ถอดรหัสความคิดเยาวชน: เมื่อโครงสร้างทำให้การมีลูก ‘ไม่ง่าย’

ประเทศไทยกำลังพบเจอปัญหาเด็กเกิดน้อยอย่างรุนแรง โดยประเทศไทยมีจำนวนคนเกิดน้อยกว่าคนเสียชีวิตติดต่อกันมาแล้วถึง 5 ปี[1] สถานการณ์เช่นนี้ผลักดันให้โครงสร้างประชากรของไทยเปลี่ยนไป สัดส่วนคนสูงวัยมากขึ้นในขณะที่สัดส่วนของเด็กกลับลดลง

ข้อมูลจากเว็บไซต์ สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย (มท.) ชี้ให้เห็นถึงปัญหาเด็กเกิดใหม่ที่น้อยลงอย่างรุนแรง โดยอัตราการเกิดลดลงถึง 43.4% เมื่อเทียบกับ 10 ปีที่แล้ว จากเด็กเกิดใหม่จำนวน 736,352 คน ในปี 2015 ลดลงเหลือ 416,574 คน ในปี 2025[2]

อัตราเด็กเกิดที่น้อยลงเป็นปัญหาสำคัญ เนื่องจากเด็กที่เกิดในวันนี้คือกลุ่มประชากรที่ต้องเติบโตมาเป็นผู้แบกรับภาระแรงงานในภาคการผลิต และขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต รวมถึงรับหน้าที่แบกรับภาษีที่จะถูกนำมาใช้ดูแลผู้สูงอายุ เมื่อประชากรเด็กมีน้อย ในอนาคตเศรษฐกิจไทยย่อมขาดพลังขับเคลื่อน กำลังซื้อลดลง ขาดแรงดึงดูดในการลงทุน[3] รวมถึงขาดศักยภาพในการดูแลผู้สูงอายุที่มากขึ้น

ทั้งนี้ทั้งนั้น การตัดสินใจมีลูกของใครคนหนึ่ง ต้องคำนึงถึงสถานการณ์และสภาวะแวดล้อมรอบตัว ทั้งสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคม ชุดคุณค่า ความเชื่อ จำนวนมาก ตั้งแต่ความพร้อมของตนเอง ไปจนถึงความมั่นคงของชีวิตลูกในอนาคต แนวทางแก้ปัญหาของรัฐที่เน้นการสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว อย่าง ‘นโยบายเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด’ อาจไม่เพียงพอที่จะจูงใจให้คนในสังคมมีลูกมากขึ้น

ในบทความชิ้นนี้ คิด for คิดส์ โดยความร่วมมือของ สสส. กับ 101 PUB จึงขอเชิญชวนผู้อ่านมาสำรวจ 5 ทัศนคติที่มีผลต่อการมีลูกของเยาวชน ที่ประมวลมาจากข้อมูล ผลสำรวจเยาวชน คิด for คิดส์ ในปี 2025

ที่มาและวิธีประมวลผลข้อมูล

 ข้อมูลสถิติที่ใช้ในบทความชิ้นนี้มาจากการทำผลสำรวจเยาวชน คิด for คิดส์ ปี 2025 โดยความร่วมมือของ สสส. กับ 101 PUB ซึ่งผู้อ่านทุกท่านสามารถเข้าถึงได้ผ่าน Dashboard บนเว็ปไซต์ คิด for คิดส์[4]

ในการประมวลผลข้อมูลการอยากมีลูกของเยาวชนจะวัดจากคำถาม ‘การมีบุตรจำเป็นสำหรับคุณหรือไม่/อยากมีบุตรหรือไม่?’ ซึ่งเลือกตอบได้ 4 ตัวเลือก คือ ‘จำเป็นต้องมีบุตร’ ‘ไม่จำเป็นแต่อยากมี’ ‘มีหรือไม่มีก็ได้’ และ ‘ไม่อยากมี’

โดยบทความชิ้นนี้จะเน้นกลุ่มที่เลือกตอบ ‘จำเป็นต้องมีบุตร’ เป็นตัวแทนข้อมูลในการนำเสนอ เนื่องจากเป็นคำตอบที่สะท้อนถึงการมองการมีลูกเป็นหน้าที่หรือความรับผิดชอบที่ต้องทำ แม้สถานการณ์ในอนาคตจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างใดก็ตาม ซึ่งเป็นผลลัพธ์มาจากการหล่อหลอมของทัศนคติชุดคุณค่า ในขณะที่ ‘ไม่จำเป็นแต่อยากมี’ ‘มีบุตรหรือไม่มีก็ได้’ และ ‘ไม่อยากมีบุตร’ เป็นตัวเลือกที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ตามปัจจัยอื่นๆ ในอนาคต

