ไม่เลือกข้าง แต่ต้องมี ‘ของ’ บนโต๊ะเจรจา? มองโจทย์ใหม่ไทยและอาเซียน เอาตัวรอดอย่างไรในโลก ‘วิกฤตซ้อนวิกฤต’

“ถ้าคุณไม่ได้อยู่บนโต๊ะเจรจา คุณก็จะกลายเป็นเมนูอาหารเสียเอง”

  • เมื่อ ‘ความไม่แน่นอน’ กลายเป็นความแน่นอนของโลก
  • เมื่อทุกมิติกลายเป็นพื้นที่แข่งขัน
  • จาก ‘ความร่วมมือที่กระจัดกระจาย’ สู่ภาวะ ‘วิกฤตซ้อนวิกฤต’
  • 3S: แรงกดดันเชิงโครงสร้างที่อาเซียนหลีกไม่พ้น
  • ไทยต้องมี ‘ของ’ บนโต๊ะ และรู้ว่าจะเล่นเกมนี้อย่างไร

คำกล่าวของ มาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา สะท้อนโจทย์ใหญ่ของประเทศมหาอำนาจระดับกลาง (Middle Power) ที่กำลังเผชิญ เมื่อการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจขยายตัวออกไปไกลกว่าสนามรบ ซึ่งรวมไปถึงมิติเศรษฐกิจ เทคโนโลยี พลังงาน ห่วงโซ่อุปทาน อวกาศ ไซเบอร์ ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ที่ล้วนกลายเป็นส่วนหนึ่งของเกมยุทธศาสตร์ต่อรองกันและกัน

สำหรับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นี่คืออีกหนึ่งความท้าทายสำคัญที่ภูมิภาคต้องรับมือ โดยเฉพาะในห้วงเวลาที่วิกฤตหลายด้านกำลังร้อยรัดเชื่อมโยงและส่งผลกระทบถึงกันมากขึ้น หรือภาวะ ‘วิกฤตซ้อนวิกฤต’ (Polycrisis)

ภายใต้บริบทเช่นนี้ คำถามที่ตามมา คือ โจทย์สำคัญของไทยคืออะไร ประเทศจะต้องสร้างขีดความสามารถใดขึ้นมาเพื่อเป็นอำนาจต่อรอง แล้วอาเซียนจะร่วมกันรักษาเสถียรภาพของภูมิภาคอย่างไร เพื่อไม่ให้ภูมิภาคกลายเป็นเพียงพื้นที่รองรับการแข่งขันและความขัดแย้งของผู้อื่น

THE STANDARD สรุปสาระสำคัญจากการเสวนาหัวข้อ Strategic Security Review: From Global Dynamics to Regional Security ภายในงาน Thailand Security Dialogue 2026 โดยมี พล.อ. ทรงวิทย์ หนุนภักดี อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด กองทัพไทย, รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร อดีตที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และ ศ.ดร.ควิก เชง-ชวี ศาสตราจารย์ประจำสถาบันมาเลเซียและนานาชาติศึกษา (IKMAS) มหาวิทยาลัยแห่งชาติมาเลเซีย (UKM) ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ขณะที่ ณัฏฐา โกมลวาทิน ผู้อำนวยการฝ่ายข่าว THE STANDARD เป็นผู้ดำเนินรายการ

เมื่อ ‘ความไม่แน่นอน’ กลายเป็นความแน่นอนของโลก

บนเวทีการเสวนา ณัฏฐาได้เปิดประเด็นอย่างแหลมคมว่า โลกในปัจจุบันกำลังเผชิญกับสภาวะที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ขั้วอำนาจต่างๆ แตกกระจาย การแข่งขันระหวางมหาอำนาจทวีความดุเดือดและรับมือได้ยากยิ่งขึ้น ทำให้ในห้วงเวลานี้ การตั้งคำถามสั้นๆ ว่า ‘เกิดอะไรขึ้นในโลก’ คงไม่เพียงพออีกต่อไป แต่ต้องขยับไปสู่คำถามที่ลึกลงไปว่า ปรากฏการณ์เหล่านั้นมีความหมายและส่งผลกระทบอย่างไรต่อภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เพื่อสะท้อนภาพความกังวลที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังวิกฤต เธอได้โยนคำถามสำคัญไปยังวิทยากรทั้งสามคนว่า ท่ามกลางภาพรวมความมั่นคงระดับโลกที่กำลังผันผวน อะไรคือสิ่งที่สร้างความกังวลใจจนทำให้พวกเขาถึงกับ ‘ข่มตาไม่หลับ’ ในตอนกลางคืน

