พาณิชย์ผนึกเจ้าของสิทธิ-แพลตฟอร์ม ปิดเว็บละเมิด-ไลฟ์เถื่อน ขยายผลถึงเส้นทางการเงิน
กรมทรัพย์สินทางปัญญาผนึกเจ้าของสิทธิและแพลตฟอร์มออนไลน์ ยกระดับกลไกปราบละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนอินเทอร์เน็ต หลังตลาดอีคอมเมิร์ซไทยปี 2568 มีมูลค่าราว 1.13 ล้านล้านบาท ขณะที่ 7 เดือนแรกปี 2569 จับกุมคดีละเมิดออนไลน์ 140 คดี ยึดของกลาง 322,077 ชิ้น ความเสียหายกว่า 104 ล้านบาท พร้อมเดินหน้า 4 มาตรการหลัก ทั้ง Site Blocking เชื่อมข้อมูล IP ผ่าน API แบบ Real-Time รับรองร้านค้า “IP Verified” และขยายผลเส้นทางการเงินถึงเครือข่ายต้นทาง
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า การขยายตัวของเทคโนโลยีดิจิทัลและการค้าออนไลน์ทำให้รูปแบบธุรกิจและพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนแพลตฟอร์มออนไลน์มีรูปแบบซับซ้อนขึ้นและสามารถเข้าถึงผู้บริโภคจำนวนมากได้ในเวลาอันรวดเร็ว

ในปี 2568 ตลาดอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยมีมูลค่าประมาณ 3.55 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.13 ล้านล้านบาท ทำให้กรมต้องเร่งพัฒนากลไกความร่วมมือกับเจ้าของสิทธิและผู้ให้บริการแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อให้การป้องปรามและระงับการละเมิดสามารถดำเนินการได้รวดเร็วขึ้น
7 เดือนจับ 140 คดี ยึดของกลางกว่า 3.22 แสนชิ้น
ที่ผ่านมา กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้จัดทำบันทึกความเข้าใจ หรือ MOU กับผู้ให้บริการแพลตฟอร์มออนไลน์ และนำมาตรการ Notice and Takedown มาใช้ เพื่อแจ้งและระงับการจำหน่ายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาออกจากระบบ
พร้อมทำงานร่วมกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายเพื่อจับกุมและขยายผลไปยังผู้เกี่ยวข้องในเครือข่าย
ช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 ตั้งแต่มกราคม-กรกฎาคม สามารถจับกุมผู้กระทำผิดจากการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนช่องทางออนไลน์ได้ 140 คดี ยึดของกลางรวม 322,077 ชิ้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหาย 104,344,850 บาท และระงับการจำหน่ายสินค้าละเมิดบนแพลตฟอร์มออนไลน์ได้ 1,471 รายการ
ดัน 4 กลไกใหม่สกัดละเมิดออนไลน์
นางอรมนกล่าวว่า จากการหารือกับภาคเอกชนเจ้าของสิทธิและผู้ให้บริการแพลตฟอร์มออนไลน์ในช่วงกลางเดือนสิงหาคม 2569 ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่า รูปแบบการละเมิดมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นและซับซ้อนตามเทคโนโลยี จึงต้องพัฒนากลไกให้รวดเร็วและเชื่อมโยงข้อมูลมากขึ้น
แนวทางความร่วมมือสำคัญมี 4 ด้าน
ด้านแรก คือ การปิดกั้นเว็บไซต์ หรือ Site Blocking และการถ่ายทอดสด หรือ Live Streaming ที่มีเนื้อหาละเมิดลิขสิทธิ์ โดยกรมจะประสานกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อเร่งระงับการเผยแพร่หรือลบข้อมูลที่เข้าข่ายผิดกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา โดยเฉพาะภาพยนตร์ เพลง และเนื้อหาที่มีลิขสิทธิ์บนเว็บไซต์หรือโซเชียลมีเดีย
เชื่อมข้อมูล IP ผ่าน API แบบ Real-Time
ด้านที่สอง คือ การเชื่อมโยงข้อมูลทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างกรม กับแพลตฟอร์มออนไลน์แบบอัตโนมัติผ่าน API แบบ Real-Time
แพลตฟอร์มจะสามารถตรวจสอบข้อมูล เช่น เลขคำขอ ชื่อเจ้าของสิทธิ สถานะคำขอ และรายการสินค้า เพื่อนำไปใช้ประกอบการคัดกรองร้านค้าและสินค้าที่จำหน่ายบนระบบได้รวดเร็วขึ้น
เตรียมติดเครื่องหมาย “IP Verified”
ด้านที่สาม คือ การรับรองร้านค้าที่ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาอย่างถูกต้อง โดยเตรียมทำงานร่วมกับแพลตฟอร์มเพื่อติดเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ “IP Verified” ให้ร้านค้าที่ผ่านการตรวจสอบข้อมูลแล้ว
เป้าหมายคือให้ผู้บริโภคสามารถแยกร้านค้าที่ผ่านการตรวจสอบได้ง่ายขึ้น เพิ่มความเชื่อมั่นในการซื้อสินค้า และส่งเสริมผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจอย่างถูกกฎหมาย
ไล่เส้นเงินถึงผู้จัดหา-ผู้นำเข้า
ด้านที่สี่ คือ การยกระดับการดำเนินคดีและขยายผลเครือข่าย โดยประสานหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและหน่วยงานด้านการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้กระทำผิด
เป้าหมายคือขยายผลไปถึงผู้จัดหา ผู้นำเข้า ผู้รับผลประโยชน์ และเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อตัดวงจรการละเมิดตั้งแต่ต้นทาง
นางอรมนกล่าวว่า การทำงานร่วมกับเจ้าของสิทธิและแพลตฟอร์มออนไลน์อย่างใกล้ชิด จะช่วยยกระดับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาให้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่เอื้อต่อการทำธุรกิจและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย
กรมจะเดินหน้าประสานความร่วมมือกับทุกฝ่าย เพื่อยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาบนอินเทอร์เน็ตให้ทันต่อเทคโนโลยีและรูปแบบการละเมิดที่เปลี่ยนแปลง พร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค เจ้าของสิทธิ และผู้ประกอบการทั้งไทยและต่างประเทศ
ทั้งนี้ ประชาชนที่พบเห็นการกระทำเข้าข่ายละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา สามารถแจ้งเบาะแสต่อกองป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา กรมทรัพย์สินทางปัญญา โทร. 0-2547-4702 หรือสายด่วน 1368 รวมถึงแจ้งผ่านช่องทางของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่จัดทำ MOU กับกรม ได้แก่ Shopee, Lazada, TikTok Shop, LINE และ Nex Gen Commerce เพื่อให้ตรวจสอบและระงับการจำหน่ายได้อย่างทันท่วงที