ก.ก.ถ. = การกระจายอำนาจถูกจำกัดโดยกลไกราชการ
‘กระจายอำนาจ’ เป็นวาระทางการเมืองที่สำคัญ ที่จะช่วยให้กลไกภาครัฐสามารถตอบสนองความต้องการ แก้ปัญหาในชีวิตประจำวันของคนไทยทั้งประเทศได้ดีขึ้น
แต่ผ่านมา 29 ปีตั้งแต่ปี 2540 ที่การกระจายอำนาจได้กลายเป็นวาระแห่งชาติ ประเทศไทยก็ยังห่างไกลจากการกระจายอำนาจที่เราฝันถึง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ยังไม่ได้มีอำนาจในการแก้ปัญหาต่างๆ ได้อย่างที่คาดหวัง ไม่สามารถเป็น ‘การเมืองแห่งความหวัง’ ที่ประชาชนทุกหย่อมหญ้าจะให้ความสำคัญ และออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งเพื่อเรียกร้องในสิ่งที่ตัวเองต้องการ โดยผู้เลือกตั้งท้องถิ่นคิดเป็นสัดส่วนเพียงร้อยละประมาณ 50-60 ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งเท่านั้น เมื่อเทียบกับเลือกตั้งระดับชาติที่ผู้ออกมาใช้สิทธิสูงถึงประมาณร้อยละ 75 ของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
ความล่าช้าในกระบวนการกระจายอำนาจเป็นอีกภาพสะท้อนของความไร้ประสิทธิภาพในการดำเนินงานของระบบราชการ โดย ก.ก.ถ. เป็นหัวเรือของกลไกระบบราชการที่ผลักดันให้การกระจายอำนาจเกิดขึ้นได้จริงในภาคปฏิบัติ ความล่าช้าของการกระจายอำนาจก็เกิดขึ้นภายใต้กลไกการทำงานของ ก.ก.ถ. นี่เอง
ในบทความนี้พามาสำรวจกระบวนการทำงานของ ก.ก.ถ. อะไรเป็นอุปสรรคปัญหาที่ทำให้การกระจายอำนาจของไทยไม่ราบรื่นเสียที
เกือบ 3 ทศวรรษของการกระจายอำนาจ แต่ท้องถิ่นไทยยังขาดศักยภาพ
ตั้งแต่การกระจายอำนาจเป็นหนึ่งในวาระสำคัญที่ถูกบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 รัฐไทยก็เริ่มดำเนินการกระจายอำนาจผ่านการผลักดันพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในปี 2542[1] ซึ่งกำหนดให้มีแผนและองค์กรที่ทำหน้าที่ผลักดันการกระจายอำนาจให้เกิดขึ้นจริง
เหตุผลสำคัญที่มีการผลักดันให้เกิดการถ่ายโอนอำนาจจากรัฐส่วนกลางไปให้รัฐท้องถิ่นเป็นผู้ดูแล คือ รัฐท้องถิ่นอยู่ใกล้ชิดกับประชาชนและต้องรับผิดรับชอบต่อสารทุกข์สุขดิบของคนในพื้นที่ รัฐท้องถิ่นจึงน่าจะจัดทำบริการสาธารณะหรือหาวิธีแก้ปัญหาที่เหมาะสมกับคนในพื้นที่ได้ดีกว่า ในขณะที่รัฐส่วนกลางมักจัดทำบริการสาธารณะมาตรฐานเดียวใช้ทั่วประเทศ ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับบริบทในบางพื้นที่

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันผ่านมาเกือบ 30 ปีแล้ว แต่กระบวนการกระจายอำนาจยังไม่เสร็จสมบูรณ์ตามที่ฝันไว้ หน่วยงานท้องถิ่นของไทยกลับยังอ่อนแอ ไม่สามารถเป็นที่พึ่งให้กับประชาชนในพื้นที่ได้อย่างที่คาดหวัง ทุกวันนี้ท้องถิ่นยังไม่มีอำนาจเพียงพอสำหรับการบริหารสถานการณ์ในพื้นที่หลายเรื่อง อาทิ
- ไม่มีอำนาจกำกับสถานบริการและโรงแรม[2] ทั้งที่ท้องถิ่นมีความใกล้ชิดยืดหยุ่นดำเนินเรื่องใบอนุญาตได้สะดวกกว่า เข้าตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยได้ทันท่วงทีกว่า รับรู้การประกอบกิจการของคนในพื้นที่สามารถทำทะเบียนและจัดเก็บภาษีได้แม่นยำกว่า