ด้าน พล.อ.ทรงวิทย์ สะท้อนมุมมองในฐานะอดีตผู้นำทางทหารว่า สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือการแข่งขันในโลกพหุขั้ว โดยเฉพาะเมื่อแรงกระเพื่อมของการแข่งขันนั้นไหลทะลักเข้ามาถึงพื้นที่ผลประโยชน์ของประเทศไทย พร้อมอธิบายเพิ่มเติมว่า ภัยคุกคามที่มองเห็นล่วงหน้ายังพอมีเวลาให้เตรียมยุทธศาสตร์รับมือและป้องปรามได้ แต่สิ่งที่น่ากลัวคือ ‘ความประหลาดใจเชิงยุทธวิธี’ (Tactical Surprise) หรือเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน ซึ่งสามารถพลิกผันสถานการณ์ทั้งหมดให้เปลี่ยนไปอย่างฉับพลันในเวลาอันสั้น

ในขณะเดียวกัน รศ.ดร.ปณิธาน มองสถานการณ์นี้ผ่านแว่นตาของประวัติศาสตร์ โดยชี้ให้เห็นว่า แม้โลกวันนี้จะเต็มไปด้วยเหตุการณ์ที่เคลื่อนตัวอย่างรวดเร็วและรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งในอิหร่าน ยูเครน หรือแม้แต่กรณีของไทย-กัมพูชา

อย่างไรก็ตาม แท้จริงแล้ว สิ่งเหล่านี้เป็น ‘เกมเก่า’ ของการช่วงชิงอำนาจ ทว่าถูกขับเคลื่อนด้วยเครื่องมือและระดับความเร็วรูปแบบใหม่เท่านั้น โดยสิ่งสำคัญที่จะช่วยประคองสถานการณ์ไม่ให้เลวร้ายลงไปกว่านี้ คือ การเร่งสร้าง ‘ดุลยภาพ’ (Equilibrium) ระหว่างผู้เล่นทุกฝ่าย เพื่อหยุดยั้งไม่ให้การแข่งขันลุกลามไปสู่การปะทะกันแบบเต็มรูปแบบ

ทางด้าน ศ.ดร.ควิก ได้เลือกใช้คำว่า ‘ความไม่แน่นอน’ (Uncertainty) เป็นตัวแทนของภาพรวมสถานการณ์โลก พร้อมเน้นย้ำว่า ในยุคสมัยนี้ ความไม่แน่นอนคือความแน่นอนเพียงอย่างเดียวที่เกิดขึ้น

เขาย้ำว่า การแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ กับจีน จะไม่ใช่การขับเคี่ยวของมหาอำนาจครั้งแรกและครั้งสุดท้าย แต่จุดที่ทำให้สถานการณ์ปัจจุบันแตกต่างออกไป คือการที่ความเสี่ยงหลายมิติกำลังก่อตัวขึ้นพร้อมกันและร้อยรัดเชื่อมโยงถึงกันอย่างซับซ้อน

ด้วยเหตุนี้ ทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจจึงไม่อาจตั้งรับด้วยแนวคิดการเตรียมพร้อมแบบรับมือสถานการณ์เฉพาะหน้า แต่ต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์ไปสู่การเตรียมความพร้อมแบบ ‘Just in case’ (เผื่อไว้ในกรณีฉุกเฉิน) เพื่อรับมือกับวิกฤตที่พร้อมจะปะทุขึ้นได้ทุกเมื่อโดยไม่ทันตั้งตัว