ขั้นตอนในการเลือกและประมวลผลข้อมูลในบทความชิ้นนี้ เริ่มต้นโดยการใช้การวิเคราะห์แบบถดถอยหลายตัวแปร (Multiple Regression) โดยตั้งตัวแปรต้นเป็น ‘ทัศนคติในการมีลูก’ และตัวแปรตามคือตัวแปรที่มีความเกี่ยวข้องกับทัศนคติในทุกด้านของเยาวชน เช่น ศาสนา ฐานะ ครอบครัว การศึกษา สิทธิเสรีภาพ การเลือกงาน อุดมการณ์ทางการเมือง ฯลฯ เพื่อหาตัวแปรที่มีผลต่อความต้องการมีลูกของเยาวชน แล้วจึงนำมาเสนอในบทความพร้อมคำอธิบาย

ในงานชิ้นนี้เน้นไปที่ทัศนคติ 5 ด้านที่มีผลต่อความต้องการมีลูกของเยาวชน ได้แก่ ด้านความคาดหวังทางการงาน ด้านชาตินิยม ด้านปัญหาสิ่งแวดล้อม ด้านปัญหาความเหลื่อมล้ำ และด้านปัญหาทางการเมือง

บทความชิ้นนี้เลือกศึกษาทัศนคติเฉพาะกลุ่มเยาวชน เนื่องจากกลุ่มเยาวชนในช่วงวัย 15 – 25 ปี เป็นวัยที่สะท้อนนัยยะเชิงความคิดได้ชัดเจน ในขณะที่กลุ่มช่วงวัยที่สูงกว่าซึ่งเป็นวัยที่กำลังตัดสินใจมีลูกนั้น จะเริ่มให้น้ำหนักปัจจัยอื่นๆ เช่น สภาพชีวิตที่กำลังดำเนินในตอนนั้น หรือมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐ มามีอิทธิพลต่อการตัดสินใจมีลูกมากขึ้น

เยาวชนหญิงยิ่งคาดหวังรายได้ในอนาคตสูง ยิ่งมองว่าการมีลูกเป็นสิ่งจำเป็นน้อย

เมื่อถึงวัยหนึ่งหลายคนอาจต้องเลือกระหว่างการ ‘ประสบความสำเร็จในด้านการงาน’ หรือ ‘การมีลูก’ เพราะในหลายครั้งการมีลูกคือการต้องชะงักการเติบโตทางการงาน เนื่องจากการเลี้ยงดูเด็กสักคน ต้องทุ่มเทเวลาและพลังงานอย่างมาก จนหลายครั้งอาจจำเป็นต้องละทิ้งการงานเพื่อเลี้ยงดูลูก

ทัศนคติ ‘ค่าจ้างต่ำสุดที่ยอมรับได้’ เป็นตัวชี้วัดถึงการคาดการณ์ว่าตนเองจะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานมากแค่ไหน เพราะการไม่ยอมรับค่าจ้างที่ต่ำ หมายถึงความเชื่อว่าตนเองมีการศึกษาที่ดีมีความสามารถมีศักยภาพที่จะได้รับค่าจ้างที่สูง ดังนั้น เมื่อนำมาเปรียบเทียบสัดส่วนของเยาวชนที่ ‘จำเป็นต้องมีบุตร’ จึงจะเห็นถึงร้อยละของเยาวชนที่มองการมีลูกเป็นสิ่งจำเป็นแตกต่างกันในแต่ละระดับค่าจ้างที่ยอมรับได้ สะท้อนระดับการให้ความสำคัญที่แตกต่างกัน

จากข้อมูลพบว่า ยิ่งเพศหญิงคาดหวังค่าจ้างสูง ยิ่งมีแนวโน้มคิดว่าไม่จำเป็นต้องมีลูก โดยผู้หญิงที่คาดหวังค่าจ้างต่ำที่สุดมีสัดส่วนที่มองว่าจำเป็นต้องมีลูกสูงที่สุด อยู่ที่ 16.3% โดยแนวโน้มลดลงเรื่อย ๆ เมื่อคาดหวังค่าจ้างขั้นต่ำที่สูงขึ้น และในกลุ่มเพศหญิงที่คาดหวังค่าจ้างขั้นต่ำสูงที่สุด มีสัดส่วนที่มองว่าจำเป็นต้องมีลูกต่ำสุดที่ 9.5%

