“ประสิทธิ์” ชูแนวคิด “ตั้งฐานผลิตใกล้ตลาด” กระจายลงทุน จี้รัฐปรับนโยบายระยะยาว


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ กรรมการ รองประธานกรรมการบริหาร และประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์  กล่าวบนเวที “THAIRATH FORUM 2026 : THAILAND IN THE NEW GLOBAL ORDER” ซึ่งจัดโดยไทยรัฐกรุ๊ป เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ถึงแนวทางการดำเนินธุรกิจท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก สงครามการค้า และการเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลกว่า เครือเจริญโภคภัณฑ์ ให้ความสำคัญกับการกระจายความเสี่ยงและการสร้างความยืดหยุ่นของพอร์ตธุรกิจ เพื่อรองรับความผันผวนจากปัจจัยภายนอก

นายประสิทธิ์ กล่าวว่าเครือเจริญโภคภัณฑ์  มีโครงสร้างธุรกิจในลักษณะพอร์ตที่มีการกระจายความเสี่ยงและมีความสามารถในการรับมือกับความผันผวน โดยบริษัทมีการลงทุนโดยตรงทั้งในฟาร์มและโรงงานใน 17 ประเทศ และใช้ฐานการผลิตดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายการส่งออกไปยังประมาณ 40-50 ประเทศทั่วโลก

สำหรับยุทธศาสตร์การลงทุน บริษัทให้ความสำคัญกับภูมิภาคเอเชียเป็นหลัก เนื่องจากมีความคุ้นเคยกับตลาดและเข้าใจวัฒนธรรม รวมถึงรูปแบบการดำเนินธุรกิจ (Way of Working) ของแต่ละประเทศ ขณะเดียวกันยังมีการขยายพอร์ตไปยังยุโรป และอยู่ระหว่างการศึกษาโอกาสในภูมิภาคแอฟริกา เพื่อสร้างโอกาสการเติบโตจากตลาดใหม่

นายประสิทธิ์ กล่าวว่า ปัจจุบันโครงสร้างเศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากยุคโลกาภิวัตน์ (Globalization) ไปสู่ยุคการแบ่งแยกฝั่ง (Fragmentation) ซึ่งมาพร้อมกับความไม่แน่นอนในหลายด้าน ทั้งด้านการค้า ภูมิรัฐศาสตร์ และนโยบายระหว่างประเทศ ส่งผลให้หลายประเทศหันมาให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) และการพึ่งพาตนเองด้านอาหาร (Food Sufficiency) มากขึ้น

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้เครือเจริญโภคภัณฑ์  ปรับแนวทางการดำเนินธุรกิจจากการพึ่งพาการส่งออกหรือ Trading เพียงอย่างเดียว ไปสู่การสร้างฐานการผลิตในประเทศที่เข้าไปทำตลาด โดยใช้หลัก “ขายที่ไหน ไปตั้งฐานการผลิตที่นั่น” เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดแต่ละประเทศ และสร้างความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานในระยะยาว

หนึ่งในกรณีศึกษาที่เห็นได้ชัดคือซาอุดีอาระเบีย ซึ่งในอดีตต้องพึ่งพาการนำเข้าอาหารในระดับสูง แต่ได้พัฒนาระบบห่วงโซ่อุปทานด้านอาหารภายในประเทศ จนสามารถผลิตอาหารบางประเภทได้เพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศ และเริ่มมีศักยภาพในการส่งออกสินค้าบางประเภท เช่น กุ้งสด โดย เครือเจริญโภคภัณฑ์  เข้าไปมีส่วนร่วมในการลงทุนและดำเนินธุรกิจในส่วนดังกล่าว

นายประสิทธิ์ กล่าวว่า ตลาดเอเชียยังเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง เนื่องจากมีประชากรจำนวนมาก โดยเฉพาะประเทศอย่างฟิลิปปินส์และเวียดนาม ซึ่งเป็นตลาดที่มีโอกาสเติบโต ขณะที่ตลาดขนาดใหญ่และมีการแข่งขันสูง เช่น อินเดีย เริ่มมีความหนาแน่นมากขึ้น บริษัทจึงมองหาตลาดใหม่ที่มีโอกาสเติบโตในระยะต่อไป

สำหรับธุรกิจอาหาร การส่งออกถือเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเข้าสู่ตลาด แต่การสร้างความได้เปรียบในระยะยาวจำเป็นต้องมีฐานการผลิตในพื้นที่ที่เข้าไปทำตลาด โดยการมีธุรกิจในหลายประเทศยังเปิดโอกาสให้ เครือเจริญโภคภัณฑ์ สามารถนำองค์ความรู้ เทคโนโลยีการเลี้ยงสัตว์ และชีวเทคโนโลยี (Biotechnology) จากแต่ละประเทศมาผสมผสานและพัฒนาการดำเนินงานในภาพรวม