เมื่อทุกมิติกลายเป็นพื้นที่แข่งขัน

พล.อ. ทรงวิทย์ชี้ว่า ทุกวันนี้ ประเทศมหาอำนาจขนาดกลาง อาจจะดำเนินยุทธศาสตร์ ‘การลู่ตามลม’ (Hedging) ได้ยากขึ้น โดยภาพที่เกิดขึ้นในระเบียบโลก คือ กำลังทหารและการป้องปรามกลับมามีบทบาทสำคัญ ขณะที่การพึ่งพากันทางเศรษฐกิจ (Economic Interdependence) ก็ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางยุทธศาสตร์มากขึ้น

ยิ่งไปกว่านั้น ตลาด เทคโนโลยี พลังงาน ทรัพยากร และจุดเชื่อมต่อสำคัญในห่วงโซ่อุปทาน ถูกนำใช้เพื่อสร้างแรงกดดันหรือเพิ่มอำนาจต่อรอง ขณะที่องค์การระหว่างประเทศอย่างสหประชาชาติและอาเซียนเองก็เผชิญข้อจำกัดในการสร้างฉันทามติ จนความร่วมมือแบบกลุ่มขนาดเล็ก (Minilateralism) มีบทบาทมากขึ้น

พล.อ. ทรงวิทย์ เรียกสถานการร์นี้ว่า ‘แรงบีบทางยุทธศาสตร์’ (Strategic Compression) ซึ่งเกิดจากการแข่งขันของมหาอำนาจที่แทรกซึมเข้าไปในแทบทุกมิติ จนประเทศขนาดเล็กและขนาดกลางมีพื้นที่ในการขยับตัวน้อยลง

เขายังชี้ว่า จุดเสี่ยงสงครามในอนาคตไม่ได้อยู่เพียงในทะเลจีนใต้ ช่องแคบไต้หวัน หรือคาบสมุทรเกาหลี แต่ยังรวมถึงอวกาศ สายเคเบิลใต้ทะเล เทคโนโลยีขั้นสูง และแร่ธาตุสำคัญ โดยยกตัวอย่างว่า สายเคเบิลใต้ทะเลเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล ขณะที่แร่หายากและแร่สำคัญเชื่อมโยงกับทั้งอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและการผลิตอาวุธ ทุกจุดในห่วงโซ่ตั้งแต่การขุด ขนส่ง แปรรูป ไปจนถึงการผลิต ซึ่งสามารถกลายเป็นพื้นที่แข่งขันทางยุทธศาสตร์ได้

ทรงวิทย์ยังย้ำว่า สงครามยุคใหม่ก็มีความซับซ้อนขึ้น เพราะมีการผสมผสานการรบแบบดั้งเดิมเข้ากับสงครามข้อมูลข่าวสาร สงครามการรับรู้ ไซเบอร์ และ AI ซึ่งช่วยให้ผู้เล่นที่มีทรัพยากรน้อยกว่าสามารถลดช่องว่างกับคู่แข่งรายใหญ่ได้เร็วขึ้น

ส่วน รศ.ดร.ปณิธานเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า ‘ความไม่สมมาตร’ (Asymmetry) โดยยกตัวอย่างว่า ยูเครนและกองกำลังพิทักษ์ประชาชน (PDF) ในเมียนมา เป็นตัวอย่างของผู้เล่นที่สามารถเรียนรู้ ปรับตัว และประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มขีดความสามารถได้เร็วกว่าที่หลายฝ่ายเคยประเมิน

จาก ‘ความร่วมมือที่กระจัดกระจาย’ สู่ภาวะ ‘วิกฤตซ้อนวิกฤต’

รศ.ดร.ปณิธานยังชี้ให้เห็นว่า ความท้าทายของโลกปัจจุบันไม่ได้อยู่แค่เพียงจำนวนวิกฤตที่เพิ่มสูงขึ้นเท่านั้น แต่วิกฤตเหล่านี้ยังเชื่อมโยงและสร้างผลกระทบถึงกันได้อย่างรวดเร็ว โดยเรียกสภาวะนี้ว่า ‘Fragmented Collaboration’ พร้อมยกตัวอย่างถึงองค์การระหว่างประเทศอย่าง WTO, NATO, UN และ ASEAN ที่กำลังเผชิญข้อจำกัดในการประสานงานและขับเคลื่อนมติร่วมกัน