ในขณะที่ข้อมูลของเพศชายไม่มีแนวโน้มที่ชัดเจน โดยเพศชายที่คาดหวังค่าจ้างต่ำที่สุดและสูงที่สุด มีสัดส่วนที่มองว่าจำเป็นต้องมีลูกใกล้เคียงกัน อยู่ที่ 23.7% และ 24.4% ตามลำดับ

จากข้อมูล จะเห็นว่าเพศหญิงเผชิญกับการต้องเลือกมากกว่าเพศชาย ลักษณะการ “มีลูกต้องเสียอาชีพ” ของผู้หญิงในที่นี้ จึงสะท้อนถึงทัศนคติของเยาวชนที่มองว่าสังคมไทยยังมีความเท่าเทียมทางเพศไม่มากพอ เพราะหน้าที่ในการเลี้ยงดูเด็กส่วนใหญ่ยังตกเป็นของผู้หญิง ทำให้ต้องเลือกระหว่างมีลูกกับประสบความสำเร็จทางการงาน

การที่ผู้หญิงเผชิญต้นทุนในการมีลูกมากกว่าผู้ชายสามารถอธิบายได้ผ่านแนวคิด ‘career cost of children’ ซึ่งอธิบาย 3 ปัจจัยว่าทำไมผู้หญิงได้รับผลกระทบทางการงานจากการมีลูก คือ 1.) การมีลูกต้องมีการเลี้ยงดูซึ่งใช้ระยะเวลานาน และผู้หญิงไม่สามารถทำงานได้ในช่วงดังกล่าว 2.) ช่วงที่ผู้หญิงไม่สามารถทำงานได้ หมายถึงการหยุดเติบโตทางหน้าที่การงานรวมถึงการสูญเสียทักษะในการทำงาน 3.) ผู้หญิงเหล่านี้จึงหันไปเลือกงานที่รายได้ต่ำ แต่การเลี้ยงลูกเป็นไปได้อย่างสะดวก[5]

ยิ่งไปกว่านั้นเพศหญิงต้องใช้เวลาในการเลี้ยงดูลูกนานกว่า ตั้งแต่การตั้งครรภ์ พักครรภ์ ให้นม และเลี้ยงดูลูกที่ยังเล็ก ในขณะที่เพศชายไม่สามารถทำ 3 อย่างแรกที่กล่าวมาได้

ความไม่เท่าเทียมทางเพศที่เกิดขึ้นในประเทศไทยยังเห็นได้จากกฎหมายลาคลอด ซึ่งกำหนดให้ผู้หญิงใช้สิทธิลาคลอดได้ 120 วัน ในขณะที่ผู้ชายหรือสามีสามารถลาได้เพียง 15 วันเพื่อไปช่วยเลี้ยงดูลูกในช่วงที่ภรรยาลาคลอดเท่านั้น[6] ผู้หญิงจึงยังคงเป็นผู้แบกรับภาระการเลี้ยงดูลูกเป็นหลัก และเป็นเพศที่ต้องหายจากงานเป็นระยะเวลานานจากการมีลูก ซึ่งอาจนำไปสู่การเลือกปฏิบัติในที่ทำงานต่อไป

กลุ่มเยาวชนชาตินิยมมากที่สุด มองการมีลูกเป็นสิ่งจำเป็นมากที่สุด

เมื่อเด็กเกิดน้อยกลายเป็นปัญหาระดับชาติ รัฐบาลได้มีความพยายามออกแคมเปญเพื่อกระตุ้นการมีลูกตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา เช่น การผลักดันแนวคิด ‘มีลูกช่วยชาติ’ ในสมัยรัฐบาล ประยุทธ์ จันทร์โอชา[7] รวมถึงในสมัยรัฐบาลต่อมา เศรษฐา ทวีสิน ที่เชิญชวนคนไทย ‘ปั๊มลูกเพื่อชาติ’[8]

