เปี่ยมสุข พร็อพเพอร์ตี้ จากวันที่ล้มละลาย แต่เหลือความซื่อสัตย์เป็นทุนก้อนสุดท้าย พลิกบริษัทคืนจากศูนย์ - เส้นทางเศรษฐี
ถ้าจะให้พูดถึงผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์อันเป็นที่รู้จักกันดีในย่านกรุงเทพฯ ตอนเหนือ นนทบุรี ปทุมธานี และกรุงเทพฯ ปริมณฑล คงต้องนึกถึงชื่อของ “เปี่ยมสุข พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์” ที่อยู่ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ขนาดกลาง (Medium-sized Developer) มานานกว่า 36 ปี และเน้นการเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป
ย้อนกลับไปกว่าสี่ห้าทศวรรษก่อน ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในนาม “กิจไพศาล” ถือกำเนิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างคนสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งคือคนถือครองที่ดินและเงินทุน อีกกลุ่มหนึ่งมีฝีมือและความรู้ด้านการก่อสร้าง
คุณบัญชา กุลไพศาลธรรม ได้เริ่มเข้าสู่วงการในฐานะผู้รับเหมาก่อสร้าง เป็นผู้ลงมือทำงานจริงตั้งแต่วันแรก นั่นคือจุดกำเนิดของบริษัทที่ยังคงดำเนินกิจการมาจนถึงปัจจุบัน และได้ขยับขยายกลายเป็นกลุ่มบริษัทในเครือ “เปี่ยมสุข โฮลดิ้ง คอมพะนี” ที่ถือหุ้นในธุรกิจหลากหลายแขนงในวันนี้
คุณบัญชามีลูกชาย 3 คน แบ่งหน้าที่กันดูแลอาณาจักรธุรกิจอย่างชัดเจน คุณกิติพงษ์ กุลไพศาลธรรม MANAGING DIRECTOR (ลูกชายคนโต) ดูแลด้านการเงิน บัญชี และฝ่ายบุคคล คุณภูภกร กุลไพศาลธรรม MANAGING DIRECTOR (ลูกชายคนกลาง) ดูแลด้านการก่อสร้าง ส่วนคุณปรีชา กุลไพศาลธรรม MANAGING DIRECTOR (ลูกชายคนเล็ก) ซึ่งเป็นตัวละครเอกของเรื่องราวนี้ รับผิดชอบด้านการตลาดและการขาย พร้อมทั้งร่วมดูแลงานด้านการเงินในบทบาทของ CFO
คุณปรีชา กุลไพศาลธรรม ตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท เปี่ยมสุข พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด และนายกสมาคมการค้าอสังหาริมทรัพย์นนทบุรี กล่าวตั้งแต่เริ่มว่า แม้ครอบครัวจะทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แต่ครอบครัวไม่ได้ร่ำรวยตั้งแต่ต้น คุณพ่อคุณแม่ผ่านความลำบากมาก่อน ลูกๆ จึงไม่ได้ถูกเลี้ยงมาเหมือนลูกคนรวย หากแต่ซึมซับการใช้ชีวิตปากกัดตีนถีบมาในระดับหนึ่ง และบางทีความรู้สึกนั้นเองที่กลายเป็นรากฐานสำคัญของความอดทนในวันข้างหน้า
จุดเริ่มเจ็บแรก คือ วิกฤตต้มยำกุ้ง
บททดสอบที่เปลี่ยนชีวิตทั้งครอบครัว เมื่อวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งในปี 2540 ครั้งนั้นธุรกิจของครอบครัวล้มละลายไปครั้งหนึ่ง หนี้สินท่วมตัว คุณพ่อแบกภาระหนี้มหาศาล ขณะที่คุณแม่เป็นผู้ค้ำประกันร่วม ทุกอย่างที่เคยมีถูกพรากไปแทบสิ้น
