‘บ้านนอกนาฏกรรม’ และชีวิตที่เป็นหนี้: กับดักภาพลักษณ์ความสำเร็จของครูไทยในสังคมบ้านนอก

“ทำยังได้ ก็ไม่ได้เกิดมาบนกองทอง” ท่อนฮุกสุดฮิตจากบทเพลง ‘ชีวิตหนี้’ ของ เสือ-ธนพล อินทฤทธิ์ ยังคงกึกก้องในบ้องหูพี่น้องประชาชนคนไทยในปี 2569 นี้ แม้ว่าวันเวลานับจากอัลบั้ม ‘ทีของเสือ’ ซึ่งปล่อยออกมาเมื่อปี 2537 จะล่วงเลยผ่านมาแล้วกว่า 30 ปี อาจสะท้อนว่าสำหรับสังคมไทย ดอกเบี้ยยังคงเบ่งบานกว่าดอกไม้ และชีวิตคนไทยยังคงมีลมหายใจแบบที่พี่เสือร้องว่า “ชีวิตนี้ ใช้หนี้อย่างเดียว”

แม้จากรายงานของธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า ชีวิตหนี้คนไทยใน 30 ปีให้หลังบทเพลงชีวิตหนี้ รายได้และคุณภาพชีวิตของคนไทยจะดีขึ้น แต่ตัวเลขของหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพี (GDP) ในปี 2566 ยังอยู่ในระดับอัตราส่วนที่สูง รายงานดังกล่าวระบุด้วยว่า คนไทยจำนวนมากมีหนี้ โดยประมาณ 1 ใน 3 ของประชากรมีหนี้ในระบบ และมูลค่าหนี้เฉลี่ยต่อคนอยู่ที่ 539,291 บาท ขณะที่ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รายงานสถานการณ์จากกระสอบลูกศรของคิวปิดกามเทพน้อยว่า ประเทศไทยมีคนโสดมากถึง 1 ใน 5 ของจำนวนประชากรทั้งหมด 

หมายความว่า คนไทยอาจไร้รัก แต่ไม่ไร้หนี้ หรือพูดอีกแบบคือ คนไทยมีหนี้ มากกว่ามีความรัก

เมื่อพูดถึงปัญหาหนี้สิน หลายคนอาจแสดงความห่วงใยต่อพี่น้องกลุ่มอาชีพหาเช้ากินค่ำ ผู้ล่องเรือชีวิตไปบนคลื่นลมทะเลแห่งความผันผวนทางเศรษฐกิจ กระนั้น หากสังเกตข่าวในรอบทศวรรษที่ผ่านมา ปัญหาหนี้สินที่ถูกหยิบยกขึ้นมากล่าวถึงอยู่เป็นประจำก็คือ ปัญหาหนี้สินในกลุ่มอาชีพข้าราชการครู ซึ่งเป็นอาชีพที่ได้รับการยกย่องเชิดชูและบูชาในสังคมไทย และมีความเชื่อกันมาโดยตลอดว่า เป็นหนึ่งในอาชีพที่มีความมั่นคงในชีวิตสูง ประหนึ่งราวกับได้ไปยืนอยู่บนขุนเขายะเยือก

นักสถิติบางคนบ่งชี้ตัวเลขหลังกดเครื่องคิดเลขว่า ในช่วงราวปี 2567 – 2568 สังคมไทยมีครูและบุคลากรทางการศึกษาเป็นหนี้อยู่ราว 800,000 – 900,000 คน มูลค่าหนี้สินรวมกว่า 1.4 ล้านล้านบาท โดยเจ้าหนี้รายใหญ่สุดของครู ได้แก่ สหกรณ์ออมทรัพย์ครู ที่มีตัวเลขราว 8.9 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 64% ของยอดหนี้ทั้งหมด โดยภาระหนี้เฉลี่ยต่อคนอยู่ประมาณที่1.5 ล้านบาท

“เป็นล้านเลยเหรอพี่!?” เด็กบางคนอุทาน

ประวัติศาสตร์ชีวิตหนี้ (ครูไทย)