แคมเปญของรัฐจึงมีความพยายามที่จะผลักให้การมีลูกผูกกับความรู้สึกชาตินิยมอยู่เสมอ บนฐานความเชื่อว่า การรักชาติ คือการปกป้องผลประโยชน์ของชาติและมองว่าอัตราการเกิดที่น้อยคือปัญหา ดังนั้นจึงต้องมีลูกเพื่อช่วยชาติและเพิ่มจำนวนประชากร ทัศนคติชาตินิยมจึงอาจส่งผลถึงการตัดสินใจมีลูกโดยมองเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบต่อชาติ

 อย่างไรก็ตาม จากการพิจารณาความเชื่อมโยงระหว่างทัศนคติชาตินิยมกับความต้องการมีลูก กลับได้คำอธิบายที่แตกต่างออกไป โดยมีเพียงกลุ่มชาตินิยมมากที่สุดเท่านั้นที่มีสัดส่วนจำเป็นต้องมีลูกสูงกว่ากลุ่มอื่น ส่วนกลุ่มที่เหลือกลับมีสัดส่วนที่ไม่แตกต่างกันมากนัก

เห็นได้จากกลุ่มเยาวชนที่ภูมิใจที่เกิดเป็นคนไทยมากที่สุด มีถึง 21.9% ที่มองว่าจำเป็นต้องมีลูก และเยาวชนกลุ่มที่เห็นด้วยมากที่สุดว่าคนไทยควรต้องรักษาขนบธรรมเนียมดั้งเดิมให้คงอยู่สืบไป มากถึง 20.7% ที่มองว่าจำเป็นต้องมีลูก ซึ่งมีสัดส่วนที่สูงกว่ากลุ่มอื่นๆ อย่างชัดเจน แสดงให้เห็นว่าแนวคิดมีลูกเพื่อชาติ ปรากฏชัดที่สุดในกลุ่มที่ชาตินิยมมากที่สุดเท่านั้น โดยไม่ชัดเจนในกลุ่มที่ชาตินิยมมากและค่อนข้างมาก

แสดงให้เห็นว่าทัศนคติชาตินิยมไม่ได้มีอิทธิพลต่อการอยากมีลูกมากนัก ซึ่งสอดคล้องไปกับการที่แคมเปญของรัฐไม่สามารถกระตุ้นการอยากมีลูกในกลุ่มเยาวชนได้[9] เพราะคนรุ่นใหม่มองการมีลูกเป็นการ ‘ตัดสินใจ’ มากกว่า ‘หน้าที่’[10]

ทั้งนี้ การส่งเสริมการมีลูกเพราะเป็นการส่งเสริมประเทศชาติไม่ใช่สิ่งผิด แต่การใช้แนวคิดชาตินิยมที่มากเกินไปจะนำไปสู่ผลกระทบได้ เพราะความชาตินิยมสุดขั้วอาจนำไปสู่การคลั่งชาติ ซึ่งเชื่อว่าชาติหรือเชื้อชาติของตนเองพิเศษกว่าชาติอื่นๆ ความคิดดังกล่าวมาพร้อมกับการมีลูกเพื่อ ‘ปกป้อง’ เชื้อชาติ จากการถูก ‘แทนที่’ โดยชนชาติอื่น ๆ ที่อาจเข้ามาผ่านการอพยพ การเป็นแรงงานข้ามชาติ หรือการรับผู้ลี้ภัยก็ตาม[11]

ปรากฏการณ์ที่ประชาชนถูกหล่อหลอมให้คลั่งชาติ และต้องมีลูกเพื่อป้องกันการถูก ‘แทนที่’ เกิดขึ้นแล้วในประเทศใหญ่อย่าง สหรัฐฯ นำโดยรัฐบาล โดนัล ทรัมป์ ซึ่งนำไปสู่กระแสเหยียดเชื้อชาติและเกลียดกลัวผู้ลี้ภัยอย่างรุนแรง[12]

แม้กระแสคลั่งชาติในไทยจะยังไม่รุนแรงและเห็นได้ชัด แต่การใช้ความรักชาติเพื่อปลุกกระแสการมีลูกเพื่อชาติยังควรใช้อย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้นำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชนในท้ายที่สุด