คุณปรีชา เล่าถึงช่วงเวลานั้นว่า เขาเพิ่งเรียนจบจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร (SIIT) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ด้วยวัยเพียง 24-25 ปี ขณะที่พี่ชายทั้งสองคนก็เพิ่งสำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศพอดี เป็นช่วงเวลาที่ทั้งสามพี่น้องต้องเผชิญกับการล้มละลายของบริษัทพ่อ จากที่เคยมีทุกอย่างกลับไม่เหลืออะไรเลย แม้แต่รถเบนซ์ที่เคยขับไปเรียนก็ถูกยึดไปหมด เหลือเพียงรถกระบะเก่า ๆ ให้ขับแทน
ตอนนั้นจึงต้องพูดคุยกันสามพี่น้องว่าจะเข้ามาช่วยเหลือบริษัทคุณพ่ออย่างไรได้บ้าง ในความมืดมิดยังมีแสงแห่งโอกาส เมื่อเจ้าหนี้ซึ่งเป็นนายทุนเริ่มมองเห็นว่าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์กำลังจะพลิกฟื้นกลับมา จึงเข้ามาทั้งทวงหนี้และปรึกษาหารือแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน นั่นคือจุดเริ่มต้นที่สามพี่น้องต้องก้าวเข้ามาบริหารธุรกิจของครอบครัวอย่างจริงจังเป็นครั้งแรก
แม้ไม่มีเงินทุนเหลือ มีเพียงหนี้สินเต็มบ่า แต่ความเชื่อใจที่คนรอบข้างยังมีให้นั้นเต็มเปี่ยม เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา คุณบัญชาทำธุรกิจด้วยหลักความซื่อสัตย์เป็น จนเป็นทุนทางสังคมที่มีค่ามากกว่าทุนทางการเงินเสียอีก
จากที่อยากใช้ชีวิตวัยรุ่น ต้องมากู้บริษัทของพ่อ
คุณปรีชาเล่าต่อว่า แม้จะเป็นลูกชายเจ้าของบริษัท แต่เขาเริ่มเรียนรู้งานตั้งแต่ระดับพื้นฐาน เขาเดินเข้าไปคลุกคลีกับพนักงานทีละคน ทีละกลุ่ม ใช้เวลาราวสองปีเต็มในการทำความเข้าใจระบบงานทั้งหมดขององค์กร ก่อนจะเริ่มเข้ามารับบทบาทบริหารอย่างเต็มตัว
และเมื่อมีพื้นฐานความเข้าใจในธุรกิจแล้ว จึงค่อยตัดสินใจศึกษาต่อในระดับปริญญาโท สาขาอสังหาริมทรัพย์โดยตรง ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อีกครั้ง เพื่อเสริมองค์ความรู้เชิงลึกให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
แต่ความมุ่งมั่นทั้งหมดนี้ไม่ใช่ความทะเยอทะยานส่วนตัว หากแต่เป็นความรักและความผูกพันในครอบครัว การได้เห็นความยากลำบากที่พ่อแม่เผชิญมา จุดประกายให้เกิดความรู้สึกว่า หากตนเองสามารถทำให้ครอบครัวมีชีวิตที่ดีขึ้น มีปัญหาน้อยลงได้ ก็เป็นสิ่งที่คุ้มค่าแก่การทุ่มเทอย่างเต็มที่ ความคิดเชิงบวกเช่นนี้เองที่กลายเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญตลอดเส้นทาง
ไม่กล้าเสี่ยง คือความเสี่ยงที่สูงกว่า
ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ผ่านทั้งช่วงขาขึ้นและขาลงมาตลอด โดยเฉพาะในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ตลาดเผชิญกับสิ่งที่เรียกได้ว่า “วิกฤตสินเชื่อ” อัตราการปฏิเสธสินเชื่อสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หนี้ครัวเรือนพุ่งสูง ทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินเชื่อบ้านและคอนโดมิเนียมได้ยากขึ้นต่อเนื่อง