ปัญหาหนี้สินครูไทยมิใช่เรื่องแค่ว่าครูคนใดคนหนึ่งหรือหลายคนเป็นหนี้พร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย แต่เป็นประเด็นทางสังคมที่ถูกกล่าวถึงมาอย่างยาวนานเกินครึ่งศตวรรษ ในงานศึกษาเรื่อง “เมื่อครูเป็นหนี้ฯ” ของ วัชรพล ยงวณิชน์ นำเสนอข้อมูลอันน่าสนใจว่า การตระหนักในประเด็นหนี้สินและภาวะความเป็นอยู่ของครูไทยสามารถย้อนกลับไปไกลได้เกือบ 100 ปี ตั้งแต่หลังการปฏิวัติ 2475 และต่อมาเมื่อกระทรวงศึกษาธิการสำรวจภาวะความเป็นอยู่ของครูไทยในสมัยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก็พบว่า ฐานะทางเศรษฐกิจของครูไทยอยู่ในระดับต่ำ และไม่มีหลักประกันการทำงานที่มั่นคงเพียงพอ โดยเริ่มระบุว่าหนี้สินเป็นส่วนหนึ่งในปัญหาภาวะความเป็นอยู่ครูไทย

หากกล่าวด้วยสำนวนวิชาการก็ต้องบอกว่า ภาพลักษณ์อาชีพครูไทยในฐานะเสาเอกแห่งความมั่นคงของชีวิต โดยเฉพาะในโลกทัศน์ของคนบ้านนอกนั้น ‘เป็นสิ่งที่เพิ่งสร้าง’ เพราะจากงานศึกษายุคเก่าพบว่า ครูไทยสมัยก่อนมีภาพลักษณ์ภาวะความเป็นอยู่ที่ลำบาก ครูบรรจุใหม่ส่วนใหญ่มักถูกให้ไปบรรจุไกลบ้านในพื้นที่ชนบท ทำให้ต้องเช่าบ้านหรือต้องเช่าอยู่ร่วมกัน บางคนไม่มีทุนทรัพย์ตั้งต้นทำให้ต้องไปอาศัยไปอยู่กับชาวบ้าน บางส่วนต้องกลายเป็น ‘อารามบอย’ อาศัยนอนตามวัด และไม่มียานพาหนะสำหรับการเดินทาง สอดคล้องกับภาพความทรงจำของครูไทยสมัยก่อนหลายท่านที่ผู้เขียนเคยสัมผัสพูดคุย ที่ล้วนเต็มไปด้วยเรื่องเล่าชีวิตอันแสนลำบากที่มาพร้อมกับเงินเดือนเพียงหลักร้อยแบบจำได้ทุกบาททุกสตางค์

ในแง่วัฒนธรรมความบันเทิง ภาพชีวิตครูไทยสมัยก่อนถูกสะท้อนลงบนแผ่นฟิล์มในภาพยนตร์เรื่อง ‘ครูบ้านนอก’ (2521) เมื่อครูปิยะ (ปิยะ ตระกูลราษฎร์) นักศึกษาจบใหม่จากวิทยาลัยครูต้องเดินทางไปสอนหนังสือในถิ่นทุรกันดาร ขาดแคลนทั้งไฟฟ้าและแหล่งน้ำ แถมยังต้องเผชิญกับปัญหาความขัดแย้งกับผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น ในขณะที่โรงเรียนบ้านหนองหมาว้อ ก็เป็นเพียงอาคารอาคารเรียนชั่วคราวชั้นเดียวพื้นติดดิน นักเรียนต้องเรียนรวมกัน ส่วนสภาพนักเรียนก็มอมแมม สวมเสื้อผ้าขาดวิ่นพอๆ กับสไบนาง (ผ้าขี้ริ้ว) ในชามก๋วยเตี๋ยวเนื้อ

ชีวิตครูบ้านนอกในโลกภาพยนตร์ไทยจึงเป็นภาพยนตร์แนวดราม่าแบบโศกนาฏกรรม (Tragedy) ไม่ใช่แนวสนุกสนานคอมเมดี้ (Comedy) หรือฟีลกูด (Feel Good) ที่ดูแล้วอบอุ่นหัวใจ ดังที่มีมตลกของ ‘น้าค่อม’ ในภาพยนตร์ ‘โหดหน้าเหี่ยว’ แนะนำภาพยนตร์ให้แก่ลูกค้าที่เข้ามาในร้านเช่าวีดิโอ ว่า

“หรือไม่ถูกใจ นี่ ครูบ้านนอก ปิยะ ตระกูลราษฎร์ ทำการแสดง ตอนจบพระเอกตาย เด็กนักเรียนร้องไห้กันระงม ว้ายยย! บอกตอนจบซะแล้ว”

น่าครวญคิดว่า ด้วยเหตุดังกล่าวหรือไม่ จึงทำให้ภาพลักษณ์ครูไทยสมัยก่อนได้รับการยกย่องเชิดชูในฐานะครูผู้เสียสละตนอดทนอยู่ห่างไกลความสบาย โดยแฝงซ่อนเร้นไว้ด้วยปัญหาหนี้สินเพราะความขาดแคลน ทั้งในแง่โครงสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานทางสังคม ความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองกับชนบท เงินเดือนค่าตอบแทน ตลอดจนนโยบายของหน่วยงานต้นสังกัด แต่ก็น่าสังเกตว่า งานศึกษาชีวิตหนี้ครูไทยสมัยก่อน ไม่มีการกล่าวถึงสาเหตุปัญหาหนี้สินในเชิงพฤติกรรมการใช้จ่ายส่วนบุคคล ดังที่มักปราฏในปัจจุบันแต่อย่างใด 

การเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ครูไทย จากครูผู้เสียสละตน สู่การเป็นชนชั้นนำในชุมชนบ้านนอก

จากการอ่านงานศึกษาวิเคราะห์ปัญหาหนี้สินครูไทยในเชิงประวัติศาสตร์อย่างคร่าวๆ ผมพบข้อน่าสังเกตอย่างหนึ่งว่า การวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาหนี้สินครูไทยในสมัยก่อน แม้จะโรยด้วยคำหวานจากน้ำตาลวาทศิลป์อย่าง แม่พิมพ์/พ่อพิมพ์ของชาติ ครูผู้เสียสละตน หรือครูผู้มีอุดมการณ์ แล้วสอดไส้ไว้ด้วยความขมขื่นของชีวิตความเป็นอยู่ที่ลำบาก แต่การมองเห็นและแก้ไขปัญหาหนี้สินและความลำบากของครูไทยในยุคนั้นก็ได้ให้น้ำหนักไปที่ปัญหาสาเหตุในเชิงโครงสร้างและนโยบาย 

เช่น ปัญหาครูไม่มีบ้านพัก ที่ต่อมาในช่วงราวทศวรรษ 2510 – 2520 กระทรวงศึกษาธิการได้จัดทำพิมพ์เขียวและแบบแปลนสำเร็จรูปแบบบ้านพักครู หรือที่นิยมเรียกกันว่า ‘บ้านพักครูแบบกรมสามัญ’ สำหรับให้โรงเรียนตามต่างจังหวัดชนบทได้จัดสร้าง ซึ่งในปัจจุบัน บ้านพักครูบางหลังได้กลายเป็นโบราณสถานให้ครูบรรจุใหม่ในปี 2596 ได้เข้าไปอาศัยเยี่ยมชมแบบใกล้ชิด

ส่วนปัญหาเรื่องยานพาหนะ หากใครเป็นอดีตสิงห์นักบิดประจำหมู่บ้านในยุค 80 ก็คงพอจะจำได้ว่าสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาได้จัดหารถจักรยานยนต์ Honda Dream 100 ให้แก่ข้าราชการครูในราคาพิเศษ เพื่อช่วยเหลือการเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ตามโรงเรียนในถิ่นทุรกันดารตั้งแต่ช่วงปี 2526 โดยสามารถผ่อนชำระเป็นงวดๆ ได้ ซึ่งต่อมาคนไทยนิยมเรียกรถจักรยานยนต์รุ่นนี้ว่า ‘ดรีมคุรุสภา’

นอกจากนี้ แม้ในส่วนของระบบสวัสดิการและสิทธิประโยชน์ของครูไทยจะสามารถย้อนกลับไปไกลได้ถึงพระราชบัญญัติครู พ.ศ. 2488 แต่ดูเหมือนว่าสวัสดิการต่างๆ ที่ทำให้อาชีพครูกลายได้เป็นความใฝ่ฝันของคนบ้านนอกนั้น มีความลงตัวในช่วงราวทศวรรษ 2520 ไปพร้อมๆ สวัสดิการบ้านพักครูและรถ เช่น สวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล และสวัสดิการเกี่ยวกับค่าเล่าเรียนบุตร 

เมื่อส่องกล้องในเชิงประวัติศาสตร์ ผมคิดว่าการพยายามแก้ไขปัญหาหนี้สินครูในเชิงโครงสร้าง ตลอดจนแรงจูงใจจากนโยบายและสวัสดิการต่างๆ ของข้าราชการในช่วงทศวรรษ 2510 – 2520 ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ของครูไทยที่ดีขึ้น จากการเป็นผู้เสียสละตน อาชีพข้าราชการครูได้กลายเป็นความใฝ่ฝันของคนบ้านนอก อย่างน้อยก็ด้วยเหตุผลหลักๆ สามประการ คือ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ หลักประกันการรักษาพยาบาลจากสิทธิสวัสดิการ และการเลื่อนสภาพทางสังคม