ช่องว่างดังกล่าวยิ่งทวีความสำคัญ เพราะภัยคุกคามในปัจจุบันไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่หลังพรมแดนของประเทศใดประเทศหนึ่ง โดย รศ.ดร.ปณิธาน ได้ยกกรณีเครือข่ายสแกมเมอร์ที่เชื่อมโยงฐานปฏิบัติการตั้งแต่เมียนมา ไทย ไปจนถึงกัมพูชาเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน ซึ่งปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติสามารถลุกลามจนกลายเป็นชนวนกระทบกระทั่งต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้

เมื่อวิกฤตในมิติหนึ่งสามารถซ้อนทับและส่งต่อแรงกระแทกไปสู่อีกมิติหนึ่งได้อย่างง่ายดาย สถานการณ์จึงพัฒนาเข้าสู่ภาวะ ‘วิกฤตซ้อนวิกฤต’ (Polycrisis) ที่บีบบังคับให้ประเทศขนาดกลางอย่างไทย มีความจำเป็นต้องพึ่งพาความร่วมมือข้ามพรมแดนมากยิ่งขึ้น

3S: แรงกดดันเชิงโครงสร้างที่อาเซียนหลีกไม่พ้น

ส่วน ศ.ดร.ควิก เสนอกรอบ 3S เพื่ออธิบายสภาพแวดล้อมที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเผชิญ ได้แก่ แรงกดดันเชิงโครงสร้าง (Structural) การอยู่รอด (Survival) และความเป็นอิสระเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Autonomy)

  • Structural หมายถึง การแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ-จีนที่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวผู้นำคนใดคนหนึ่ง และมีแนวโน้มที่จะดำเนินต่อไปในระยะยาว อีกทั้งยังขยายขอบเขตจากมิติทางการทหารไปสู่โครงสร้างพื้นฐาน ความเชื่อมโยง AI และเทคโนโลยี
  • Survival คือความอยู่รอดของรัฐที่ไม่ได้จำกัดแค่การป้องกันการรุกรานทางทหาร แต่ครอบคลุมลึกไปถึงความมั่นคงทางเศรษฐกิจ อัตราภาษี มาตรการคว่ำบาตร และข้อจำกัดในการเข้าถึงเทคโนโลยี
  • Strategic Autonomy คือความสามารถของประเทศในการรักษาพื้นที่สำหรับการตัดสินใจของตัวเอง ท่ามกลางแรงกดดันที่บังคับให้เลือกข้างซึ่งเพิ่มสูงขึ้นทุกขณะ

สำหรับบทบาทของอาเซียนในการรับมือภาวะดังกล่าว ศ.ดร.ควิก ให้คำจำกัดความว่า ‘ยังไม่เพียงพอ แต่ก็ขาดไม่ได้’ (Insufficient, but indispensable) โดยแม้อาเซียนอาจไม่สามารถรับมือกับทุกปัญหาได้ด้วยตัวเอง แต่ก็ยังคงเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้ประเทศสมาชิกมีพื้นที่คุ้มกันทางยุทธศาสตร์ของตนเอง

เมื่อถูกถามว่า ยุทธศาสตร์ ‘ไม่เลือกข้าง’ ยังคงใช้ได้หรือไม่ ศ.ดร.ควิก มองว่ายุทธศาสตร์ลู่ตามลม (Hedging) ยังมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยประเทศไทยเองก็ถูกนักวิชาการประเมินว่าเป็นถึง ‘ปรมาจารย์ด้านการลู่ตามลม’ (Master Hedger) ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เขายกตัวอย่างว่า ไทยสามารถรักษาสถานะความเป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ ผ่านการฝึกความร่วมมือทางทหารอย่าง Cobra Gold ในขณะที่ก็ยังพัฒนาความร่วมมือทางทหารกับจีนมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมอธิบายว่า ยุทธศาสตร์ดังกล่าวเปรียบเสมือน ‘พฤติกรรมแสวงหาหลักประกันความเสี่ยง’ (Insurance-seeking behavior) เพราะประเทศขนาดกลางไม่สามารถสั่งให้สหรัฐฯ และจีนยุติการแข่งขันกันได้

