พาราสาวะถี


อ่านเกมกันไม่ยาก การประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วาระ 2 และวาระ 3 ระหว่างวันที่ 7-9 กันยายนนี้ จะเป็นเวทีสุกดิบของพรรคฝ่ายค้านที่จะใช้ซักซ้อมการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ด้วยเหตุนี้ อนุทิน ชาญวีรกูล จึงได้เรียกประชุมสส.พรรคภูมิใจไทยเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เพื่อมอบหมายงานให้ เหล่าองครักษ์ทั้งหลายเตรียมสวนกลับฝ่ายค้านทันทีที่มีการพาดพิงถึงรัฐมนตรีของพรรคสีน้ำเงิน

ประเด็นที่เหมือนเป็นเวทีซักฟอกย่อม ๆ ของฝ่ายค้านคงหนีไม่พ้น ปมทุจริตท้องถิ่น ฮั้วเลือกสว. และโครงการ TH-AI Passport ถ้าล็อกเป้าแบบนี้ก็หมายความว่าจะมีสองรัฐมนตรีที่ถูกจับขึงพืดนั่นก็คือ เสี่ยหนู กับ ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นการฉายหนังตัวอย่างเรียกน้ำย่อยให้คนสนใจ เปิดแผลเรียกเลือดแต่ยังไม่ถึงขั้นท่วมจอ เหมือนหยั่งเชิงดูอาการของคู่ต่อสู้ ก่อนที่จะเคาะบทสรุปว่า เมื่อถึงเวลายื่นซักฟอกจริง จะมีเรื่องอะไรบ้าง และใครที่เป็นเป้าหมาย

จะว่าไปทั้ง 3 เรื่องนั้น ต่างก็เป็นที่เปิดเผยและสังคมรับรู้กันมาตามลำดับ คงขึ้นอยู่กับว่าข้อมูลเชิงลึกของฝ่ายค้านที่ได้มาจะสามารถขยายผลไปถึงใครได้บ้าง และน่าเชื่อถือมากน้อยขนาดไหน โดยในส่วนของทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น แอ็กชันที่เห็นผ่าน รังสิมันต์ โรม สส.ปาร์ตี้ลิสต์และรองหัวหน้าพรรคประชาชน คงเป็นการต่อจิ๊กซอว์ชี้ชวนให้สังคมคล้อยตามความไม่ชอบมาพากลเรื่อง คนใกล้ตัวนายกฯ ที่ไปจุ้นจ้าน เป็นตัวเชื่อมโยงระหว่างมหาวิทยาลัยกับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นหรือสถ.

ถ้าจะโฟกัสให้ชัดตามที่รังสิมันต์ตอกย้ำผ่านสื่อมาโดยตลอดก็คือ ทองเจือ ชาติกิจเจริญ ที่ปรึกษานายกฯ การเลือกเป้าเช่นนี้ ไม่เพียงแต่จะเป็นการชี้ให้เห็นถึงสถานะความเป็นคนที่เดินตามหลังอนุทิน เพื่อเพิ่มน้ำหนักของการใช้หัวโขนดังกล่าวไปเป็นตัวกลางในการประสานระหว่างสองหน่วยงานดังกล่าว แต่ในทางลึกเป็นความตั้งใจที่จะสื่อให้เห็นว่า คนข้างกายท่านผู้นำรายนี้แท้ที่จริงแล้วก็คือมือขวาคนสำคัญของ เนวิน ชิดชอบ กุนซือผู้นำทางจิตวิญญาณของพรรคสีน้ำเงินนั่นเอง

การให้ข่าวผ่านสื่อในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร จะเห็นได้ว่ารังสิมันต์ ไม่มีกั๊กเรื่องของชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงพฤติกรรมที่พบ จากการเข้าให้ข้อมูลของผู้ที่ทางกรรมาธิการเชิญมาในประเด็นทุจริตสอบท้องถิ่น ดังนั้น เมื่อเข้าสู่โหมดอภิปรายก็ทำให้เชื่อว่า น่าจะมีประเด็นจากแหล่งอื่นที่ไม่ได้ผ่านกรรมาธิการอยู่ในมือของรองหัวหน้าพรรคส้มรายนี้ ซึ่งถ้ามีการเปิดในที่ประชุมอภิปรายงบฯ หนนี้ ก็น่าจะทำให้เหล่าองครักษ์ทั้งหลายนั่งไม่ติดเป็นแน่