เยาวชนยิ่งกังวลกับ ‘ปัญหาสิ่งแวดล้อม’ ยิ่งมองว่าการมีลูกเป็นสิ่งจำเป็นน้อย

การเกิดขึ้นซ้ำๆ ของปัญหาทางธรรมชาติที่เกิดจากโลกร้อนทั้ง ดินถล่ม น้ำท่วม ฝุ่น ไฟป่า ล้วนมีผลกระทบต่อการตัดสินใจมีลูกของเยาวชน เพราะในสภาพโลกที่ปั่นป่วนและไม่แน่นอน ภาพของลูกที่โตมามีชีวิตที่ดีจึงเลือนลางมากขึ้นเรื่อยๆ ปัญหาสิ่งแวดล้อมจึงเป็นประเด็นที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเกี่ยวพันกับอนาคตของลูกอย่างชัดเจน

จากข้อมูลพบว่า ยิ่งเยาวชนมองสิ่งแวดล้อมเป็นปัญหาสำคัญ มีแนวโน้มที่จะยิ่งไม่ได้มองว่าการมีลูกเป็นสิ่งจำเป็น โดยกลุ่มเยาวชนการรักษาสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งสำคัญและน่าห่วงกังวลเพียงใด กลุ่มที่ตอบน้อยที่สุด มี 22.2% ที่มองว่าจำเป็นต้องมีลูก และในกลุ่มที่มองเป็นปัญหามากที่สุด ลดลงเหลือเพียง 11.4% เท่านั้นที่มองว่าจำเป็นต้องมีลูก

แนวโน้มดังกล่าว แสดงถึงการมองว่าสภาพโลกในอนาคตจะยิ่งแปรปรวนและยิ่งไม่น่าอยู่สำหรับลูกของตนเอง โดยตัดสินใจไม่มีลูกจากปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ตนเองเห็นและเผชิญในปัจจุบัน

โดย งานวิจัยของ UNICEF ได้บอกว่าเด็กไทยกำลังอยู่ในจุดที่เสี่ยงสูงในด้านการเจริญเติบโตและความเป็นอยู่จากปัญหาสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง และอุณหภูมิที่สูง โดยเฉพาะเด็กในจังหวัด อุบลราชธานี นครราชศรีมา ศรีสะเกษ นครศรีธรรมราช และนราธิวาศ ที่มีความเสี่ยงสูงที่สุด รวมถึงในปี 2025 เด็กไทยกว่า 13.6 ล้านคนได้รับผลกระทบจากปัญหา PM 2.5[13]

 แนวโน้มยิ่งกังวลต่อสิ่งแวดล้อมยิ่งไม่อยากมีลูก ไม่ได้เกิดแค่ในไทย แต่เกิดในประเทศอื่นๆ ด้วย เช่นในสหรัฐฯ เกินครึ่งของเยาวชนในวัย 16 – 25 ปี ลังเลที่จะมีลูกเพราะกังวลเรื่องสภาพอากาศ

มากไปกว่านั้น เยาวชนจำนวนหนึ่งยังมองว่าไม่ต้องการมีลูกเพราะกลัวว่าเด็กเหล่านั้นจะทิ้งคาร์บอนฟุตพริ้นท์ไว้ และกลายเป็นภาระของโลกต่อในอนาคต[14]

ปัญหาสิ่งแวดล้อมจึงกระทบต่อชีวิตของเด็กคนหนึ่งอย่างมาก ดังนั้น ทัศนคติของเยาวชนในด้านสิ่งแวดล้อมจึงเล่าถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมที่กระทบต่อการมีลูกโดยตรง เพราะหากลูกไม่สามารถโตมาในโลกที่น่าอยู่ได้ การมีลูกก็อาจไม่ได้ดูจำเป็นตามไปด้วย

เยาวชนยิ่งกังวลกับ ‘ปัญหาความเหลื่อมล้ำ’ ยิ่งมองว่าการมีลูกเป็นสิ่งจำเป็นน้อย

ความเหลื่อมล้ำเป็นปัญหาสำคัญของสังคม ไม่มีใครอยากให้ลูกตนเองเติบโตมาในสังคมที่เหลื่อมล้ำ เพราะว่าความเหลื่อมล้ำมาพร้อมกับปัญหาทั้ง อาชญากรรม ความขัดแย้ง ความรุนแรง และโอกาสในชีวิตที่ไม่เท่ากัน ซึ่งปัญหาเหล่านี้กระทบทั้งคนรวยและคนจน

จากข้อมูลพบว่า ยิ่งเยาวชนมองความเหลื่อมล้ำน่ากังวลมาก จะยิ่งมองว่าการมีลูกไม่ใช่จำเป็น โดยกลุ่มที่มองว่าความเหลื่อมล้ำน่าห่วงกังวลน้อยที่สุด มีสัดส่วน 24.4% ที่มองว่าจำเป็นต้องมีลูก ในขณะที่กลุ่มที่มองว่าเป็นสิ่งสำคัญและน่ากังวลมากที่สุด มีเพียง 10.9% ที่มองการมีลูกเป็นสิ่งจำเป็น