ผมคิดว่าภาพลักษณ์ใหม่ของครูไทย เห็นได้จากภาพลักษณ์ ‘ครูใหญ่’ ในนวนิยาย ‘คำพิพากษา’ (2525) ของ ชาติ กอบจิตติ ที่ไม่ใช่ภาพครูผู้เสียสละตน หรือครูผู้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ลำบากลำบนอีกต่อไป แต่เป็นภาพลักษณ์ครูใหญ่ใจดีน่าเคารพนับถือ เป็นคนดีศรีสังคม มีฐานะดี (จนชาวบ้านไม่เชื่อว่าจะโกงเงินไอ้ฟัก) และได้รับการยกย่องเชิดชูราวกับพระพุทธองค์ของชุมชน หรือโดยนัยหนึ่งผมคิดว่า ภาพลักษณ์ทางสังคมและเศรษฐกิจของครูไทยในสังคมบ้านนอกตั้งแต่ในช่วงราวทศวรรษ 2520 มีนัยความเปลี่ยนแปลง จากภาพลักษณ์ครูผู้เสียสละตน สู่การแสดงบทบาทเป็น ‘ชนชั้นนำในชุมชนบ้านนอก’

‘บ้านนอกนาฏกรรม’ และดักวัฒนธรรมภาพลักษณ์ความสำเร็จของครูไทย ในสังคมบ้านนอก (?)

ปัจจุบัน อาชีพข้าราชการครู เป็นหนึ่งในอาชีพที่สังคมคนบ้านนอกให้การยอมรับและยกย่องเชิดชู แม้บางคนอาจจะบอกว่าเพ้อเจ้อและมั่วซั่ว แต่ผมคิดว่าค่านิยมชมชอบในอาชีพข้าราชการของคนบ้านนอกจริงๆ แล้วนั้น มีรากฐานมาจากประวัติศาสตร์การเมือง 

เหตุผลของผมคือ รากฐานการปกครองของสังคมไทยขับเคลื่อนด้วยกลไกระบบราชการ แม้จะมีการปฏิวัติ 2475 แต่ก็เป็นการปฏิวัติอำนาจทางการเมือง ไม่ได้ก่อให้เกิดการแตกหักทางความคิด วัฒนธรรม จิตสำนึกและโครงสร้างจารีต ทำให้ในเชิงรัฐศาสตร์ รัฐไทยจึงใช้ระบบกลไกการปกครองแบบรัฐราชการภายใต้รากฐานวัฒนธรรมแบบศักดินามานับร้อยกว่าปี 

และหากเราเอากล้องจุลทรรศน์ส่องลงไปในเชิงประวัติศาสตร์ ก็จะพบว่า โลกทัศน์และแนวคิดการพัฒนาชนบทของรัฐไทยโดยเฉพาะในช่วงทศวรรษ 2500 – 2510 ดำเนินการในยุคสมัยเผด็จการ โดยใช้ระบบกลไกราชการเป็นฟันเฟืองสำคัญในการพัฒนา หากกล่าวเป็นภาษากวีหน่อยก็คือ การพัฒนาชนบท/บ้านนอกของไทยเป็นการพัฒนาภายใต้แนวคิดและจิตวิญญาณ (spirit) วัฒนธรรมแบบรัฐราชการ/ศักดินา หรือที่ผู้ใหญ่ลี ร้องบอกลูกบ้านในปี 2504 ว่า “ทางการเขาสั่งมาว่า”

อย่างไรก็ตาม สังคมบ้านนอกก็มิใช่สังคมชนชั้นศักดินาเสียเลยทีเดียว เพราะเนื้อหาของระบบเศรษฐกิจไทยภายใต้บริบทโลกนั้นเป็นระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม อีกทั้งกระแสโลกาภิวัตน์ (Globalization) ในช่วงทศวรรษ 2520 – 2530 ก็แทรกซึมเข้าไปทุกอนุผิวหนังคนบ้านนอก คนบ้านนอกจึงมีแรงปรารถนาหรือไลฟ์สไตล์ (Lifestyle) ในวัตถุบริโภคนิยม เฉกเช่นเดียวกับคนในเมืองหลวง จากสิ่งของที่เคยคิดว่าฟุ่มเฟือยก็กลับกลายเป็นสิ่งของจำเป็น ดังที่ พี่แอ๊ด คาราบาว ร้องบอกไว้ในเพลง ‘ราชาเงินผ่อน’ ว่า “ก็อยากจะใช้แต่สิ่งของจำเป็น ทีวี ตู้เย็นจำเป็นต้องใช้”

ด้วยเหตุผลในเชิงรัฐศาสตร์และประวัติศาสตร์การเมือง ผมจึงคิดว่าองค์ประกอบและตัวชี้วัดความสำเร็จของสังคมคนบ้านนอก จึงคือ ยศตำแหน่ง + เงิน จะขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใดไปไม่ได้