- ไม่มีอำนาจกำกับโรงงาน[3] ทั้งที่ท้องถิ่น มีแรงจูงใจที่ต้องปกป้องคนในพื้นที่จากผลกระทบของโรงงาน (แลกกับคะแนนเสียง) เข้าใจบริบทผลกระทบจากการตั้งโรงงานในพื้นที่ได้ดีกว่า และสามารถเข้าควบคุมผลกระทบได้ทันท่วงที
- ไม่มีอำนาจจัดทำบริการขนส่งสาธารณะ ทั้งไม่มีอำนาจตั้งสถานีขนส่ง ไม่มีอำนาจกำหนดเส้นทางเดินรถ และไม่มีอำนาจอนุมัติสัมปทานเอกชน[4] ทั้งที่ท้องถิ่นเข้าใจพฤติกรรมการเดินทางของคนในพื้นที่มากกว่า สามารถออกแบบเส้นทางให้ตอบสนองต่อทิศทางการพัฒนาเมืองที่กำลังเกิดขึ้นได้ดีกว่า
ยิ่งไปกว่านั้น ท้องถิ่นยังมีงบประมาณไม่เพียงพอที่จะจัดทำบริการสาธารณะตามความต้องการของประชาชนได้

ภาพที่ 1: รายได้ อปท. เทียบกับรายได้รัฐบาล
ที่มา: International Monetary Fund (IMF) คำนวณโดย 101PUB
เมื่อเทียบกับต่างประเทศแล้ว ท้องถิ่นของไทยมีรายได้ที่ต่ำมากจนเป็นอีกปัจจัยที่ถ่วงรั้งทำให้ท้องถิ่นอ่อนแอขาดศักยภาพในการบริหารพื้นที่ หากคิดเฉลี่ยย้อนหลังไป 13 ปีรายได้ท้องถิ่นคิดเป็นประมาณร้อยละ 27.5 ของรายได้รัฐบาลกลางเท่านั้น ในขณะที่ประเทศที่ท้องถิ่นเข้มแข็งอย่าง ประเทศฟินแลนด์ ประเทศฝรั่งเศส รวมถึงประเทศอินโดนีเซียมีรายได้คิดเป็นประมาณร้อยละ 92, 60 และ 47 ของรายได้รัฐบาลกลาง[5]
ยิ่งไปกว่านั้น จากรายได้ท้องถิ่นทั้งหมด 751,827 ล้านบาท[6] เงินจำนวน 139,925 ล้านบาท[7] เป็นรายได้ที่เกิดจากการที่รัฐบาลส่วนกลางฝากงบมาให้ท้องถิ่นดำเนินการให้ เช่น เบี้ยคนชรา และเบี้ยคนพิการ ซึ่งเงินก้อนนี้ท้องถิ่นไม่มีอำนาจในการบริหารเลย ดังนั้น หากนับเฉพาะรายได้ที่ท้องถิ่นมีอำนาจในการบริหารได้เอง สัดส่วนที่แท้จริงจะเหลือเพียงร้อยละ 22 ของรายได้รัฐบาลเท่านั้น ยิ่งต่ำกว่าเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดไว้ที่ร้อยละ 35 ของรายได้ภาครัฐ[8] และไม่เพียงพอที่จะให้บริการสาธารณะขั้นพื้นฐานให้ประชาชนในพื้นที่ ซึ่งต้องมีอย่างน้อยร้อยละ 50 ของรายได้ภาครัฐ[9]
ท้องถิ่นไทยยังอ่อนแอเพราะกระจายอำนาจล่าช้าในทุกระดับ
‘กระบวนการกระจายอำนาจที่ล่าช้า’ เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ท้องถิ่นไทยยังอ่อนแอ
ในกระบวนการภาคปฏิบัติที่ทำให้เกิดการกระจายอำนาจของไทยนั้น จะเริ่มจากการจัดทำแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจที่จะกำหนดรายละเอียดเป้าหมายและยุทธศาสตร์การกระจายอำนาจ ก่อนที่จะดำเนินการร่างประกาศหรือแก้ไขกฎหมายที่จะเป็นเอกสารมอบอำนาจการทำงานให้ อปท. จริงๆ ตามที่กำหนดไว้ในแผนกระจายอำนาจ โดยมีคณะกรรมการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ก.ก.ถ.) เป็นหน่วยงานหลักที่ขับเคลื่อนกระบวนการต่างๆ[10]
ความล่าช้านั้นเกิดทั้งในขั้นตอนการจัดทำแผนกระจายอำนาจ และขั้นตอนร่างประกาศมอบอำนาจให้ อปท.

ในกระบวนการจัดทำแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจ ตามกฎหมายแล้วกำหนดให้แผนกระจายอำนาจต้องได้รับการทบทวนทุกๆ 5 ปี[11] เพื่อเป็นการประเมินผลการกระจายอำนาจตามแผนและปรับปรุงแก้ไขปัญหาที่ติดขัด พร้อมกับพิจารณาว่าทิศทางการกระจายอำนาจสอดคล้องกับสถานการณ์ที่ประเทศไทยต้องเผชิญในขณะนั้นหรือไม่ เพื่อกำหนดแนวทางการกระจายอำนาจเพิ่มเติมผ่านการผลักดันแผนฯ ฉบับใหม่
อย่างไรก็ตาม แผนกระจายอำนาจฯ ของไทยฉบับที่ใช้ในปัจจุบัน (ฉบับที่ 2) บังคับใช้มาต่อเนื่องกว่า 18 ปีแล้ว โดยใช้มาตั้งแต่ปี 2551 เนื่องจากแผนฯ ฉบับที่ 3 ยังไม่ประกาศบังคับใช้ การใช้แผนเดิมมาอย่างยาวนานโดยไม่เริ่มต้นแผนใหม่ทำให้เกิดสุญญากาศในการดำเนินงาน กล่าวคือกระบวนการกระจายอำนาจของไทยยังคงดำเนินการไปตามกรอบเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้เมื่อเกือบ 20 ปีที่แล้ว โดยที่ไม่มีการกำหนดภารกิจใหม่ๆ ที่ควรจะทำเพิ่มเติมให้ดำเนินการ[12]
แผนฯ ฉบับที่ 3 ประกาศล่าช้า ใช้เวลาจัดทำต่อเนื่องกว่า 16 ปีแล้ว เนื่องจากกระบวนการจัดทำมีความซับซ้อน ถูกสั่งแก้รายละเอียดหลายครั้งตามทิศทางทางการเมืองในขณะนั้น[13] โดย
- ปลายปี 2553 ก.ก.ถ. เริ่มตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาจัดทำร่างแผนและขั้นตอนกระจายอำนาจฉบับที่ 3[14]
- ปลายปี 2554 ภายหลังรับร่างจากอนุฯ ทาง ก.ก.ถ. เห็นว่ามีส่วนราชการหลายแห่งไม่เห็นด้วยกับการถ่ายโอนจึงเสนอให้ไปศึกษามาใหม่[15]
- ต้นปี 2555 ภายหลังรับร่างฉบับปรับปรุงจากอนุฯ ทาง ก.ก.ถ. เห็นชอบร่างฯ ฉบับที่ 3 แต่ให้นำข้อสังเกตกลับไปทบทวนอีกครั้ง และนำเสนอคณะรัฐมนตรี[16]
- กลางปี 2555 ก.ก.ถ. เห็นสมควรให้ทบทวนร่างแผนฯ ฉบับที่ 3 อีกครั้ง พร้อมทั้งตั้งอนุกรรมการเฉพาะกิจทบทวนการจัดทำแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจ โดยให้ใช้แผนฯ ฉบับที่ 2 ไปก่อน[17]
- ปลายปี 2556 ก.ก.ถ. เห็นชอบร่างแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจฉบับที่ 3[18] และนำเข้าสู่กระบวนการนำเสนอคณะรัฐมนตรี
- กลางปี 2558 เลขาธิการคณะรัฐมนตรี (วิษณุ เครืองาม) สั่งให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีนำข้อสังเกตของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปพิจารณาปรับแก้ร่างฯ ฉบับที่ 3 โดยรอความชัดเจนของแนวทางการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่นของสภาปฏิรูปแห่งชาติ[19]