นายประสิทธิ์ กล่าวว่า ประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการพัฒนาเป็นศูนย์กลางสำนักงานใหญ่ (Headquarters Hub) ของบริษัทข้ามชาติ จากจุดแข็งด้านทำเลที่ตั้ง วัฒนธรรม และโครงสร้างพื้นฐาน หากภาครัฐสามารถออกแบบนโยบายส่งเสริมการลงทุนที่มีศักยภาพในการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะสิงคโปร์ จะช่วยเพิ่มโอกาสดึงดูดบริษัทชั้นนำระดับโลกเข้ามาตั้งสำนักงานใหญ่ในประเทศไทย

การดึงดูดบริษัทข้ามชาติเข้ามาในประเทศไม่ได้สร้างประโยชน์เฉพาะการลงทุนเท่านั้น แต่ยังมีโอกาสนำบุคลากรที่มีศักยภาพ เทคโนโลยี และห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) เข้ามาในประเทศเพิ่มเติม ซึ่งจะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย

อย่างไรก็ตาม นายประสิทธิ์มองว่า หนึ่งในข้อจำกัดสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจไทยคือการกำหนดนโยบายที่ให้น้ำหนักกับผลลัพธ์ระยะสั้น (Short-termism) มากเกินไป ขณะที่การพัฒนาเศรษฐกิจและการยกระดับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่ม SME จำเป็นต้องใช้เวลาและต้องอาศัยความต่อเนื่องของนโยบาย

การเปลี่ยนแปลงผู้นำและนโยบายของภาครัฐบ่อยครั้งอาจทำให้การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ระยะยาวขาดความต่อเนื่อง ซึ่งแตกต่างจากภาคเอกชนที่ต้องวางแผนการลงทุนและดำเนินธุรกิจในระยะยาว

สำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารในระยะต่อไป นายประสิทธิ์ กล่าวว่า จำเป็นต้องขับเคลื่อนผ่าน 3 เสาหลัก ได้แก่ 1. การรวมห่วงโซ่การผลิตอย่างครบวงจร (Fully Integrated System) โดยนำเทคโนโลยี AI, Data และ Robotics เข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน 2. การขยายตลาดสู่ระดับโลก (Global Market Navigation) และ 3. การพัฒนานวัตกรรมด้านโภชนาการอาหารและชีวเทคโนโลยี (Food Nutrition & Biotech)

ในส่วนของการพัฒนาคู่ค้า เครือเจริญโภคภัณฑ์ ดำเนินโครงการ “Partner to Go” และ “Quality Day Together” เพื่อสนับสนุนคู่ค้า SME กว่า 3,600 ราย ครอบคลุมทั้งการเสริมสภาพคล่องทางการเงิน การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตผ่านแนวทาง Lean Six Sigma การยกระดับมาตรฐาน ESG การลดฝุ่นและการใช้พลังงาน ตลอดจนการส่งเสริมความซื่อสัตย์สุจริตและการต่อต้านการทุจริต (Anti-Corruption) เพื่อยกระดับขีดความสามารถของคู่ค้าตลอดห่วงโซ่อุปทาน

นายประสิทธิ์ กล่าวว่า ภาครัฐควรปรับบทบาทจากการกำกับดูแลเพียงอย่างเดียวไปสู่การเป็นผู้เอื้ออำนวย (Facilitator) และทำหน้าที่ในลักษณะ Project Management Office (PMO) เพื่อผลักดันยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

สิ่งสำคัญคือภาครัฐต้องกำหนดลำดับความสำคัญ (Prioritization) ให้ชัดเจนว่า ประเทศไทยต้องการสร้างความเป็นเลิศในอุตสาหกรรมใดและต้องการแข่งขันในตลาดโลกด้านใด จากนั้นจึงกำหนดยุทธศาสตร์ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว พร้อมกำหนดตัวชี้วัด (KPI) ที่ชัดเจน และวิเคราะห์รวมถึงแก้ไขอุปสรรคเชิงโครงสร้างอย่างเป็นระบบ

ทั้งนี้ การสร้างความต่อเนื่องของนโยบายและการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานของภาครัฐจะมีส่วนสำคัญต่อการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและยกระดับ “Brand Thailand” ให้มีความน่าเชื่อถือและสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของระเบียบเศรษฐกิจโลกและการแข่งขันที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น