ทางม้าลายไทย…ข้ามได้กี่โมง? เมื่อ “สิทธิในการข้ามถนน” ยังต้องแลกด้วยดวง [มีคลิป]

  1. หน้าหลัก 
  2. MGR Live 
  3. สกู๊ป 

ทางม้าลายไทย…ข้ามได้กี่โมง? เมื่อ “สิทธิในการข้ามถนน” ยังต้องแลกด้วยดวง [มีคลิป]

เผยแพร่: 19 ส.ค. 2569 12:14   ปรับปรุง: 19 ส.ค. 2569 12:14   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



4 ปีหลัง "หมอกระต่าย" รถยังไม่หยุดให้ข้าม 92-94% วิเคราะห์ช่องโหว่กฎหมายจราจร โทษปรับ 4,000 บาท โครงสร้างเมือง และ Safe System ตกแล้วแล้ว "สิทธิคนเดินเท้าไทย" มีอยู่จริงไหม?

“ทางม้าลาย” ถือเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของระบบคมนาคมในเมืองสมัยใหม่ โดยมีหน้าที่สำคัญ ในการคุ้มครองสิทธิและความปลอดภัยของคนเดินเท้า

อย่างไรก็ตาม ในบริบทของประเทศไทย แม้กฎหมายจะกำหนดให้ผู้ขับขี่ต้องหยุดรถเพื่อให้คนข้ามทางม้าลาย แต่ในทางปฏิบัติ คนเดินเท้าจำนวนมากยังคงรู้สึกไม่มั่นใจในการใช้พื้นที่ดังกล่าว

ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า ความปลอดภัยบนทางม้าลายในประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงปัญหาด้านพฤติกรรมส่วนบุคคล แต่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างของระบบคมนาคม การออกแบบเมือง การบังคับใช้กฎหมาย และวัฒนธรรมการใช้ถนนร่วมกัน

รายงานนี้มุ่งวิเคราะห์ปัญหาความปลอดภัยบนทางม้าลายในประเทศไทย ผ่านมุมมองด้านพฤติกรรมผู้ใช้ถนน มาตรการภาครัฐ และแนวคิดการออกแบบเมืองปลอดภัย

เพื่อสะท้อนให้เห็นว่า “สิทธิในการข้ามถนน” ของคนเดินเท้ายังไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริงอย่างสมบูรณ์ในสังคมไทย





** จุดเปลี่ยนสังคมไทย 4 ปีหลังกรณี “หมอกระต่าย” กับมาตรการจราจรยังไม่ตอบโจทย์ **


กรณีการเสียชีวิตของ พญ.วราลัคน์ สุภวัตรจริยากุล หรือ “หมอกระต่าย” เมื่อวันที่ 21 ม.ค.65 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้สังคมไทยกลับมาตระหนักถึงปัญหาความปลอดภัยของคนเดินเท้าอีกครั้ง

หลังเหตุการณ์ดังกล่าว หน่วยงานภาครัฐหลายแห่งได้ดำเนินมาตรการเพื่อยกระดับความปลอดภัยบริเวณทางม้าลาย

เช่น การทาสีพื้นทางม้าลายเป็นสีแดง, การติดตั้งปุ่มกดสัญญาณไฟ, การเพิ่ม Countdown Timer, การติดตั้งสัญญาณเสียงสำหรับผู้พิการทางสายตา และการรณรงค์ “หยุดรถให้คนข้าม”

มาตรการเหล่านี้สะท้อนถึงความพยายามของรัฐในการสร้างการรับรู้ด้านความปลอดภัยทางถนน

อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญคือ มาตรการดังกล่าวสามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้ใช้ถนน และสร้าง “ความรู้สึกปลอดภัย” ให้กับคนเดินเท้าได้จริงหรือไม่

ข้อมูลจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับมูลนิธิไทยโรดส์ ซึ่งสำรวจพฤติกรรมผู้ขับขี่บริเวณทางม้าลาย 24 จุดทั่วกรุงเทพฯ พบว่า อัตราการหยุดรถให้คนข้ามทางม้าลาย ยังอยู่ในระดับต่ำอย่างต่อเนื่อง