- กลางปี 2559 ประธาน ก.ก.ถ. (วิษณุ เครืองาม) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการทบทวนและจัดทำร่างแผนการกระจายอำนาจให้แก่ อปท. และแผนปฏิบัติการกำหนดขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่ อปท. ขึ้นใหม่[20] เพื่อจัดทำร่างฯ ฉบับที่ 3 อันใหม่
- กลางปี 2560 ก.ก.ถ. เห็นชอบในหลักการร่างแผนฯ ฉบับที่ 3 อันใหม่ โดยให้คณะอนุฯ ไปพิจารณาทบทวนและแก้ไขก่อนเสนอให้คณะรัฐมนตรี[21]
- กลางปี 2562 ก.ก.ถ. เห็นชอบให้เสนอ ร่างแผนฯ ฉบับที่ 3 (2562-2565) ไปยังสภาพัฒน์ฯ พิจารณากลั่นกรองก่อนเสนอคณะรัฐมนตรี[22]
- กลางปี 2563 ภายหลังการปรับปรุงตามสภาพัฒน์ฯ ก.ก.ถ. เห็นชอบร่างแผนฯ ฉบับที่ 3 เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี[23] แต่รองนายกฯ (วิษณุ เครืองาม) สั่งให้ไปพิจารณาทบทวนตามความเห็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกครั้ง[24]
- ต้นปี 2567 ร่างแผนฯ ฉบับที่ 3 (2567-2571) อันใหม่ เข้าสู่การพิจารณาของ ก.ก.ถ. โดยมีความเห็นให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องให้ความเห็นเพื่อพิจารณาถึงความสอดคล้องของสถานการณ์ปัจจุบันก่อน[25]
- ปลายปี 2567 ก.ก.ถ. สั่งให้พิจารณาทบทวน ปรับปรุง ร่างแผนฯ ฉบับที่ 3 กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกครั้ง[26]
ในขั้นตอนภาคปฏิบัติ การถ่ายโอนอำนาจให้บรรลุตามแผนก็ล่าช้าเช่นกัน ถึงแม้ว่าประเทศไทยบังคับใช้แผนฯ ฉบับที่ 1 และ 2 มานานแล้ว (26 และ 18 ปีที่แล้วตามลำดับ) แต่ประเทศไทยก็ยังไม่สามารถบรรลุตามเป้าหมายที่วางไว้ได้อย่างครบถ้วน โดยในแผนฯ ฉบับที่ 1 กำหนดให้ส่วนกลางต้องถ่ายโอนอำนาจในการปฏิบัติภารกิจ 245 ภารกิจให้ อปท. แต่ผ่านมา 26 ปีปัจจุบันสามารถถ่ายโอนได้แล้ว 186 ภารกิจ ยังเหลืออีก 58 ภารกิจที่ยังไม่ได้ถ่ายโอน คิดเป็นร้อยละ 24 ของภารกิจที่ต้องโอนทั้งหมด ในขณะที่ แผนฯ ฉบับที่ 2 กำหนดให้ส่วนกลางต้องถ่ายโอนอำนาจในการปฏิบัติภารกิจ 114 ภารกิจให้ อปท. แต่ผ่านมา 18 ปีปัจจุบันโอนได้ 76 ภารกิจ ยังเหลืออีก 38 ภารกิจที่ยังโอนอำนาจไม่สำเร็จ คิดเป็นร้อยละ 33 ของที่ต้องโอน
ถึงถ่ายโอนอำนาจสำเร็จ แต่ ‘ช้า ลดสเปก จำกัดพื้นที่’
นอกจากส่วนที่ยังถ่ายโอนไม่สำเร็จแล้ว ภารกิจที่ถ่ายโอนสำเร็จก็เผชิญอุปสรรคมากมาย จนส่งผลให้การถ่ายโอนภารกิจให้ท้องถิ่นไม่ได้สมบูรณ์ตามที่คาดหวังแต่ต้น ซึ่งอุปสรรคในการถ่ายโอนก็เกิดขึ้นภายในขั้นตอนกระบวนการถ่ายโอนอำนาจของ ก.ก.ถ. เสียเอง
ในส่วนต่อไป ผู้เขียนจะขอยกตัวอย่าง ‘กระบวนการถ่ายโอนอำนาจภารกิจในการควบคุมไฟในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ให้แก่ อปท.’ เพื่อสะท้อนให้เห็นภาพปัญหาที่เกิดขึ้นในกระบวนการถ่ายโอนอำนาจของ ก.ก.ถ.