มากไปกว่านั้นหากติดตามการประชุมสภาช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็จะเห็นการทำหน้าที่อย่างแข็งขัน และแข็งกร้าวของทั้ง โสภณ ซารัมย์ กับ มัลลิกา จิระพันธุ์วานิช ประธานและรองประธานสภาคนที่ 1 จากพรรคสีน้ำเงิน นั่นหมายความ ทุกส่วนที่เกี่ยวข้องกับงานในสภาของภูมิใจไทย จะต้องจับมือกันปกป้องเรื่องที่จะพาดพิง ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลอย่างสุดลิ่มทิ่มประตู เท่าที่รู้นอกเหนือจากการตอบโต้ในสภาแล้ว ยังมีการมอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายเตรียมความพร้อมที่จะดำเนินคดีกับสส.ฝ่ายค้านเต็มที่ กรณีที่พบว่าพาดพิงคนของพรรคโดยเฉพาะรัฐบาลแล้วทำให้เกิดความเสียหาย หรือสังคมมีข้อกังขา

สำหรับเรื่อง TH-AI Passport ก็จะเป็นความต่อเนื่องที่จะอภิปราย สะท้อนให้เห็นถึง สายสัมพันธ์เชื่อมโยงระหว่างเครือข่ายบ้านใหญ่บุรีรัมย์ กับกลุ่มทุนที่ได้รับเลือก ให้ดำเนินโครงการดังกล่าว น่าสนใจไม่น้อย เพราะเมื่อมองไปยังตัวละครที่เป็นคนเดิมเกม ก็ยังเป็นคน ๆ เดียวกันกับเรื่องทุจริตท้องถิ่น เพียงแต่ว่าอาจจะไม่ได้แสดงตัวอย่างเปิดเผยเหมือนในกรณีแรก แต่ทั้งหมดสามารถชี้ให้เห็นถึงความเป็นมือทำงานดูแลผลประโยชน์ให้กับกุนซือจากบ้านใหญ่บุรีรัมย์ได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่องนั่นเอง

ขณะที่ประเด็นฮั้วเลือกสว.ถ้าตามต่อจากการเปิดหัวว่าด้วยคณะอนุกรรมการชุดที่ 36 ที่ สมชัย ศรีสุทธิยากร ได้โพสต์ไปเมื่อสัปดาห์ก่อน พรรคสีส้มโดย “ไอติม” พริษฐ์ วัชรสินธุ ก็เคาะซ้ำในเรื่องนี้ ซึ่งเป็นการชี้ชวนให้สังคมร่วมกับจับตาว่า มติของกกต.ที่จะเคาะกันในช่วงกลางเดือนนี้จะยึดเอาสำนวนการทำงานของอนุกรรมการชุดนี้เป็นหลัก เพียงแต่ว่าจะมีลูกเล่น หรือแท็กติกเพื่อไม่ให้สังคมเสื่อมศรัทธาคือ เปลี่ยนจากยกคำร้องว่าผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 ไม่ผิด เป็นเอาผิดแค่บางราย

ส่วนเรื่องที่สมชัยตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับกระบวนการทำงานของอนุกรรมการชุดนี้นั้น มันก็เป็นข้อสังเกตที่ชวนให้คิด เพราะกกต.ตั้งคณะอนุกรรมการชุด 36 ขึ้นมา เนื่องจากเห็นว่าอนุกรรมการ 35 ชุดเดิมอาจมีภาระงานมากหรือมีความรู้ความเชี่ยวชาญไม่เพียงพอ แต่กลับพบว่ามีหลายคนในชุดที่ 36 เป็นกรรมการอยู่ใน 35 ชุดแรกอยู่แล้ว เมื่อเข้ามาทำงานกลับไม่ค่อยซักถาม มันจึงทำให้ต้องคิดต่อไปว่า วิธีการทำงานเช่นนี้มันจะทำให้ความชอบธรรมของคณะอนุกรรมการชุดที่ 36 มีมากน้อยเพียงใด

แน่นอนว่า เมื่อสมชัยเปิดมาอย่างนี้จากความที่เคยเป็นอดีตกกต.ย่อมทำให้คนจำนวนไม่น้อยคล้อยตามว่า ข้อมูลที่ได้มาน่าจะใกล้เคียงกับความเป็นจริง ด้วยเหตุนี้ไอติมจึงจับ 4 พิรุธของคณะอนุกรรมการชุดที่ 36 นี้ว่า ที่มาความจำเป็นการตั้งไม่ชัดเจน การทำงานมีความละเอียดเพียงพอหรือไม่ ถ้าคำวินิจฉัยเป็นไปตามที่ปรากฎเป็นข่าวเท่ากับว่า มีการตั้งธงล่วงหน้าเพื่อให้สอดรับกับธงการเมือง และ ผลลัพธ์ดังกล่าวก็ย้อนแย้งกับคำวินิจฉัยเดิมของกกต. อย่างที่บอกว่าเหล่านี้ล้วนเป็นการคาดเดา ต้องรอบทสรุปสุดท้ายจากกกต.ในวันที่ 14 กันยายนนี้ ซึ่งยังต้องลุ้นด้วยว่า หลังวินิจฉัยแล้วจะมีการชี้แจงให้สังคมสิ้นสงสัยหรือไม่

อรชุน