ขณะที่ในเชิงมานุษยวิทยา หาก คลิฟฟอร์ด เจมส์ เกียร์ซ (Clifford James Geertz -นักมานุษยวิทยาวัฒนธรรมชาวอเมริกัน) เสนอแนวคิดรัฐนาฏกรรม (Theatre State) ที่เปรียบเทียบรัฐเสมือนโรงละครขนาดใหญ่ ที่ชนชั้นปกครองหรือข้าราชการเป็นตัวแสดงนำ และประชาชนทั่วไปก็เป็นทั้งนักแสดงสมทบและผู้ชม ผมก็อยากเสนอว่า สังคมบ้านนอกเองก็มีเวทีโรงละคร ‘บ้านนอกนาฏกรรม’ (Theatre Rural) หรือ โรงละครชนบท เป็นส่วนย่อยลงไปอีกที 

เพื่อให้เข้าใจโรงละครชนบทนี้ ผมคิดว่าข้าราชการครูถือเป็นหนึ่งในนักแสดงนำของโรงละคร ‘บ้านนอกนาฏกรรม’ ในฐานะ ‘ชนชั้นนำในชุมชนบ้านนอก’ เพราะสำหรับคนบ้านนอก อาชีพครูคือหนึ่งในกระบวนการเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์เชิงสาธารณะจากชาวบ้านธรรมดาที่พึ่งฟ้าพึ่งฝนในการทำนาทำไร่ให้กลายเป็นข้าราชการที่มียศตำแหน่งและเงินเดือนที่มั่นคง

หากนางแบบในเมืองเชื่อว่าเพราะทุกที่คือรันเวย์ สังคมบ้านนอกก็เป็นลักษณะนั้น เพราะโรงละคร ‘บ้านนอกนาฏกรรม’ จะปรากฏนับตั้งแต่วันที่ได้รับการบรรจุแต่งตั้งผ่านการจัดประเพณีนิยมในปัจจุบันอย่าง ‘พิธีบายศรีสู่ขวัญ’ หรือหากต่อมา เจริญเติบโตก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่การงานจนเป็นผู้อำนวยการโรงเรียน หนึ่งในบทบาทการแสดงบนโรงละคร ‘บ้านนอกนาฏกรรม’ ก็คือ การได้รับเกียรติให้เป็นท่านผู้มีเกียรติหรือเป็นประธานก้าวเดินขึ้นทอดผ้าบังสุกุลในพิธีฌาปนกิจ ณ วัดในชุมชน

ดังนั้น ประธานทอดผ้าบังสุกุลในพิธีฌาปนกิจของสังคมบ้านนอก ส่วนใหญ่จึงล้วนเป็นนักการเมืองหรือข้าราชการระดับผู้บริหาร ไม่ใช่ตาสีตาสาหรือยายมียายมา เพราะคำว่า ‘เกียรติ’ ตามนิยามของสังคมไทยนั้นหมายถึง ชื่อเสียง ความยกย่องนับถือ และความมีหน้ามีตา ซึ่งองค์ประกอบหรือตัวชี้วัดความมีเกียรติของสังคมคนบ้านนอกคือ ยศตำแหน่ง + เงิน

สิ่งที่ซ่อนไว้ในเสียงจากไมโครโฟนของพิธีกรที่ว่า “เพื่อเป็นเกียรติแก่เจ้าภาพและญาติๆ ของผู้วายชนม์” จริงๆ นั้นแล้วคือ ภาพหน้าจอแห่งชีวิตที่แสดงผลความสำเร็จของคนๆ หนึ่งในสังคมบ้านนอก ที่ได้รับการยกย่องยอมรับนับถือ ซึ่งคนๆ นั้นก็ต้องแสดงองค์ประกอบความสำเร็จของตนให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาชาวบ้านด้วย

ผมคิดว่าในโลกทัศน์ของสังคมบ้านนอก อาชีพที่จะแสดงให้เห็นถึงองค์ประกอบหรือภาพลักษณ์ความสำเร็จได้เป็นที่ประจักษ์ชัดก็คือ นักการเมืองกับข้าราชการ ในแง่หนึ่ง อาชีพข้าราชการครูจึงเปรียบเสมือนบันไดแห่งความสำเร็จของคนบ้านนอกที่ก้าวจากการเป็นชาวบ้านธรรมดาสู่การแสดงบทบาทเป็น ‘ชนชั้นนำในชุมชนบ้านนอก’ บนโรงละคร ‘บ้านนอกนาฏกรรม’