ในปัจจุบัน ไฟป่าเป็นต้นเหตุสำคัญของวิกฤตฝุ่นควันภาคเหนือในปัจจุบัน แต่นโยบายจากส่วนกลางอย่างการสั่งห้ามเผาแบบเหมารวมกลับไม่ได้ผลในระยะยาว ในขณะที่คนในพื้นที่รู้จักวิธีการควบคุมไฟป่าที่สอดคล้องกับบริบทมากกว่า การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนจึงต้องมอบอำนาจให้ท้องถิ่นเป็นผู้จัดการ[27] ซึ่งประเทศไทยเองก็มีความพยายามจะถ่ายโอนอำนาจไปให้ท้องถิ่นเป็นผู้จัดการไฟป่าเช่นกัน
- ปี 2551 แผนกระจายอำนาจ ฉบับที่ 2[28] กำหนดให้มีการถ่ายโอนภารกิจควบคุมไฟป่าในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ซึ่งรับผิดชอบโดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
- ปลายปี 2565 ก.ก.ถ. แต่งตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการถ่ายโอนภารกิจทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม บริการสาธารณะและกิจกรรมสาธารณะให้แก่ อปท. ที่มีลักษณะพิเศษเฉพาะ[29] เพื่อขับเคลื่อนการถ่ายโอนภารกิจควบคุมไฟป่าในพื้นที่อนุรักษ์ ก่อนที่ต่อมาทาง ก.ก.ถ. จะเห็นชอบให้กรมอุทยานฯ ดำเนินการถ่ายโอนภารกิจควบคุมไฟป่าในพื้นที่อนุรักษ์[30][31] (แต่ต้องรอประกาศรายละเอียดเพิ่มเติม)
- ต้นปี 2567 คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการถ่ายโอนภารกิจทรัพยากรธรรมชาติฯ เสนอให้ ก.ก.ถ. ออกประกาศกำหนดภารกิจป้องกันและควบคุมไฟป่าให้แก่ อปท. ในพื้นที่นำร่องจังหวัดเชียงใหม่ อปท. 19 แห่ง[32]
- ต้นปี 2567 ก.ก.ถ. บังคับใช้ประกาศกำหนดภารกิจป้องกันและควบคุมไฟป่าให้แก่ อปท. ในพื้นที่นำร่องจังหวัดเชียงใหม่ อปท. 19 แห่ง[33] แต่มีการเปลี่ยนเนื้อหาจากประกาศเดิมคือ 1. ปรับข้อความจาก ‘มีอำนาจป้องกัน’ เปลี่ยนเป็น ‘สนับสนุนกรมอุทยานฯ ในการป้องกัน’ 2. เดิมมีการระบุให้ อปท. มีอำนาจแต่งตั้งข้าราชการส่วนท้องถิ่น เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจในการปฏิบัติงานด้านการควบคุมไฟป่า ตามกฎหมายว่าด้วยอุทยานแห่งชาติและกฎหมายว่าด้วยการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า แต่ส่วนนี้ถูกตัดออกไป