ตัวเลขยอดโอนกรรมสิทธิ์บ้านและคอนโดในช่วงสามปีที่ผ่านมาลดลงเกือบ 40% โครงการที่เคยขายหมดภายในสามปีต้องใช้เวลาถึง 6-8 ปี ในการระบายสต็อก ซึ่งสต็อกสินค้าที่ค้างนานยิ่งทำให้ต้นทุนการดูแลโครงการเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ดีไซน์ก็เริ่มล้าสมัย เป็นโจทย์ที่หนักและยืดเยื้อยาวนาน
ท่ามกลางความท้าทายเหล่านี้ ปรัชญาการบริหารความเสี่ยงที่หล่อหลอมมาจากบทเรียนของวิกฤตต้มยำกุ้งกลับกลายเป็นเกราะป้องกันชั้นดี เนื่องจากบริษัทไม่เคยดำเนินนโยบายเชิงรุกอย่างสุดโต่ง ไม่เร่งเปิดโครงการจนต้องพึ่งพาเงินกู้มหาศาล เพราะเข้าใจดีว่ายิ่งใช้เงินทุนสูงเท่าใด ความเสี่ยงก็ยิ่งตามมามากเท่านั้น ด้วยแนวทางที่ระมัดระวังเช่นนี้ ทำให้ธุรกิจสามารถควบคุมตัวเองได้ดีแม้ในภาวะตลาดที่ผันผวน
แต่การระมัดระวังไม่ได้หมายความว่าจะหยุดนิ่งอยู่กับที่ ตรงกันข้าม ปรัชญาที่ยึดถือคือ “การไม่กล้าเสี่ยง ต่างหากคือความเสี่ยงที่สูงกว่า” จากจุดเริ่มต้นที่เชี่ยวชาญเฉพาะบ้านระดับราคา 3-4 ล้านบาท ธุรกิจค่อย ๆ ขยายตัวไปสู่ตลาดบนอย่างบ้านระดับ 10 กว่าล้านบาท ขยายพื้นที่จากจังหวัดนนทบุรีอันเป็นฐานที่มั่นเดิม ไปสู่ปทุมธานีและกรุงเทพมหานคร แตกไลน์ผลิตภัณฑ์จากบ้านเดี่ยวไปสู่คอนโดมิเนียมแบบ Low Rise และเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ ทุกการขยับล้วนเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป มีการคำนวณความเสี่ยงอยู่เสมอ และอยู่ในสัดส่วนที่สามารถควบคุมได้ทั้งสิ้น
ก้าวต่อไปของเปี่ยมสุข
ปัจจุบัน ธุรกิจครอบคลุมพื้นที่หลักสามจังหวัด ได้แก่ นนทบุรี ปทุมธานี และกรุงเทพมหานคร ในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน ครอบคลุมสามเซกเมนต์หลัก ตั้งแต่ระดับราคาต่ำกว่า 4 ล้านบาท ระดับ 4-10 ล้านบาท ไปจนถึงระดับ 20-40 ล้านบาท และยังคงมองหาโอกาสในพื้นที่ใหม่ ๆ อย่างสมุทรปราการ บางนา และแม้แต่เขาใหญ่ โดยยึดหลักการเลือกทำเลจากศักยภาพด้านการคมนาคมขนส่งเป็นสำคัญ เพราะเชื่อว่าเส้นทางคมนาคมคือปัจจัยที่จะเปิดพื้นที่ใหม่ให้กลายเป็นทำเลทองในอนาคต
นอกจากนี้ ยังเริ่มมองหาโอกาสใหม่ในตลาดบ้านมือสอง ซึ่งกำลังเติบโตสวนทางกับตลาดบ้านมือหนึ่งที่หดตัวลง สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัวและมองเห็นโอกาสท่ามกลางวิกฤต
สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือ ทัศนคติต่อการนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งมีผู้คนจำนวนมากตั้งคำถามอยู่เสมอ คำตอบที่ได้รับกลับสะท้อนปรัชญาชีวิตที่ลึกซึ้ง คุณปรีชาบอกกับเราว่า การเข้าตลาดหลักทรัพย์ไม่ใช่เป้าหมายสูงสุดของบริษัทนี้ หากแต่คือการทำงานอย่างมีความสุข การสร้างผลกำไรอย่างต่อเนื่อง ความสำเร็จไม่ได้วัดจากการเป็นบริษัทมหาชนติดอันดับต้น ๆ แต่วัดจากความสามารถในการสร้างสินค้าและบริการที่ดี พร้อมกับการมีเวลาให้ครอบครัวและคุณภาพชีวิตที่สมดุล เพราะการเติบโตอย่างรวดเร็วบางครั้งต้องแลกมาด้วยคุณภาพชีวิตของผู้บริหารเองที่สูญเสียไป