ทว่า ด้วยองค์ประกอบความสำเร็จของสังคมบ้านนอกดังกล่าว จึงทำให้ผมคิดว่าในบางครั้งการแสดงบทบาทเป็นชนชั้นนำในชุมชนบ้านนอกผ่านโรงละคร ‘บ้านนอกนาฏกรรม’ ก็กลายเป็นกับดักวัฒนธรรมภาพลักษณ์ความสำเร็จของครูไทยไปในตัว เพราะตัวชี้วัดองค์ประกอบความสำเร็จ นอกจากยศตำแหน่งที่โฆษกจะประกาศผ่านไมโครโฟน หรือข้อความที่แสดงบนโปสเตอร์ ป้ายประชาสัมพันธ์ และภาพอินโฟกราฟิกแล้ว ตัวชี้วัดความสำเร็จของการมีเงินในสังคมบ้านนอกนั้น ส่วนหนึ่งต้องแสดงผ่านวัตถุใช้สอยหรือวัตถุบริโภคนิยมในชีวิต เช่น บ้าน และรถ

เหตุผลที่รองรับสมมติฐานนี้ก็คือ ประวัติศาสตร์ชีวิตหนี้ครูไทย เพราะจากข้อมูลในงานศึกษาเรื่อง ‘เมื่อครูเป็นหนี้ฯ’ ผมพบข้อสังเกตว่า ส่วนหนึ่งในสาเหตุปัญญาหนี้สินครูไทยช่วงทศวรรษ 2530 เป็นต้นมา เริ่มมีการระบุว่ามาจากพฤติกรรมและ ‘วัฒนธรรมการบริโภค’ โดยเฉพาะการกู้เงินมาเพื่อซื้อบ้าน และผ่อนรถ

ต้องกล่าวก่อนว่าอันที่จริงนั้น ในปัจจุบันสาเหตุปัญญาหนี้สินครูไทยในเชิงโครงสร้างและนโยบายนั้นยังคงมีอยู่ เพราะจากรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาแผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา และแนวทางการบริหารจัดการปัญหาหนี้สินครู และบุคลากรทางการศึกษาอย่างเป็นระบบ ระบุว่า หนี้ครูไม่ได้เกิดจากวัฒนธรรมการบริโภคส่วนตัวของครูอย่างเดียว แต่ยังคงสัมพันธ์กับปัญหาในเชิงโครงสร้างนโยบาย เช่น ครูต้องออกเงินซื้ออุปกรณ์การสอนหรืออุปกรณ์การทำงานด้วยตัวเอง ต้องออกค่าใช้จ่ายเวลาพาเด็กนักเรียนไปประกวดแข่งขัน ต้องสมทบทุนช่วยโรงเรียนจ้างบุคลากรที่ขาดแคลน ครูต้องประสบกับภาระค่าที่อยู่อาศัย และภาระค่าใช้จ่ายทางสังคมซึ่งจะสัมพันธ์กับการแสดงบทบาทบนโรงละคร ‘บ้านนอกนาฏกรรม’ เช่น งานบุญ งานบวช งานแต่ง ฯลฯ

อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลงานศึกษาและคำบอกเล่าของครูหลายท่าน ก็บ่งชี้ชัดเจนว่า ในปัจจุบันค่านิยมและวัฒนธรรมการบริโภคของครูผ่านโรงละคร ‘บ้านนอกนาฏกรรม’ มีผลกับการเป็นหนี้ของครูไทยจริงๆ (ไม่ได้โม้!) เพราะจากงานศึกษา ‘เมื่อครูเป็นหนี้ฯ’ ผมพบว่า นอกจากในช่วงทศวรรษ 2530 ซึ่งเราเคยเรียกกันว่ายุคโลกาภิวัตน์ จะเริ่มปรากฏสาเหตุหนี้สินครูเพราะค่านิยมและพฤติกรรมการบริโภคแล้ว ในช่วงหลังวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งปี 2540 สาเหตุการเป็นหนี้ของครูอันดับแรกจาการสำรวจในปี 2543 คือ การซื้อและผ่อนรถ และเครื่องใช้ไฟฟ้า

สอดคล้องกับบทความศึกษาปรากฏการณ์หนี้สินครู ของ the101.world ที่สัมภาษณ์ครูท่านหนึ่ง โดยผู้สัมภาษณ์ได้ถามถึงเสียงวิจารณ์ที่บอกว่าปัญหาหนี้ครู ส่วนหนึ่งมาจากการฟุ้งเฟ้อของครูเองหรือไม่ ครูตอบว่า 

