ข้อต่อและกระดูก จนเกิดอันตรายรุนแรงตามมา เช่น ข้อต่อเสื่อมก่อนวัย, หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท ปรึกษาแพทย์ผู้เขี่ยวชาญ สถาบันกระดูกและข้อ โรงพยาบาลศิครินทร์กรุงเทพ