ทั้งนี้ เป้าหมายสำคัญของยุทธศาสตร์ดังกล่าว คือ การกระจายความเสี่ยง เพื่อไม่ให้ประเทศต้องเผชิญทั้งความเสี่ยงจากการถูกพันธมิตรทอดทิ้ง (Risk of Abandonment) และความเสี่ยงจากการถูกดึงเข้าไปพัวพันกับความขัดแย้งของผู้อื่น (Risk of Entrapment)

นอกจากนี้ ศ.ดร.ควิก ยังเสนอหลักการอีกว่า ประเทศต่างๆ สามารถสร้างความร่วมมือกับหลายฝ่ายไปพร้อมกันโดยไม่จำเป็นต้องผูกมัดตนเองเข้ากับขั้วอำนาจใด หรือ ‘Alignment without Alliance’ ซึ่งเห็นได้ชัดจากกรณีของเวียดนามและอินโดนีเซีย ที่เดินหน้าขยายความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงกับหลายประเทศ โดยที่ยังคงสามารถรักษา Autonomy ของตัวเองไว้ได้อย่างเหนียวแน่น

ไทยต้องมี ‘ของ’ บนโต๊ะ และรู้ว่าจะเล่นเกมนี้อย่างไร

นอกจากนี้ ณัฏฐายังตั้งคำถามในช่วงท้ายของเวทีการเสวนาว่า ไทยสามารถใช้การฝึกร่วม Cobra Gold เป็นเครื่องมือต่อรองเรื่องภาษีกับสหรัฐฯ ได้หรือไม่ โดย พล.อ. ทรงวิทย์ มองว่า การคิดเช่นนั้นแคบเกินไป เพราะคุณค่าของ Cobra Gold อยู่ที่การยกระดับขีดความสามารถของไทย ทั้งด้านไซเบอร์ อวกาศ และเทคโนโลยีสงครามรูปแบบใหม่ ซึ่งควรถูกมองเป็น ‘สินทรัพย์ทางยุทธศาสตร์’ มากกว่าจะเป็นเพียงไพ่ต่อรองทางเศรษฐกิจ

เขาย้ำว่า ไม่ว่าไทยจะเลือกยุทธศาสตร์ใด อำนาจต่อรองจะเกิดขึ้นได้จริง ก็ต่อเมื่อประเทศมีขีดความสามาารถ และมีสิ่งที่มีมูลค่าพอจะนำไปวางบนโต๊ะเจรจา เช่น หากไทยต้องการเป็นศูนย์กลางด้าน AI ก็ต้องมีทั้งโครงสร้างพื้นฐาน ชิป เทคโนโลยี และกำลังคนรองรับ ขณะที่ข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์จะมีความหมาย ก็ต่อเมื่อไทยสามารถแปรเปลี่ยนให้เป็นศักยภาพที่ประเทศอื่นเห็นคุณค่าของการร่วมมือด้วย

ขณะเดียวกัน รศ.ดร.ปณิธานเตือนว่า ก่อนจะคิดถึงดุลยภาพในระดับมหาอำนาจ ไทยต้องจัดการความตึงเครียดไทย-กัมพูชาและวิกฤตเมียนมาให้ได้เสียก่อน เพราะหากพื้นที่รอบบ้านยังไร้เสถียรภาพ ไทยย่อมมีพื้นที่น้อยลงในการกำหนดสมการระดับภูมิภาค และยังเป็นบททดสอบสำคัญของความเป็นแกนกลางของอาเซียน (ASEAN Centrality)

ส่วน ศ.ดร.ควิกมองว่า ประเทศขนาดกลางไม่ควรฝากอนาคตไว้กับมหาอำนาจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ควรสร้างความสัมพันธ์กับหลายฝ่ายไปพร้อมกัน เพื่อรักษาพื้นที่ในการตัดสินใจของตัวเอง และลดความเสี่ยงหากมหาอำนาจฝ่ายหนึ่งเปลี่ยนนโยบายหรือเกิดความขัดแย้งขึ้น

ภาพ: กฤตพล วิทย์ว่องไว / THE STANDARD