“อันนี้มีส่วนมากเลย โดยเฉพาะในสังคมทุนนิยม ยิ่งตามชนบท เขามักจะถือหน้าถือตาเป็นใหญ่ ครูเป็นอาชีพทรงเกียรติ จะมาดูกระจอกไม่ได้ ใส่ซองงานบุญต้อง 500 บาทเป็นอย่างต่ำ คนคิดอย่างนี้ก็มี…”

ในความเห็นของผม วัฒนธรรมภาพลักษณ์ความสำเร็จของครูไทยในสังคมบ้านนอกนั้นมีหลายอย่าง แต่ที่ผมสนใจเพราะคิดว่าซ่อนนัยความซับซ้อนในวัฒนธรรมการบริโภคได้ดีก็คือ รถยนต์ เพราะรถยนต์ คือยานพาหนะจำเป็นสำหรับครูไทยในปัจจุบัน ซึ่งในมุมกว้างก็สะท้อนปัญหาหนี้สินครูในเชิงโครงสร้างและนโยบาย เนื่องจากหลายกิจกรรมของครูล้วนจำเป็นต้องใช้ๆในการทำงานโดยตรง เช่น นโยบายเยี่ยมบ้านนักเรียน การต้องพาเด็กนักเรียนไปแข่งขัน หรือกระทั่งการเดินทางไปประชุมในตัวจังหวัด ซึ่งก็กลายเป็นความจำเป็นอันยากจะหลีกเลี่ยงที่ครูไทยจะต้องกู้เงินสหกรณ์ออมทรัพย์ครูมาซื้อรถ

อย่างไรก็ตาม ความจำเป็นในการมีรถยนต์ก็มีความซับซ้อนในมิติภาพลักษณ์ทางวัฒนธรรม/ค่านิยม เพราะผมพบว่า รถยนต์ในฐานะวัตถุบริโภคอันจำเป็นของครูไทยในสังคมบ้านนอกนั้น ก็แสดงถึงภาพลักษณ์ รสนิยม ค่านิยม ซ่อนเร้นวัฒนธรรมภาพลักษณ์ที่สื่อนัยถึงสถานะ ยศตำแหน่ง และความสำเร็จทางการเงิน ไว้ในคราวเดียวกัน

ข้อสังเกตเบื้องต้นของผมคือ ข้าราชการครูบรรจุใหม่ระดับปฏิบัติการในสังคมบ้านนอกนิยมซื้อรถยนต์กลุ่มอีโค่คาร์และรถเก๋งขนาดเล็กยอดนิยม เช่น โตโยต้า ยาริส เอทีฟและฮอนด้า ซิตี้ ด้วยเหตุผลประหยัดน้ำมัน ราคาเข้าถึงง่าย และผ่อนสบายด้วยสวัสดิการกู้สหกรณ์ออมทรัพย์ครู 

อย่างไรก็ตาม ความจำเป็นและรสนิยมดังกล่าวนี้จะเปลี่ยนไปทันทีในกรณีหากดำรงตำแหน่งระดับชำนาญการพิเศษ เป็นผู้อำนวยการโรงเรียน (ตำแหน่งครูใหญ่เดิม) หรือเป็นผู้บริหาร ประเภทอำนวยการ ระดับต้น/ระดับสูงขึ้นไป ซึ่งมักจะนิยมซื้อรถยนต์โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ ซึ่งมีราคาสูงกว่าประมาณ 1.7 ถึง 3.5 เท่าตัว

เราอาจเข้าใจรสนิยมการซื้อรถยนต์โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ของ ผู้อำนวยการโรงเรียน หรือผู้บริหาร ได้ด้วยความคุ้มค่าในการใช้งานรถยนต์แบบครอบครัวอเนกประสงค์ ตามวัยวุฒิและเงินเดือนที่สูงขึ้น แต่ในคราวเดียวกัน ค่านิยมการซื้อรถโตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์สำหรับสายตาชาวบ้านและครูด้วยกันเอง มองตาก็รู้ใจกันว่า กลุ่มรถยนต์ประเภท รถ PPV เช่นโตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์มีภาพลักษณ์ที่สะท้อนถึงการแสดงออกถึงความมั่นคงทางฐานะรายได้ หน้าตาและสถานะทางสังคมของตัวผู้ขับขี่

ในสังคมบ้านนอก รถ PPV โดยเฉพาะโตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ มักถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จและเป็นหน้าเป็นตาของข้าราชการหรือนักการเมืองท้องถิ่นระดับสูง ที่ดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการ หัวหน้า หรือผู้บริหาร ตลอดจนผู้รับเหมา หรือผู้มีอันจะกินในสังคมบ้านนอก จนบางคนนิยามคนที่ซื้อรถโตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์มาขับโฉบเฉี่ยวในชุมชนว่า ‘เศรษฐีภูธร’