ปี 2564 รถหยุดให้คนข้ามเฉลี่ย 10%
ปี 2565 เพิ่มเป็น 11%
ปี 2566 อยู่ที่ 12%
ปี 2567 ลดลงเหลือเพียง 6–8%

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า รถมากกว่า 90% ยังคงขับผ่านทางม้าลายโดยไม่หยุด แม้จะมีการเพิ่มมาตรการด้านกายภาพ และการรณรงค์ทางสังคมแล้วก็ตาม

นอกจากนี้ ประชาชนจำนวนมากยังสะท้อนประสบการณ์ตรงว่า แม้สัญญาณไฟจะแสดงให้ข้ามได้ แต่ผู้ใช้ถนนยังคงต้องระมัดระวัง และตรวจสอบรถที่กำลังวิ่งเข้ามาหลายครั้งก่อนตัดสินใจข้าม

ปรากฏการณ์นี้แสดงให้เห็นว่า ในทางปฏิบัติ คนเดินเท้ายังไม่สามารถเชื่อมั่นต่อ “สิทธิบนทางม้าลาย” ได้อย่างแท้จริง


ทีมข่าวพูดคุยกับประชาชน Gen Y ที่ใช้ทางม้าลายในชีวิตประจำวัน หลายคนสะท้อนความรู้สึกตรงกันว่า แม้รู้ว่ารถ “ควรหยุด” แต่ไม่เคยมั่นใจว่ารถจะหยุดจริง

“ต่อให้ไฟเขียวขึ้น เราก็ยังต้องมองซ้ำอยู่ดี” นักศึกษามหาวิทยาลัย อายุ 22 ปี

“ทุกวันนี้ข้ามถนนเหมือนลุ้นเอา” พนักงานบริษัท อายุ 27 ปี

หลายคนยอมรับว่า เวลาข้ามถนน สิ่งที่พึ่งพาได้มากที่สุดไม่ใช่สัญญาณไฟหรือกฎหมาย แต่คือ “สติของตัวเอง”

บางคนเลือกเดินข้ามพร้อมกลุ่มใหญ่ เพราะเชื่อว่ารถจะมองเห็นได้ชัดกว่า บางคนเลือกวิ่ง หรือยอมเดินอ้อมไปใช้สะพานลอยแทน

ปัญหาสำคัญอาจไม่ใช่แค่อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นซ้ำ แต่คือการที่สังคมเริ่มมองความเสี่ยงบนทางม้าลายเป็นเรื่องปกติ





** ทางม้าลาย = กับดักมรณะ : ผู้ขับขี่อ้างสารพัด เมินจับปรับ กฎหมายไร้อำนาจ **


“กฎหมายจราจรใหม่” หลังการแก้ไขอัตราค่าปรับจราจรตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก ฉบับที่ 13 พ.ศ.2565 ผู้ขับขี่ที่ไม่หยุดรถให้คนข้ามทางม้าลาย

มีโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 4,000 บาท จากเดิมที่ปรับไม่เกิน 1,000 บาท และถูกตัดคะแนนใบขับขี่ทันที 1 คะแนน จากระบบคะแนนความประพฤติในการขับรถ

อย่างไรก็ตาม แม้บทลงโทษจะรุนแรงขึ้น แต่พฤติกรรมบนถนนกลับไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนนัก สิ่งนี้สะท้อนประเด็นสำคัญในทางสังคมศาสตร์ว่า

“การมีกฎหมาย” กับ “การทำให้คนเชื่อว่ากฎหมายเอาจริง” อาจเป็นคนละเรื่องกัน

พ.ต.อ.จามร ทองพรรณ รองผู้บังคับการตำรวจจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันเทคโนโลยี AI สามารถช่วยตรวจจับผู้กระทำผิดได้มากขึ้น