ทั้งนี้ การกังวลต่อโครงสร้างเศรษฐกิจที่ไม่ยุติธรรมจนไม่อยากมีลูก เป็นผลมาจากความกังวลต่อ ‘ความคล่องตัวทางสังคมข้ามรุ่น’ ซึ่งสามารถอธิบายผ่านทฤษฎี ‘The Great Gatsby Curve’ กล่าวคือ หากประเทศเหลื่อมล้ำสูง สถานะทางเศรษฐกิจของพ่อแม่จะเป็นเงื่อนไขสำคัญในการกำหนดสถานะทางเศรษฐกิจของลูก ดังนั้นลูกจะมีโอกาสน้อยที่จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าพ่อแม่ โดยเงื่อนไขดังกล่าวมีผลน้อยกว่าในประเทศที่เหลื่อมล้ำต่ำ[15]

การที่ประเทศไทยมีความเหลื่อมล้ำสูงที่สุดในอาเซียน ผู้มีรายได้สูงที่สุด 1% ได้รับสัดส่วนรายได้รวมกันมากกว่าผู้มีรายได้ต่ำสุด 50% รวมกัน[16] จึงยิ่งสร้างความกังวลแก่เยาวชนว่าลูกของตนจะต้องแบกรับสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมของตนเองต่อ

การออกแบบนโยบายที่เน้นเพียงแค่การช่วยเหลือเงินค่าครองชีพอย่างนโยบาย ‘เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด’ จึงไม่มากพอในการเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจในการมีลูกได้ เพราะต่อให้มีเงินเพียงพอเลี้ยงดูลูกแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถรับประกันอนาคตที่ดีให้กับลูกภายใต้สังคมที่มีความเหลื่อมล้ำสูงได้อยู่ดี

เยาวชนยิ่งรู้สึก ‘กำหนดทิศทางประเทศไม่ได้’ ยิ่งมองว่าการมีลูกเป็นสิ่งจำเป็นน้อย

การมองว่าตนเองไม่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของรัฐบาลสะท้อนมุมมองว่าเยาวชนมีความเชื่อว่ารัฐบาลจะแก้ไขปัญหาที่ตนเองพบเจอหรือไม่ เพราะสถาบันการเมืองคือสถาบันที่มีหน้าที่แก้ไขปัญหาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ำ ปัญหาสังคม ความไม่เท่าเทียมทางเพศ ปัญหาสิ่งแวดล้อม ฯลฯ ดังนั้นการรู้สึกว่าสถาบันการเมืองไม่สามารถตอบสนองแก้ปัญหาให้ตนเองได้ ย่อมมีผลกระทบต่อการอยากมีลูก

จากข้อมูล จะเห็นว่ากลุ่มเยาวชนที่ยิ่งมองว่าตนเองไม่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของรัฐบาล ยิ่งมองว่าไม่ได้จำเป็นต้องมีลูก โดยกลุ่มที่มองว่าตนเองมีอิทธิพลมากที่สุด มี 33.6% ที่มองว่าจำเป็นต้องมีลูก และกลุ่มที่มองว่าตนเองมีอิทธิพลน้อยที่สุด มี 11.8% ที่มองว่าจำเป็นต้องมีลูก

ทั้งนี้ ความรู้สึกมีอิทธิพลต่อการเมือง หรือ Political Efficacy คือหัวใจสำคัญของระบอบประชาธิปไตย ทัศนคตินี้มีผลโดยตรงต่อความเชื่อใจในสถาบันการเมืองทั้งหมด รวมถึงส่งผลต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองอีกด้วย[17]

งานวิจัยที่ศึกษาความเชื่อมโยงระหว่างความรู้สึกมีอิทธิพลต่อการเมืองและอัตราการเกิดใน ฮ่องกง ไต้หวัน และสิงคโปร์ พบว่า 2 สิ่งนี้มีความเกี่ยวข้องกัน โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือ หากประเทศนั้นมีการเคลื่อนไหวทางการเมือง อัตราการเกิดจะสูงขึ้นตาม Political Efficacy ที่สูง แต่ความเชื่อมโยงนี้จะหายไป หากประเทศดังกล่าวไม่มีการเคลื่อนไหวทางการเมืองเกิดขึ้น[18]

