ทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์กิมจิ เช่าบ้านหรูบางพลี อ้างเป็นอัยการตุ๋นเพื่อนร่วมชาติหลายหมื่นล้านวอน!

  1. หน้าหลัก 
  2. อาชญากรรม 
  3. ข่าวอาชญากรรม 

ทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์กิมจิ เช่าบ้านหรูบางพลี อ้างเป็นอัยการตุ๋นเพื่อนร่วมชาติหลายหมื่นล้านวอน!

เผยแพร่: 8 ก.ย. 2569 13:15   ปรับปรุง: 8 ก.ย. 2569 13:15   โดย: ทีมข่าวอาชญากรรม



MGR Online - ตำรวจสอบสวนกลางร่วมกับจนท.เกาหลีใต้ ลุยทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์แดนกิมจิ เช่าบ้านหรูย่านบางพลี อ้างเป็นอัยการหลอกโทรเพื่อนร่วมชาติ เสียหายหลายหมื่นล้านวอน 

วันนี้ ( 8 ก.ย.) ที่ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. พร้อมด้วย พ.ต.อ.วัชรพันธ์ ศิริพากย์ รอง ผบก.ปอท. พ.ต.ท.เอกพล แสงอรุณ รอง ผกก.1 บก.ปอท. และ Mr.Dohan Kim ผู้แทนแผนกกงสุลตำรวจ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย ร่วมแถลงผลเปิดปฏิบัติการ “Breaking Chain 2025” เข้าตรวจค้นบ้านพักย่านบางพลี จ.สมุทรปราการ ซึ่งถูกดัดแปลงเป็นฐานปฏิบัติการของแก๊งคอลเซ็นเตอร์เกาหลีใต้ สามารถจับกุมชาวเกาหลีใต้ 12 รายและชาวจีนอีก 1 คน พร้อมตรวจยึดของกลางอาทิอุปกรณ์โทรศัพท์ VoIP หรือการโทรผ่านสัญญาณอินเทอร์เน็ต จำนวน 51 เครื่อง , โทรศัพท์มือถือ 20 เครื่อง, อุปกรณ์กระจายสัญญาณอินเทอร์เน็ต,เอกสารปลอมที่แอบอ้างเป็นหนังสือราชการของอัยการเกาหลีใต้,บทพูดใช้กลอกลวงเหยื่อ,รายชื่อเหยื่อชาวเกาหลีใต้และหมายเลขโทรศัพท์รวมกว่า 1,000 ราย

พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ กล่าวว่า จากการร่วมกันสืบสวนขยายผลพบว่ามีกลุ่มบุคคลสัญชาติเกาหลีใต้เชื่อว่าเป็นขบวนการคอลเซ็นเตอร์หลบหนีจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามายังประเทศไทย หลบซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่ จ.สมุทรปราการ โดยเช่าบ้านหรู ย่านบางพลี เพื่อเปิดเป็นสำนักงานหรือออฟฟิศในการใช้หลอกลวงเหยื่อในประเทศเกาหลีใต้ เจ้าหน้าที่จึงได้รวบรวมพยานหลักฐาน และขออนุมัติหมายค้นต่อศาล เข้าตรวจค้นจับกุมได้ดังกล่าว

พ.ต.ท.เอกพล กล่าวว่า จากการสอบสวนผู้ต้องหาที่จับกุมได้ให้การรับสารภาพว่า บทพูดทั้งหมดที่เจ้าหน้าที่ตรวจพบเป็นต้นแบบสำหรับใช้ในการสื่อสารเพื่อหลอกลวงเหยื่อผ่านทางออนไลน์ โดยกลุ่มดังกล่าวจะใช้การโทรศัพท์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ตไปหลอกลวงเหยื่อในประเทศเกาหลีใต้ ด้วยการอ้างตัวเป็นอัยการหรือเจ้าหน้าที่รัฐของเกาหลีใต้ ก่อนข่มขู่เหยื่อว่ามีคดี และหลอกให้เหยื่อโอนเงินให้ โดยกลุ่มดังกล่าวเข้ามาในประเทศไทยได้ประมาณ 6 เดือนแล้ว และจะเปลี่ยนฐานปฏิบัติการทุก ๆ 2 เดือน เพื่อหลบเลี่ยงการจับกุมของเจ้าหน้าที่

พ.ต.ท.เอกพล กล่าวต่อว่า จากการตรวจสอบเอกสารประจำตัวและใบอนุญาตทำงานของผู้ต้องหา เจ้าหน้าที่พบว่าผู้ต้องหาทั้งหมดลักลอบเข้าเมืองมาอย่างผิดกฎหมาย และทำงานในประเทศไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตด้วยทั้งนี้ ตำรวจยืนยันว่าผู้เสียหายของขบวนการดังกล่าวเป็นชาวเกาหลีใต้ทั้งหมด โดยในขณะนี้ยังไม่พบว่ามีความเชื่อมโยงกับการหลอกลวงผู้เสียหายในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่จะขยายผลเพิ่มเติมด้วยการตรวจสอบข้อมูลจากคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ และอุปกรณ์ต่างๆ ที่ตรวจยึดได้ ก่อนส่งข้อมูลให้ทางการเกาหลีใต้ เพื่อขยายผลจับกุมเครือข่ายที่อยู่ในประเทศเกาหลีใต้ต่อไป

"เชื่อว่าขบวนการดังกล่าวน่าจะมีผู้เสียหายตกเป็นเหยื่อจำนวนมาก เนื่องจากที่ผ่านมาได้มีการปฏิบัติการทลายแก๊งคอลเซนเตอร์ชาวเกาหลีใต้มาแล้ว โดยรวมปฏิบัติการครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้รวมทั้งสิ้น 41 คน และสร้างความเสียหายเป็นมูลค่าหลายหมื่นล้านวอน" พ.ต.ท.เอกพล กล่าว