แต่ปัญหาหลักไม่ได้อยู่ที่ “การจับไม่ได้” หากอยู่ที่ “การบังคับใช้กฎหมายหลังการจับกุม” ผู้กระทำผิดจำนวนมากยังเพิกเฉยต่อใบสั่ง บางรายไม่มีใบอนุญาตขับขี่ หรือปล่อยคดีจนหมดอายุความ

ส่งผลให้บทลงโทษไม่สามารถสร้างแรงจูงใจให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อกฎหมายไม่สามารถสร้าง “ความยำเกรง” ต่อการกระทำผิดได้มากเพียงพอ ผู้ใช้ถนนจำนวนหนึ่งจึงยังไม่ตระหนักถึงความสำคัญของการหยุดรถให้คนเดินเท้า

สาเหตุของอุบัติเหตุหลายกรณีเกิดจาก การมองไม่เห็นคนข้าม, ระยะเบรกไม่พอ, จุดอับสายตา, รถจักรยานยนต์ขี่แทรกในเลนด้านใน

รองผู้บังคับการตำรวจจราจร กล่าวว่า อุบัติเหตุจำนวนไม่น้อยเกิดจากกรณีที่รถยนต์หยุดให้คนข้ามแล้ว แต่รถจักรยานยนต์ยังขี่แทรกผ่านด้วยความเร็ว

“คนข้ามไม่เห็นมอเตอร์ไซค์ มอเตอร์ไซค์ก็ไม่เห็นคนข้าม”


จากการศึกษาดูงานระบบการจัดการจราจรในหลายประเทศ พบว่าระบบเหล่านั้นมีรูปแบบที่น่าสนใจ โดยหลายประเทศได้พัฒนาการเชื่อมโยงระบบเทคโนโลยี เพื่อสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่

อาทิ การจัดทำฐานข้อมูลกลางและเชื่อมโยงการเก็บค่าปรับโดยตรงกับทะเบียนรถ ภาษีรถยนต์ หรือสิทธิการใช้รถ ซึ่งส่งผลให้ผู้ขับขี่ไม่กล้าฝ่าฝืนกฎหมาย

ต่างจากประเทศไทย แม้จะมีกล้องตรวจจับ หลักฐานภาพ และใบสั่ง แต่กระบวนการบังคับใช้กฎหมาย ยังมีช่องโหว่อยู่จำนวนมาก

อีกทั้งส่วนของการแลกเปลี่ยน ในเชิงระบบการทำงานของผู้ควบคุมทางกฎหมาย เจ้าหน้าที่ต่างประเทศจำนวนมาก รู้สึกประหลาดใจกับระบบใบสั่งของไทย ที่ผู้กระทำผิดเพิกเฉย ไม่ปฏิบัติตาม ไม่ชำระเงินค่าปรับ ตามกฎหมาย


“ต่างประเทศเขางงกันว่า ออกใบสั่งแล้วไม่จ่ายก็ได้เหรอ” รอง ผู้บังคับการจราจร (บก.จร.) กล่าว

แม้กฎหมายกำหนดให้คนเดินเท้ามีสิทธิ์บนทางม้าลาย แต่ยังจำเป็นต้องใช้ความระมัดระวังสูง ในสภาพการจราจรปัจจุบัน “ความไม่ประมาท” ยังเป็นสิ่งจำเป็น

และ แม้กฎหมายจราจรของไทยจะกำหนดบทลงโทษต่อผู้ที่ไม่หยุดรถให้คนข้ามทางม้าลาย แต่ประสิทธิภาพในการบังคับใช้ยังคงเป็นประเด็นสำคัญ





** ปัญหาเชิงโครงสร้าง : เมืองที่ออกแบบเพื่อรถมากกว่าคน **


นอกจากปัจจัยด้านพฤติกรรมและกฎหมายแล้ว นักวิชาการด้านความปลอดภัยทางถนนมองว่า ปัญหาสำคัญอีกประการหนึ่งคือ “การออกแบบโครงสร้างถนน”