ในบริบทของไทย ดุสิตโพลเผยว่าดัชนีการเมืองไทยประจำเดือนพฤษภาคมอยู่ในระดับต่ำมาก สะท้อนว่าประชาชนไม่เชื่อในสถาบันการเมืองในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิต[19] และประเทศไทยที่ได้รับคะแนน Freedom House Index อยู่ที่ 34 จาก 100 และถูกนับว่าไม่มีเสรีภาพ[20] สะท้อน Political Efficacy ที่ต่ำ และการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่น้อย ซึ่งอาจส่งผลต่ออัตราการเกิดที่น้อยลงเช่นกัน

ดังนั้นการทำให้เยาวชนเชื่อในระบอบการเมือง จำเป็นต้องปฏิรูปโครงสร้างรัฐให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งต้องเพิ่มเสรีภาพในการแสดงออกมากขึ้นด้วยเช่นกัน เพื่อผลักดันให้สถาบันการเมืองเป็นสถาบันที่แก้ไขปัญหาให้กับประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

บทส่งท้าย: ถ้าชีวิตยังยาก คนก็ยังไม่อยากมีลูก

จากทัศนคติด้านต่างๆ ที่ถูดพูดถึงในบทความชิ้นนี้ จึงทำให้เห็นว่าการมีลูกไม่ใช่การตัดสินใจว่าอยากมีแล้วจึงมี แต่ต้องมีปัจจัยอื่นๆ ประกอบด้วยเสมอ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสังคม ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาการเมือง หรือปัจจัยอื่นๆ อย่างสวัสดิการรัฐ การศึกษา การเข้าถึงทางการแพทย์ และอื่นๆ อีกมากมาย

ดังนั้นหากรัฐต้องการให้ประชาชนมีลูกมากขึ้นเพื่อแก้ปัญหาประชากรน้อย นโยบายอัดฉีดอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ รัฐจำเป็นต้องมอบบริบทชีวิตที่ดีให้ประชาชนด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเหลื่อมล้ำ เรื่องสิทธิเสรีภาพ เรื่องการเมือง ปัญหาคอร์รัปชั่น หรือกระทั่งปัญหาสาธารณูปโภคและขนส่งสาธารณะขั้นพื้นฐานก็ตาม

เพราะการตัดสินใจมีลูกย่อมเป็นสิ่งที่อยู่ห่างไกล หากชีวิตของประชาชนยังไม่สะดวกและไม่มั่นคง เพราะประชาชนย่อมไม่สามารถคิดถึงอนาคตของลูกได้ หากอนาคตตนเองยังไม่แน่นอน