ขยัน ซื่อสัตย์ ความรัก และวินัย
เมื่อถูกถามถึงหลักคิดที่หล่อหลอมชีวิต คำตอบไม่ได้มาจากทฤษฎีทางธุรกิจหรือหลักการบริหารที่ซับซ้อน แต่มาจากสิ่งที่พ่อแม่เคย “ทำ” ให้เห็นมากกว่าสิ่งที่พ่อแม่เคย “พูด” ให้ฟัง แม้ท่านจะไม่ได้มีการศึกษาสูง แต่สิ่งที่สอนผ่านการกระทำนั้นทรงคุณค่ายิ่งกว่าคำพูดสวยหรู
ประการแรกคือความขยันหมั่นเพียร ประการที่สองคือความซื่อสัตย์ ซึ่งพิสูจน์คุณค่าของมันอย่างชัดเจนที่สุดในช่วงหลังวิกฤตต้มยำกุ้ง เมื่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แทบทั้งหมดล้มหายตายจากไป มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่สามารถกลับมายืนได้อีกครั้ง และคำถามสำคัญคือ ในวันที่ไม่มีเงินเหลือ มีแต่หนี้สินล้นพ้นตัว อะไรคือสิ่งที่ทำให้เปี่ยมสุขกลับมาได้ ล้วนเป็นเพราะยังมีคนเชื่อมั่นในความซื่อสัตย์ของบริษัทนี้
ประการที่สามคือความสัมพันธ์ภายในครอบครัว ความรักและความผูกพันที่ปรารถนาจะเห็นคนในครอบครัวมีชีวิตที่ดีขึ้น สุดท้ายคือวินัยและความอดทน หากปราศจากสิ่งนี้ ไม่ว่าจะประกอบอาชีพใดก็ยากที่จะประสบความสำเร็จ
จากเด็กหนุ่มไร้ความฝัน สู่ผู้นำธุรกิจอสังหาฯ
เมื่อถูกถามถึงชีวิตวัยรุ่น สีหน้าที่ดูเคร่งเครียดตอนอธิบายเรื่องตลาดอสังหาฯ ก็ผ่อนคลายขึ้นอย่างมาก คุณปรีชา ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า เขาเองไม่เคยมีความฝันอันยิ่งใหญ่มาตั้งแต่ต้น สมัยเรียนก็เพียงเลือกเรียนวิศวกรรมศาสตร์เพราะรู้สึกว่าเท่ เมื่อเรียนจบก็เกือบจะไปทำงานเป็นวิศวกรที่ชลบุรี ด้วยความคิดง่าย ๆ แบบเด็กหนุ่มว่าได้มีเงินเดือน ได้ไปเที่ยวทะเล ไม่ได้มีวิสัยทัศน์อันยิ่งใหญ่ในการมาบริหารธุรกิจขนาดนี้แต่อย่างใด
แต่ชีวิตกลับพลิกผัน จากวันที่เคยขับรถเบนซ์ไปเรียน สู่วันที่ทุกอย่างถูกยึดไปจนเหลือเพียงรถกระบะเก่า ๆ ทว่าท่ามกลางความสูญเสียนั้น กลับไม่รู้สึกแย่ ด้วยความเป็นคนมองโลกในแง่ดี จึงยังคงมีความสุขได้กับสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิต อย่างการได้กินข้าวกะเพราอร่อย ๆ หรือก๋วยเตี๋ยวราคาถูกร้านโปรด นี่คือทัศนคติที่ทำให้สามารถผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดมาได้
จะสุขภาพหรือธุรกิจก็ต้องแข็งแรงไว้ก่อน
เรื่องราวของเปี่ยมสุข พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ ไม่ใช่เพียงเรื่องราวความสำเร็จทางธุรกิจ หากแต่เป็นบทเรียนอันล้ำค่าเกี่ยวกับการล้มแล้วลุก การเรียนรู้จากความผิดพลาดในอดีต และการนำบทเรียนนั้นมาเป็นเข็มทิศนำทางสู่อนาคต
ดังคำที่คุณปรีชากล่าวในตอนท้ายไว้อย่างน่าประทับใจว่า ในวันที่วิกฤตมาเยือน ทุกคนล้วนอ่อนแอลงเหมือนเชื้อโรคที่แผ่ระบาด สิ่งที่ต้องทำไม่ใช่การตื่นตระหนก แต่คือการดูแลรักษาสุขภาพขององค์กรให้แข็งแรงอยู่เสมอ เพราะเมื่อวันหนึ่งที่โอกาสมาถึง ผู้ที่แข็งแรงกว่าจะสามารถก้าวไปข้างหน้าได้เร็วกว่าคนอื่นเสมอ
นี่คือบทพิสูจน์ว่า ความสำเร็จที่ยั่งยืนไม่ได้เกิดจากการไล่ล่าความยิ่งใหญ่อย่างไม่ลืมหูลืมตา แต่เกิดจากความซื่อสัตย์ ขยันอดทน ความรักในครอบครัว และการบริหารความเสี่ยงอย่างมีสติ ทีละก้าวอย่างมั่นคง
Tags
Related Posts
ถ้าจะให้พูดถึงผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์อันเป็นที่รู้จักกันดีในย่านกรุงเทพฯ ตอนเหนือ นนทบุรี ปทุมธานี และกรุงเทพฯ ปริมณฑล คงต้องนึกถึงชื่อของ “เปี่ยมสุข พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์” ที่อยู่ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ขนาดกลาง (Medium-sized Developer) มานานกว่า 36 ปี และเน้นการเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป ย้อนกลับไปกว่าสี่ห้าทศวรรษก่อน ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในนาม “กิจไพศาล” ถือกำเนิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างคนสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งคือคนถือครองที่ดินและเงินทุน อีกกลุ่มหนึ่งมีฝีมือและความรู้ด้านการก่อสร้าง คุณบัญชา กุลไพศาลธรรม ได้เริ่มเข้าสู่วงการในฐานะผู้รับเหมาก่อสร้าง เป็นผู้ลงมือทำงานจริงตั้งแต่วันแรก นั่นคือจุดกำเนิดของบริษัทที่ยังคงดำเนินกิจการมาจนถึงปัจจุบัน และได้ขยับขยายกลายเป็นกลุ่มบริษัทในเครือ “เปี่ยมสุข โฮลดิ้ง คอมพะนี” ที่ถือหุ้นในธุรกิจหลากหลายแขนงในวันนี้ คุณบัญชามีลูกชาย 3 คน แบ่งหน้าที่กันดูแลอาณาจักรธุรกิจอย่างชัดเจน คุณกิติพงษ์ กุลไพศาลธรรม MANAGING DIRECTOR (ลูกชายคนโต) ดูแลด้านการเงิน บัญชี และฝ่ายบุคคล คุณภูภกร กุลไพศาลธรรม MANAGING DIRECTOR (ลูกชายคนกลาง) ดูแลด้านการก่อสร้าง ส่วนค
13 กรกฎาคม 2569
วัยเกษียณ ไม่ใช่อุปสรรคของการเริ่มต้นใหม่ แต่เป็นโอกาสให้เราได้ค้นพบทั้ง “ความสุข” และ “เป้าหมายชีวิต” จากอาชีพใหม่ที่ทำด้วยความตั้งใจ เช่นเรื่องราวของ คุณดามพ์ ภูมิจิตร และ คุณพิม-ศิริเพ็ญ ปรุงวนิชศิริ คู่รักวัยเกษียณ ที่เปลี่ยนบ้านเป็นคาเฟ่เล็กๆ “Dough A Lot” เสิร์ฟเบเกิลและเพรทเซลโฮมเมด พร้อมเครื่องดื่มรสชาติเข้มข้น จนกลายเป็นร้านโปรดของลูกค้าทุกช่วงวัย ในคอลัมน์ New Chapter เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จะพาไปพูดคุยกับคุณดามพ์และคุณพิม ถึงเรื่องราวของการเริ่มต้นอาชีพใหม่หลังวัยเกษียณ ที่พิสูจน์ว่า ชีวิตบทใหม่สามารถเริ่มต้นได้เสมอ ยุคเปลี่ยนผ่านของคนวงการโทรทัศน์ คุณดามพ์กับคุณพิม ทำงานในสถานีโทรทัศน์ที่เดียวกัน ผ่านทั้งยุครุ่งเรืองของวงการโทรทัศน์และยุคที่แข่งขันกันอย่างดุเดือด “สมัยก่อนถ้าเกิดทัน เมื่อไหร่ที่ฉายละครตอนจบ ถนนจะว่าง เพราะคนกลับบ้านมาดูโทรทัศน์ พอเป็นดิจิตอลทีวี มีคนกินเพิ่มประมาณ 21 คน พอมีแพลตฟอร์มเข้ามา คนกินมีเป็นร้อย แต่เค้กก้อนเท่าเดิม มันก็เลยทำให้ทุกอย่างค่อนข้างลำบากสำหรับวงการทีวี สำหรับสื่อสารมวลชน ก็คิดว่าเราคงจะคิดไม่ทันพวกเด็กๆ สมัยนี้แล้ว ขอเป็นคนดูดีกว่า เป็นค