รศ.ดร.กัณวีร์ กนิษฐพงศ์ ผู้จัดการศูนย์วิจัยอุบัติเหตุแห่งประเทศไทย (TARC) อธิบายว่า ถนนแต่ละประเภทควรมีรูปแบบทางข้ามที่แตกต่างกัน ทั้งในด้านจำนวนเลน ความเร็วรถ ระยะการมองเห็น และพื้นที่พักรอกลางถนน

อย่างไรก็ตาม หลายพื้นที่ในประเทศไทยยังใช้รูปแบบทางม้าลายมาตรฐานเดียวกัน แม้บริบทของถนนจะแตกต่างกันอย่างมาก

ในบางพื้นที่ คนเดินเท้าจำเป็นต้องข้ามถนนหลายเลนต่อเนื่องโดยไม่มีเกาะกลางพัก ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่การจราจรหนาแน่น

ประเด็นนี้สะท้อนว่า ปัญหาทางม้าลายในไทยไม่ได้เกิดจาก “พฤติกรรมผู้ใช้ถนน” เพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับการออกแบบเมืองที่ให้ความสำคัญกับ “ความคล่องตัวของรถ” มากกว่าความปลอดภัยของคนเดินเท้า

พื้นทางม้าลายสีแดงช่วยเพิ่มการมองเห็น และทำให้ผู้ขับขี่ชะลอรถมากขึ้นในบางกรณี แต่หากใช้วัสดุไม่ได้มาตรฐาน หรือไม่มีระบบกันลื่นรองรับ พื้นผิวดังกล่าวอาจกลายเป็นจุดเสี่ยง

โดยเฉพาะช่วงฝนตก “มันไม่ใช่แค่การทาสี แต่ต้องมีวัสดุกันลื่นร่วมด้วย” บางครั้งประเทศไทยอาจให้น้ำหนักกับ “สิ่งที่มองเห็นง่าย” มากกว่ามาตรการที่ช่วยลดอุบัติเหตุได้จริง

เช่น ทางข้ามยกสูง, เกาะกลางพักรอ, ระบบควบคุมความเร็ว, การออกแบบถนนให้รถชะลอโดยอัตโนมัติ







** ถอดบทเรียน "Safe System" ทางข้ามปลอดภัยลดความสูญเสีย **


หลายประเทศได้พัฒนาแนวคิด “Safe System” เพื่อออกแบบระบบคมนาคมที่ยอมรับว่า มนุษย์สามารถเกิดความผิดพลาดได้เสมอ ดังนั้นเป้าหมายสำคัญของระบบจึงไม่ใช่เพียงการลดอุบัติเหตุ แต่รวมถึงการลด “ความรุนแรง” ของอุบัติเหตุเมื่อเกิดขึ้น

ตัวอย่างมาตรการในต่างประเทศ ได้แก่

Puffin Crossing (เซนเซอร์ตรวจจับคนข้ามและปรับเวลาไฟเขียวอัตโนมัติ)

[Puffin Crossing (เซนเซอร์ตรวจจับคนข้ามและปรับเวลาไฟเขียวอัตโนมัติ)]
AI Smart Lighting AI (ส่องไฟตอนมีคนข้าม แก้ปัญหาคนขับมองไม่เห็นในเวลากลางคืน)

[AI Smart Lighting  AI (ส่องไฟตอนมีคนข้าม แก้ปัญหาคนขับมองไม่เห็นในเวลากลางคืน)]
3D Crosswalk (ลาย 3 มิติ หลอกสายตา บังคับให้รถชะลอโดยธรรมชาติ)

[3D Crosswalk (ลาย 3 มิติ หลอกสายตา บังคับให้รถชะลอโดยธรรมชาติ)]
Raised Crosswalk (ทางข้ามยกสูงและระบบควบคุมความเร็วในเขตเมือง)

[Raised Crosswalk (ทางข้ามยกสูงและระบบควบคุมความเร็วในเขตเมือง)]
แนวทางเหล่านี้สะท้อนว่า เมืองที่ปลอดภัยไม่ได้พึ่งพา “จิตสำนึก” ของผู้ใช้ถนนเพียงอย่างเดียว แต่ใช้การออกแบบระบบเพื่อลดโอกาสการสูญเสียตั้งแต่ต้นทาง