References
↑1 ศูนย์วิจัยกสิกร, “ปี 2568 คาดคนไทย เกิดน้อยกว่าเสียชีวิตเป็นปีที่ 5,” ศูนย์วิจัยกสิกร, 24 ตุลาคม 2025, https://www.kasikornresearch.com/th/analysis/k-social-media/Pages/Info372-TH-New-Born-info-22-10-25.aspx.
↑2 ข้อมูลจาก สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง, https://stat.bora.dopa.go.th/stat/statnew/statMONTH/statmonth/#/mainpage.
↑3 Vitchulada Pakdeesuwan and Wiratsanan Thuengthin, “Thailand’s ageing society threatens fiscal collapse and drags down economy,” The Nation, 29 September 2025, https://www.nationthailand.com/blogs/business/economy/40056069.
↑4 เว็ปไซต์ การสำรวจเยาวชนของ คิด for คิดส์, https://youthsurvey.kidforkids.org/.
↑5 Jérôme Adda, Christian Dustmann and Katrien Stevens, “The career cost of children: career and fertility trade-offs,” Microeconomic Insights, 27 June 2018, https://microeconomicinsights.org/career-cost-children-career-fertility-trade-offs/.
↑6 Hfocus, “สิทธิใหม่! แรงงานหญิง ลาคลอด 120 วัน สามีลาช่วยเลี้ยงดูลูกไม่เกิน 15,” Hfocus, 9 พฤศจิกายน 2025, https://www.hfocus.org/content/2025/11/35940.
↑7 ประชาไท, “รมช.สธ. ระบุพร้อมเร่งเปลี่ยนแนวคิด ‘มีลูกมากยากจน’ เป็น ‘มีลูกช่วยชาติ’ หวังกระตุ้นอัตราการเกิดและคุณภาพประชากร,” ประชาไท, 15 กรกฎาคม 2025, https://prachatai.com/journal/2025/07/113724
↑8 Thai PBS, “” ปั๊มลูกกู้ชาติ ” แก้วิกฤตเด็กเกิดน้อย วัยแรงงานทิ้งช่วงยาว 20 ปี,” Thai PBS, 18 มกราคม 2024, https://www.thaipbs.or.th/news/content/336093.
↑9 ไทยรัฐออนไลน์, “ปั๊มลูกวาระแห่งชาติ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ภาระหนักอึ้ง จน-เครียด ใครจะช่วย,” ไทยรัฐออนไลน์, 16 พฤศจิกายน 2023, https://www.thairath.co.th/scoop/theissue/2740979.
↑10 กร พูนศิริวงศ์, “จากความฝันสร้างครอบครัว ทำไมการมีลูกจึงกลายเป็นการตัดสินใจครั้งใหญ่,” ไทยรัฐ, 17 สิงหาคม 2026, https://www.thairath.co.th/money/experts_pool/columnist/2953359.
↑11 Emily Klancher Merchant and Win Brown, “The problem with pronatalism: Pushing baby booms to boost economic growth amounts to a Ponzi scheme,” Nevada Current, 12 August 2024, https://nevadacurrent.com/2024/08/12/the-problem-with-pronatalism-pushing-baby-booms-to-boost-economic-growth-amounts-to-a-ponzi-scheme/.
↑12 Carter Sherman, “The rise of pronatalism: why Musk, Vance and the right want women to have more babies,” the Guardian, 11 Mar 2025, https://www.theguardian.com/us-news/2025/mar/11/what-is-pronatalism-right-wing-republican.
↑13 The Nation Editorial Team, “UNICEF’s 2026 report warns 1.1 billion children face overlapping climate disasters, with Thai children exposed to floods, drought, heat and PM2.5,” The Nation, 27 June 2026, https://www.nationthailand.com/sustainability/net-zero/40067961.
↑14 U.S. News, “Anxiety Over Global Warming Is Leading Some Young Americans to Say They Don’t Want Children,” U.S. News, 28 October 2025, https://www.usnews.com/news/health-news/articles/2025-10-28/anxiety-over-global-warming-is-leading-some-young-americans-to-say-they-dont-want-children.
↑15 Andy Sumner and Arief Anshory Yusuf, “The Great Gatsby Curve and the Global South,” UNU Wider, April 2023, https://www.wider.unu.edu/publication/great-gatsby-curve-and-global-south.
↑16 ชนกนันท์ เจริญบริบูรณ์, “ไทยสุดยอดเหลื่อมล้ำ ‘คนรวย 1% ครองทรัพย์สิน 32%’,” Policy Watch, 19 ธันวาคม 2025, https://policywatch.thaipbs.or.th/article/economy-210.
↑17 Prats, M. and A. Meunier (2021), “Political efficacy and participation: An empirical analysis in European countries”, OECD Working Papers on Public Governance, No. 46, OECD Publishing, Paris, https://doi.org/10.1787/4548cad8-en.
↑18 Cheung, A. K., Lui, L., & Mu, Z. (2024), “Political efficacy and fertility intentions: A survey experiment study in Hong Kong, Taiwan, and Singapore”. Social science research120, 103014. https://doi.org/10.1016/j.ssresearch.2024.103014.
↑19 สุขุม เฉลยทรัพย์, “ดัชนีการเมืองไทย พฤษภาคม 2569 กับความเชื่อมั่นทางการเมืองไทย,” สยามรัฐ, 4 มิถุนายน 2026, https://siamrath.co.th/columns/mong-phan-khomul/151752.
↑20 ข้อมูลจาก Freedom House, https://freedomhouse.org/country/thailand/freedom-world/2025.

ครอบครัวยุคใหม่ ถ้าการเมืองดี ผลสำรวจเยาวชน 2025 ลูก สวัสดิการเพื่อการมีบุตร เยาวชน เยาวชนกับการเมือง เยาวชนไทย ไม่อยากมีลูก

ภาพประกอบ: วนา ภูษิตาศัย

จบจากคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้หลงใหลในการออกแบบไม่น้อยไปกว่าการออกเดินทาง