ปรับประมาณการกำไรตลาดหุ้นไทยขึ้น แต่น้ำหนักไปที่กลุ่มพลังงาน

ปรับประมาณการกำไรตลาดหุ้นไทยขึ้น แต่น้ำหนักไปที่กลุ่มพลังงาน

ปรับประมาณการกำไรตลาดหุ้นไทยขึ้น
แต่น้ำหนักไปที่กลุ่มพลังงาน

บทความนี้อ้างอิงบทวิเคราะห์ของฝ่ายวิจัย บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) ฉบับวันที่ 18 กรกฎาคม 2569 ซึ่งสรุปผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนไทยในไตรมาส 2/2569 (2Q69) ที่เติบโตเด่นทั้ง YoY และ QoQ อย่างไรก็ตาม กำไรที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่มาจากกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี ซึ่งได้อานิสงส์จากสงครามในตะวันออกกลางที่ทำให้อุปทานพลังงานตึงตัวและราคาพลังงาน-ปิโตรเคมีปรับขึ้น ขณะที่การปรับประมาณการกำไรปี 2569-70 ของนักวิเคราะห์ก็มีน้ำหนักไปทางกลุ่มนี้เช่นกัน บทความนี้จะวิเคราะห์ผลของการปรับประมาณการที่ไม่สมดุลดังกล่าวต่อภาพการลงทุนในตลาดหุ้นไทยช่วงครึ่งปีหลัง 2569 (2H69)

กำไรรวมโต แต่กระจุกที่พลังงาน กำไรสุทธิรวมของบริษัทจดทะเบียนไทย (รวมทั้ง SET index และ Mai index) ใน 2Q69 อยู่ที่ 3.91 แสนล้านบาท เติบโต 14% YoY และ 12.5% QoQ อย่างไรก็ดี กำไรที่เติบโตเด่นนี้ส่วนใหญ่เป็นผลจากกำไรของหุ้นกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีที่โตขึ้นถึง 48% ทั้ง YoY และ QoQ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ-อิหร่าน ซึ่งส่งผลให้ช่องทางการขนส่งน้ำมันหลักของโลกอย่างช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด และโครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในหลายพื้นที่ของตะวันออกกลางได้รับความเสียหายจากการโจมตี ทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกระหว่าง 2Q69 พุ่งขึ้นทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล นับเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่สงครามรัสเซีย-ยูเครนในปี 2565 อุปทานน้ำมันโลกที่ตึงตัวยังส่งผลต่อเนื่องไปถึงต้นทุนวัตถุดิบสำหรับผลิตปิโตรเคมี ทำให้ทั้งค่าการกลั่นและสเปรดปิโตรเคมี (ส่วนต่างระหว่างราคาขายและต้นทุนวัตถุดิบ) ปรับขึ้นทำสถิติใหม่เช่นกัน เมื่อลองถอดกำไรสุทธิของหุ้นกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีออกจากการคำนวณ จะพบว่ากำไรสุทธิรวมของบริษัทจดทะเบียน (ไม่รวมกลุ่มพลังงาน-ปิโตรเคมี) จะลดลงเหลือเพียง 2.38 แสนล้านบาท หรือหดตัวลง 0.9% YoY และ 2.6% QoQ ภาพที่แท้จริงจึงสะท้อนว่ากำไรของบริษัทจดทะเบียนไทยใน 2Q69 เติบโตเด่นจากกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีเป็นหลัก ขณะที่กำไรของอุตสาหกรรมอื่นๆ ในภาพรวมยังคงชะลอตัวอยู่ ทั้งนี้ ต้องยอมรับด้วยว่าการชะลอตัว YoY ของกำไรกลุ่มอื่นส่วนหนึ่งเป็นผลจากฐานกำไรที่สูงผิดปกติในปีก่อน จากการบันทึกกำไรพิเศษก้อนใหญ่ของหุ้น GULF ใน 2Q68 ราว 5.6 หมื่นล้านบาท

หุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ขนส่ง และธนาคาร กำไรดีกว่าคาด ฝ่ายวิจัยได้เปรียบเทียบผลประกอบการจริงของบริษัทจดทะเบียนใน 2Q69 กับประมาณการที่เคยคาดการณ์ไว้ จากหุ้นทั้งหมด 96 ตัวที่ฝ่ายวิจัยติดตาม ซึ่งมีมูลค่าตลาดรวมคิดเป็นราว 80% ของตลาดหุ้นไทย พบว่า 40% ของหุ้นที่ศึกษามีผลประกอบการดีกว่าคาด 41% เป็นไปตามคาด และอีก 20% ต่ำกว่าคาด โดยกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ขนส่ง และธนาคาร เป็นกลุ่มที่รายงานผลการดำเนินงานออกมาดีกว่าคาดมากที่สุด ผมประเมินว่าแนวโน้มผลการดำเนินงานของหุ้นทั้ง 3 กลุ่มนี้จะยังดีต่อเนื่องใน 3Q69 โดยกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ยังได้รับอานิสงส์จากความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องทั่วโลก กลุ่มขนส่งคาดว่าจะได้อานิสงส์จากการท่องเที่ยวในประเทศไทยที่ฟื้นตัวต่อเนื่องในช่วง 3Q-4Q69 ขณะที่กลุ่มธนาคารพาณิชย์เริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของอัตราการเติบโตสินเชื่อ หลังจากที่ธนาคารพาณิชย์ไทยชะลอการปล่อยสินเชื่อใหม่มาต่อเนื่องหลายปี ส่งผลให้สภาพคล่องในระบบเพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่ไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นอีกปัจจัยหนุนตัวเลขการเติบโตของ GDP ไทยในปีนี้ด้วย

โมเมนตัมปรับประมาณการกำไรอาจกำลังใกล้จุดสูงสุด กระแสการปรับเพิ่มประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียนไทยรอบใหม่เริ่มขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคม 2569 นำโดยกลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมี หลังนักวิเคราะห์ทยอยปรับเพิ่มประมาณการกำไรของหุ้นพลังงานปลายน้ำ เมื่อมีข้อมูลมากขึ้นว่าการแทรกแซงค่าการกลั่น (GRM) ของภาครัฐส่งผลกระทบในวงจำกัดกว่าที่ตลาดเคยกังวล อย่างไรก็ตาม เมื่อมองไปข้างหน้า ฝ่ายวิจัยประเมินว่าโมเมนตัมการปรับเพิ่มประมาณการกำไรรอบนี้กำลังใกล้จุดสูงสุดแล้ว และน่าจะเริ่มทรงตัวในช่วงที่เหลือของปี ประเด็นสำคัญที่นักลงทุนควรพิจารณาเพิ่มเติมคือ หุ้นกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีที่ถูกปรับประมาณการกำไรขึ้นมามากนั้น โดยธรรมชาติแล้วเป็นหุ้นสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) ที่ผลการดำเนินงานมีความผันผวนสูงตามราคาพลังงานและปิโตรเคมีในตลาดโลก ดังนั้น หากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางมีสัญญาณเปลี่ยนแปลงหรือผ่อนคลายลง จนทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวลง ประมาณการกำไรของกลุ่มนี้ก็มีโอกาสถูกปรับลดกลับลงมาได้เช่นกัน ซึ่งจะทำให้ทิศทางกำไรตลาดโดยรวมผันผวนตามไปด้วย

เป้าดัชนี SET ยังท้าทาย แนะเลือกลงทุนรายกลุ่ม ล่าสุด กำไรต่อหุ้น (EPS) ของดัชนี SET index บน KGI universe ถูกปรับขึ้นเป็น 123 บาท หรือปรับขึ้นราว 6% เทียบกับ ณ สิ้นเดือนมิถุนายน หากใช้ระดับเป้าหมาย PE ratio ที่ 14.8 เท่า (-0.5 SD ของค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี) ซึ่งเป็นระดับ PE เดิมที่ใช้ในการประเมิน จะได้เป้าหมายดัชนี SET index ที่ 1,820 จุด อย่างไรก็ดี ประเด็นที่นักลงทุนต้องพิจารณาเพิ่มเติมคือ Valuation หรือ PE ratio ของหุ้นกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีนั้น โดยปกติแล้วมักต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด ด้วยความเป็นหุ้น Commodity ที่มีความผันผวนของผลการดำเนินงานสูงกว่า ดังนั้น เมื่อการปรับประมาณการกำไรรอบนี้มีน้ำหนักส่วนใหญ่กระจุกอยู่ที่หุ้นกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี กลไกของ PE ratio ในภาพรวมตลาดจึงอาจถูกกดลงมาด้วย ทำให้เป้าหมายดัชนีที่ 1,820 จุดยังคงเป็นเป้าหมายที่ท้าทายพอสมควร

ด้วยเหตุนี้ สำหรับกลยุทธ์การลงทุน ผมประเมินว่านักลงทุนควรเลือกลงทุนเป็นรายหุ้นรายกลุ่ม โดยเน้นกลุ่มที่มีแนวโน้มผลการดำเนินงานแข็งแกร่งต่อเนื่องใน 2H69-2570 มากกว่าการพิจารณาดัชนี SET index ในภาพรวมเพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตาม ผมยังคงมองว่าภาพรวมการลงทุนในตลาดหุ้นไทยยังคงน่าสนใจ ด้วยระดับ Dividend yield ที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะในหุ้นกลุ่มหลักอย่างกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ที่ Dividend yield เฉลี่ยยังสูงมากกว่า 5% ต่อปี นอกจากนี้ ยังคาดหวังเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่จะไหลเข้าประเทศไทยต่อเนื่อง โดยเฉพาะการลงทุนในอุตสาหกรรม Data center ซึ่งแม้อาจมีความล่าช้าไปบ้างจนถึงช่วงต้นปีหน้า แต่ยังเป็นปัจจัยหนุนภาพการลงทุนในระยะถัดไป