13 กรกฎาคม 2569
แม้ SMEs จะเป็นหนึ่งในฟันเฟืองขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย มีจำนวนกว่า 3.2 ล้านราย คิดเป็น 99.5% ของธุรกิจทั้งหมด แต่ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยยังขาดโอกาสในการเข้าถึงบริการจึงเป็นที่มาของบทบาทใหม่ของ สสว. “The Growth Connector” ที่มุ่งเชื่อมโยง SMEs กับหน่วยงานพันธมิตร เพื่อสร้างโอกาสและเร่งการเติบโตของธุรกิจ ดร.ปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการสำนักงาน รักษาการแทนผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวว่า สสว. ทำงานร่วมกับ SMEs มายาวนาน 24 ปี แต่ที่ผ่านมายังเป็นการทำงาน “เชิงรับ” ส่งผลให้ผู้ประกอบการจำนวนมากยังไม่รู้จัก และพลาดโอกาสเข้าถึงบริการและสิทธิประโยชน์ต่างๆ ของ สสว. องค์กรจึงมุ่งเปลี่ยนทิศทางใหม่สู่การทำงานแบบ “เชิงรุก” ในบทบาท “The Growth Connector” โดยได้ยกนิทรรศการมาไว้กลางห้าง ในงาน “สสว. UNLOCK ปลดล็อกธุรกิจ SME ไทย” เพื่อเป็นสะพานเชื่อมโยงผู้ประกอบการให้เข้าถึงบริการจากภาครัฐ ทลายทุกอุปสรรค และสร้างการเติบโตให้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งเตรียมจัดงานต่อเนื่องใน 4 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ หาดใหญ่ ชลบุรี และขอนแก่น เพื่อเป็นพื้นที่สำหรับผู้ประกอบการทั่วประเทศได้
13 กรกฎาคม 2569
ปฏิเสธไม่ได้ว่าเทรนด์สายสุขภาพกำลังมาแรงมาก หลายปีมานี้ ทำไมคนหันมารักสุขภาพกัน ย้อนไปช่วง COVID-19 กำลังแพร่ระบาด คนหันมาออกกำลังกายกันมากขึ้น หรือที่เรียกว่า wellness (การดูแลสุขภาพแบบเชิงรุก) เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง เสริมภูมิคุ้มกัน และต้านโรคภัย จากผลสำรวจปี 2568 มีการออกกำลังกายได้รับความนิยมหลากหลายรูปแบบด้วยกัน หนึ่งในนั้นคือ การเดินเร็ว/วิ่ง คิดเป็น 68.40% ถือเป็นอันดับที่หนึ่งของการออกกำลังกายทุกรูปแบบ และยิ่งเป็นการวิ่งที่มีรางวัลล่อใจ วิ่งทีได้ทั้งแว่น ชานม ยันเบียร์ฟรี ขี้เกียจขนาดไหน ใครก็อยากออกไปวิ่งทั้งนั้น พาส่องกลยุทธ์การตลาดของแบรนด์ต่างๆ ที่ออกมาร่วมเกาะกระแส จัดแคมเปญ “วิ่งแลกรางวัล” เพื่อสนับสนุนให้คนออกมาวิ่งเพื่อสุขภาพ ไม่ว่าจะวิ่งแลกเลนส์แว่นตา แลกสิทธิ์รักษาสิวฟรี แลกนม 300CC หรือวิ่งแลกเบียร์ฟรีที่ญี่ปุ่น เริ่มจากในไทย แบรนด์ที่โดดเด่นในกระแสวิ่งแลกรางวัลครั้งนี้คือ ‘แว่นท็อปเจริญ’ ที่สร้างกระแสปลุกคนมาวิ่งทั้งเมือง โดยมีเงื่อนไขว่าต้องวิ่งให้ระยะทางครบ 3 กิโลเมตร หรือเดินให้ครบ 5,000 ก้าว เพื่อรับเลนส์สายตาตัดแสง หรือวิ่งให้ครบ 11 กิโลเมตร หรือเดินให้ครบ 19,