สำหรับทางม้าลายในประเทศไทยสะท้อนให้เห็นถึงข้อจำกัดของระบบคมนาคมเมืองในหลายมิติ ทั้งด้านพฤติกรรมผู้ใช้ถนน ประสิทธิภาพของกฎหมาย และการออกแบบโครงสร้างพื้นฐาน

แม้ภาครัฐจะมีความพยายามในการยกระดับมาตรการความปลอดภัย แต่ข้อมูลเชิงประจักษ์และประสบการณ์ของประชาชนยังแสดงให้เห็นว่า คนเดินเท้าจำนวนมากยังไม่สามารถรู้สึกปลอดภัย ในการใช้สิทธิบนทางม้าลายได้อย่างแท้จริง

ท้ายที่สุดแล้ว “ทางม้าลาย” อาจไม่ใช่เพียงเครื่องหมายบนพื้นถนน แต่เป็นตัวชี้วัดสำคัญว่า เมืองหนึ่งให้คุณค่ากับชีวิตของประชาชนมากเพียงใด หากประชาชนยังต้องอาศัยความระมัดระวังส่วนบุคคลเพื่อเอาชีวิตรอดบนถนน

นั่นอาจสะท้อนว่า ระบบคมนาคมดังกล่าวยังไม่สามารถทำให้ “สิทธิในการเดินทางอย่างปลอดภัย” กลายเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่เกิดขึ้นได้จริงในชีวิตประจำวัน


** รู้ไว้ วันที่จำเป็นต้องให้ "กฎหมายช่วย" **
การขับรถฝ่าฝืนไม่จอดให้คนข้ามทางม้าลายจนเกิดอุบัติเหตุ มีบทลงโทษครอบคลุมทั้งกฎหมายจราจร กฎหมายอาญา และความรับผิดทางแพ่ง ดังนี้

1. ความผิดตามกฎหมายจราจร (พ.ร.บ. จราจรทางบก) ไม่หยุดรถให้คนข้ามทางม้าลาย : มีโทษปรับไม่เกิน 4,000 บาท (ปรับปรุงใหม่ปี 2565)

และถูกตัดคะแนนความประพฤติในการขับขี่ทันที 1 คะแนนการแซงในระยะ 30 เมตรก่อนถึงทางม้าลาย: มีโทษปรับ 400 - 1,000 บาท

2. ความผิดทางอาญา (กรณีชนคนเจ็บหรือเสียชีวิต) หากขับรถชนคนบนทางม้าลาย จะถือเป็นการขับรถโดยประมาท ซึ่งมีโทษตามความร้ายแรงของผลที่เกิดขึ้น ดังนี้

กรณีบาดเจ็บสาหัส (มาตรา 300): จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

กรณีเสียชีวิต (มาตรา 291): ถือเป็นความผิดฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย มีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท

3. ความรับผิดทางแพ่ง (ค่าเสียหาย) ผู้ขับขี่ต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายหรือครอบครัวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ได้แก่

- ค่ารักษาพยาบาล : ทั้งในปัจจุบันและอนาคต

- ค่าขาดประโยชน์ทำมาหาได้ : กรณีต้องหยุดงานหรือทุพพลภาพ

- ค่าปลงศพและค่าขาดอุปการะ : ในกรณีที่ผู้เสียหายเสียชีวิตค่าเสียหายต่อทรัพย์สิน: เช่น เสื้อผ้า หรือของมีค่าที่เสียหายจากอุบัติเหตุ

- ข้อควรรู้ : การชนคนบนทางม้าลาย ผู้ขับขี่มักถูกสันนิษฐานว่าเป็นฝ่ายผิดเนื่องจากเป็นเขตปลอดภัยสำหรับคนเดินเท้า และหากหลบหนีไม่ให้ความช่วยเหลือจะมีโทษทางอาญาเพิ่มขึ้นอีกด้วย

ขอบคุณภาพและข้อมูล : สำนักข่าวอิศรา, สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ และ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)


** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **