เจาะกลยุทธ์ ‘โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ’ จะสู้อย่างไร? เมื่อทุนต่างชาติรุกหนัก
นอกจากนี้ ไทยยังมีความก้าวหน้าทางการแพทย์อยู่ในระดับ Advance นำหน้าประเทศเพื่อนบ้านอย่างชัดเจน เห็นได้จากการมีคลินิกพิเศษเฉพาะทางด้านต่างๆ รวมถึงมีสัตวแพทย์เฉพาะทางที่พร้อมดูแลรักษาโรคที่ยากและมีความซับซ้อนสูง
ภาพที่เกิดขึ้น ‘สพ.ญ.กฤติกา ชัยสุพัฒนากุล’ ประธานกรรมการบริหาร โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ บอกว่า ส่งผลให้ธุรกิจโรงพยาบาลสัตว์ไทยเนื้อหอมอย่างยิ่ง และไม่เพียงทำให้ธุรกิจนี้แข่งขันดุเดือด ยังเป็นแรงดึงดูด ‘กลุ่มทุนต่างชาติ’ ทั้งสหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ และญี่ปุ่น สนใจเข้ามาลงทุนในไทยจำนวนมาก
อย่างโรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อเอง กลุ่มทุนต่างชาติยื่นข้อเสนอขอร่วมทุนและเยี่ยมชมกิจการแทบทุกเดือน โดยเป้าหมายของทุนเหล่านี้ คือ ต้องการเข้ามาลงทุนในผู้เล่นรายใหญ่ของไทย เพื่อให้ได้สิทธิ์ในการเป็นเจ้าของหลายสาขาพร้อมกันในคราวเดียว
“กลุ่มทุนต่างชาติจะใช้โมเดลอัดฉีดเงินทุนจำนวนมากให้แก่สัตวแพทย์กลุ่มหนึ่งเพื่อเปิดคลินิกหรือโรงพยาบาลสัตว์ พวกขาจะมีเป้าหมายชัดเจนว่า จะต้องเติบโตอย่างรวดเร็วภายในกี่ปี เพื่อที่จะขายกิจการต่อหรือนำเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์”
สำหรับทิศทางของโรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ ยืนยันที่จะยืนหยัดความเป็น ‘เจ้าของโดยคนไทย’ และหากจะหาพันธมิตรเรื่อง ‘เงินทุน’ ไม่ใช่ปัจจัยหลัก แต่จะเปิดในลักษณะของ Strategic Partner ที่สามารถนำเทคโนโลยี เครื่องมือ หรือองค์ความรู้ด้านการรักษาเชิงคลินิกเข้ามาช่วยพัฒนาระบบร่วมกัน

ก้าวต่อไปในวัย 33 ปี
โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ ก่อตั้งมานาน 33 ปี เป็นผู้บุกเบิกรายแรกในการเปิดให้บริการรักษาพยาบาลสัตว์ 24 ชั่วโมง ซึ่งก้าวต่อไป จะรักษาการเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป และวางเป้าหมายสูงสุดของการรักษา คือ Best Patient Outcome ซึ่งไม่ได้หมายถึงเพียงการรักษาให้ผ่านพ้น ภาวะเจ็บป่วย แต่ต้องสามารถคืนคุณภาพชีวิตที่ดีที่จับต้องได้จริงให้กับสัตว์เลี้ยง
เพราะปัจจุบันผู้บริโภคไม่ได้มองสัตว์เลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยง แต่มองเป็น ‘ลูก’ หรือ ‘คนในครอบครัว’มีการดูแลอย่างใกล้ชิดมาก เช่น นอนร่วมเตียงเดียวกัน เวลาไปทำงานที่ออฟฟิศจคอยเฝ้าดูผ่านกล้องวงจรปิด ฯลฯ
ที่สำคัญ คือ พร้อมเปย์ เพื่อให้เหล่าลูกรักสี่ขาอยู่ด้วยกันนานๆ และมีคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งในปี 2025 พบว่า ค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 56,000 บาท/ตัว/ปี สูงขึ้นจากปีก่อน 3.4%
นอกจากนี้ ทัศนคติต่อการรักษาของผู้เลี้ยงก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ที่มักสืบค้นข้อมูลโรคและการรักษาผ่าน Chat GPT มาก่อนเข้าพบสัตวแพทย์ และพร้อมจ่ายค่ารักษาทันที โดยข้อมูลจากของโรงพยาบาลทองหล่อ พบว่า
การรักษาแบบผู้ป่วยนอก (OPD) สุนัขอยู่ที่ครั้งละ 2500 บาท / แมว ครั้งละ 2,000 บาท
การรักษาแบบผู้ป่วยใน (IPD) สุนัขอยู่ที่ครั้งละ 10,000 บาท / แมว ครั้งละ 13,000 บาท

ส่วน 5 โรคหลักที่พบ ได้แก่
สุนัข : 1.โรคระบบทางเดินอาหาร 9.11%, 2. โรคผิวหนังและบาดแผล 7.93%, 3. โรคตา 4.39%, 4. โรคระบบทางเดินหายใจ 3.78% และ 5. โรคหู 3.06%
แมว : 1. โรคผิวหนังและบาดแผล 13.29%, 2. โรคระบบทางเดินอาหาร 12.01%, 3. โรคหัวใจ 6.32%, 4. โรคระบบทางเดินหายใจ 6.06% และ 5. โรคตา 5.23%
โดยการเดินหน้าสู่การเป็น Best Patient Outcome ของโรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อน จะมีทั้งในมิติของ Best Practice, Best Service และ Best Experience ตั้งแต่การรักษาที่มีมาตรฐาน การมีทีมผ่าตัดที่พร้อมให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ไปจนถึงการสร้างประสบการณ์ที่ดีตลอดเส้นทางการรักษา
รวมถึงลงทุนในศูนย์การรักษาเฉพาะทางและเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการดูแลโรคที่มีความซับซ้อน เช่น ศูนย์โรคตา และศูนย์เวชศาสตร์และการเคลื่อนไหวในสัตว์เลี้ยง (Ability Center) ฯลฯ
อีกส่วนที่สำคัญ คือ การพัฒนาบุคลากร โดยให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการพัฒนาสัตวแพทย์และพยาบาล เช่น มีการสนับสนุนทุนให้แพทย์ไปศึกษาต่อเฉพาะทางในต่างประเทศ อย่างการผ่าตัดต้อกระจกที่ประเทศเยอรมนี หรือการผ่าตัดหัวใจที่ประเทศจีน
ตั้งเป้ารายได้ 1,700 ล้านบาท
‘พูลเพิ่ม ทองเจริญพูลพร’ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ กล่าวว่า แม้เศรษฐกิจและกำลังซื้อในภาพรวมของไทยจะอยู่ในภาวะชะลอตัว แต่ผลการดำเนินงานของโรงพยาบาลทองหล่อนยังเติบโต โดยปี 2568 มีรายได้ประมาณ 1,300 ล้านบาท และปี 2569 ตั้งเป้ารายได้เพิ่มขึ้นเป็น 1,700 ล้านบาท
ปัจจุบันโรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ มีเครือข่ายในไทย 21 สาขา ปีนี้จะลงทุน 250 ล้านบาท สำหรับเปิด 2 สาขาใหม่ ได้แก่ บางนา และ ภูเก็ต-เกาะแก้ว รวมถึงปรับโฉมสาขาแรกอย่าง สาขาทองหล่อ และสาขาปิ่นเกล้า