ในโลกทัศน์ของสังคมบ้านนอก ผู้อำนวยการโรงเรียนซึ่งจะต้องแสดงบทบาทเป็น ‘ชนชั้นนำในชุมชนบ้านนอก’ จึงจำเป็นต้องแสดงองค์ประกอบและตัวชี้วัดความสำเร็จของสังคมคนบ้านนอกอันได้แก่ ยศตำแหน่ง + เงิน ให้เป็นที่ประจักษ์ ซึ่งหากจำลองเป็นเหตุการณ์สมมุติก็คือ การขับรถโตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ไปเป็นประธานทอดผ้าบังสุกุลในพิธีฌาปนกิจที่วัดในหมู่บ้านหรือชุมชน

รถยนต์ในวัฒนธรรมภาพลักษณ์ความสำเร็จของครูไทย จึงมิได้เป็นเพียงความจำเป็นจากปัญหาในเชิงโครงสร้าง/นโยบาย แต่ยังซ่อนนัยความหมายแห่งความมีเกียรติ ความมีหน้ามีตา ความมียศตำแหน่ง และสถานะทางสังคมภายใต้วัฒนธรรมภาพลักษณ์ความสำเร็จผ่านแนวคิดวัตถุบริโภคนิยม แม้จะยังไม่ก้าวไปถึงขึ้นสะท้อนรากเหง้าวัฒนธรรมศักดินา แต่ผมก็เคยได้ยินเรื่องเล่า ซึ่งอาจจะไม่เป็นจริงก็ได้ว่า ในบางโรงเรียนหากครูบรรจุใหม่ซื้อโตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ขับเข้ามาจอดในโรงเรียน จะกลับกลายเป็นการข่มบารมีผู้อำนวยการโรงเรียน

ถ้าคิดแบบนักวิชาการผู้กินยาแก้ปวดหัวทุกวัน พื้นที่จอดรถภายในโรงเรียนก็นับเป็นโรงละคร ‘บ้านนอกนาฏกรรม’ อยู่เหมือนกัน เพราะเป็นพื้นที่ในการแสดงถึงภาพลักษณ์และความสำเร็จผ่านค่านิยมวัตถุใช้สอยอย่างรถยนต์ยี่ห้อและรุ่นต่างๆ ซึ่งผู้รับชมก็มีทั้งครูด้วยกัน นักเรียนและชาวบ้านทั่วไป หรือถ้าพูดภาษาชาวบ้านก็นิยามนาฏกรรมสั้นๆ นี้ว่า ‘อวด’

ผมคิดว่ารถยนต์ เป็นเพียงแค่หนึ่งในรายละเอียดแห่งความซับซ้อนของปัญหาหนี้สินครูไทย ที่แสดงให้เห็นทั้งปัญหาเชิงโครงสร้าง/นโยบาย และการเป็นกับดักวัฒนธรรมภาพลักษณ์ความสำเร็จของครูไทยในสังคมบ้านนอก หรือพูดอีกแบบคือ วัฒนธรรมภาพลักษณ์ความสำเร็จของครูไทยในสังคมบ้านนอกอาจเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาหนี้สินครูไทย ส่วนจะมีน้ำหนักหรือความน่าเชื่อถือขนาดไหน คงจำเป็นต้องมีผู้วิจัยศึกษาที่เชี่ยวชาญมาทำการศึกษาต่อไป

ส่วนตัวผมนั้น ก็ทำได้แต่เพียงทำความเข้าใจ แต่เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ทั้งนั้น และยังต้องร่ายรำเพื่อแสดงบทบาทเป็นทั้งนักแสดงนำ นักแสดงสมทบ และผู้ชมบนโรงละคร ‘บ้านนอกนาฏกรรม’ ต่อไป โดยหวังใจว่า สักวันหนึ่งจะคว้ารางวัลบ้านนอกนาฏราช หรือรางวัลบ้านนอกทองคำ สาขานักแสดงนำชายดีเด่น กับเขาบ้าง

การเป็นหนี้ ข้าราชการ ครูไทย อิทธิเดช พระเพ็ชร

เรื่อง: อิทธิเดช พระเพ็ชร

ชายหนุ่มจากท้องทุ่งในจังหวัดนครนายก หลงใหลในวงดนตรีร็อกยุค '90 แต่ร้องเพลงแล้วกลับมีลูกคอ สนใจประวัติศาสตร์การเมืองหลัง 2475 และประวัติศาสตร์การเมืองวัฒนธรรม ปัจจุบันเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งที่ชอบไปนั่งตากแอร์และนอนดูดาวที่ท้องฟ้าจำลอง หากมีโอกาสเข้ามากรุงเทพฯ