12 กรกฎาคม 2569
ภาพจำของแฟชั่นยุค 70s ที่วันนี้กำลังหวนกลับมาอีกครั้ง และกลายเป็นหนึ่งในเทรนด์ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในวงการแฟชั่นผู้ชาย นั่นคือ Micro-shorts หรือกางเกงขาสั้นจิ๋วที่สั้นกว่าที่เคย วงจรแฟชั่นวนกลับมาซ้ำๆ ถ้าแฟชั่นสอนอะไรเราได้บ้าง สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนที่สุดคือวงจรของมัน สไตล์เก่าที่เคยรุ่งเรืองแล้วเงียบหายไป มักจะกลับมาเสมอในรูปแบบใหม่ กางเกงขาสั้นจิ๋วสำหรับผู้ชายก็เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจน จากสนามกีฬาสู่ท้องถนน ในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 กางเกงขาสั้นเริ่มขยับตัวออกจากสนามกีฬามาสู่การแต่งกายลำลองทีละน้อย ในทศวรรษ 1930-1950 ผู้ชายมักใส่กางเกงขาสั้นเฉพาะตอนไปพักผ่อนตากอากาศเท่านั้น เพราะการสวมใส่ในที่สาธารณะยังถือเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความกล้าพอสมควร จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในยุค 60s-70s ซึ่งเป็นช่วงเวลาแห่งการปฏิวัติแฟชั่นอย่างแท้จริง ด้วยแรงบันดาลใจจากยุคอวกาศ วัสดุสังเคราะห์ใหม่ๆ และการปลดปล่อยจากค่านิยมอนุรักษนิยมของยุค 50s ทำให้กระโปรงสั้นของผู้หญิงและกางเกงขาสั้นจิ๋วของผู้ชายกลายเป็นสัญลักษณ์ของความอิสระและวัฒนธรรมต่อต้านกรอบสังคม และเป็นข้อพิสูจน์ว่าความเป็นชายไม่ได้วัดกันที่ความยาวขากาง
12 กรกฎาคม 2569
ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น การมีทักษะด้านไอทีจึงเป็นแต้มสำคัญที่ช่วยให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามามีอิทธิพลต่อทุกวงการ การพัฒนาความสามารถด้านนี้ตั้งแต่วัยเยาว์จึงเป็นเหมือนการสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับอนาคต และนี่คือเรื่องราวของ น้องจิณณ์ ยศสุนทร เด็กชายวัย 11 ปี ผู้มีพรสวรรค์และความมุ่งมั่นในการเขียนโค้ดจนสามารถสร้างรายได้และคว้าแชมป์มาแล้วหลายครั้ง เรื่องราวความสำเร็จนี้เริ่มต้นจากแรงสนับสนุนของ คุณพ่อจั๋ง-อนุตร ยศสุนทร เจ้าของช่อง Jinn Kode Code ที่เห็นแววในตัวลูกตั้งแต่ยังเล็ก เส้นทางของโปรแกรมเมอร์ตัวจิ๋ว จากคุณพ่อที่เรียนจบและทำงานด้านคอมพิวเตอร์โดยตรง ‘พ่อจั๋ง’ จึงมีโอกาสถ่ายทอดความรู้และทักษะการเขียนโปรแกรมให้กับลูกชายตั้งแต่ยังเด็ก โดยเขาได้มีการปูพื้นฐานด้านคอมพิวเตอร์ให้กับน้องจิณณ์ได้เรียนรู้ เขาเล่าว่า ตั้งแต่น้องจิณณ์อายุ 3-4 ขวบ ก็เริ่มให้เล่นเกม Puzzle หรือเกมที่ต้องใช้ความคิดแบบ Logic เพื่อฝึกความคิดเชิงตรรกะให้กับลูก ก่อนจะขยับสู่การทำ Block Coding ในวัย 4-5 ขวบ และเห็นว่าเมื่อได้ลองทำแล้วลูกช
11 กรกฎาคม 2569