จะเห็นได้ว่า กระบวนการถ่ายโอนอำนาจในการควบคุมไฟป่าในเขตป่าอนุรักษ์นั้นเผชิญปัญหา 3 ประการ 1. ล่าช้าเพราะถึงแม้แผนฯ ฉบับที่ 2 จะกำหนดให้ต้องถ่ายโอนอำนาจในการจัดการไฟป่าให้ท้องถิ่นแล้ว แต่กว่าจะตั้งคณะทำงานมาร่างประกาศถ่ายโอนอย่างจริงจังก็ผ่านไปกว่า 14 ปีแล้ว 2. จำกัดพื้นที่ กล่าวคือในการถ่ายโอนอำนาจกลับถ่ายโอนแค่ในจังหวัดนำร่อง คือจังหวัดเชียงใหม่เท่านั้น ทั้งที่ป่าอนุรักษ์ไม่ได้มีแค่ในจังหวัดเชียงใหม่เท่านั้น 3. ลดสเปก โดยลดบทบาท อปท. ให้เป็นเพียงผู้สนับสนุนเท่านั้นจากเดิมที่จะมีอำนาจในการจัดการเทียบเท่ากับกรมอุทยานฯ และยังตัดอำนาจในการแต่งตั้งเจ้าพนักงานที่มีอำนาจในการปฏิบัติงานอีกด้วย
ถ่ายโอนรวดเร็วได้ ถ้าเกิดวิกฤต

ภาพที่ 1: สถานการณ์ถ่ายโอน รพ.สต. ให้แก่ อปท.
ที่มา: ณรจญา ตัญจพัฒน์กุล (2026)
กรณีการถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ชี้ให้เห็นถึงปรากฏการณ์ที่การถ่ายโอนเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงวิกฤต โดยแผนกระจายอำนาจ ฉบับที่ 2 กำหนดให้กระทรวงสาธารณสุขต้องส่งมอบ รพ.สต. ให้ท้องถิ่นไปบริหารเป็นจำนวนกว่า 9,877 แห่ง ภายในปี 2553
ในช่วง 14 ปีแรก (ปี 2551-2564) การถ่ายโอน รพ.สต. กลับดำเนินการไปอย่างเชื่องช้า โดยสามารถถ่ายโอน รพ.สต. ได้เพียงแค่ 84 แห่งเท่านั้น จนกระทั่งเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่ง รพ.สต. สามารถเป็นกลไกยับยั้งการแพร่ระบาดในระดับชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ การถ่ายโอนระลอกใหญ่จึงเกิดขึ้น โดยในปี 2565 ปีเดียวสามารถถ่ายโอนได้ถึง 3,263 แห่ง และปีต่อมา 2566 สามารถถ่ายโอนได้ต่อเนื่องอีก 932 แห่ง สิริรวมจนถึงปัจจุบันสามารถถ่ายโอน รพ.สต. ไปแล้ว 4,559 แห่ง เหลือยังไม่ได้ถ่ายโอนอีก 5,318 แห่ง หรือประมาณอีกร้อยละ 53.8 ของที่ต้องถ่ายโอนทั้งหมด[34]
การถ่ายโอน รพ.สต. ได้อย่างรวดเร็วตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมาชี้ให้เห็นว่า หากเกิดสถานการณ์บีบคั้นหรือมีความตั้งใจจริง กลไกระบบการทำงานของ ก.ก.ถ. เองก็สามารถผลักดันให้เกิดการถ่ายโอนอำนาจได้อย่างว่องไวเช่นกัน
คณะกรรมการกระจายอำนาจมีคนส่วนกลางเป็นเสียงส่วนมาก
ความล่าช้าในกระบวนการถ่ายโอนอำนาจจากรัฐส่วนกลางไปให้ท้องถิ่นอาจจะเป็นผลมาจากลักษณะหน้าตาของ ‘คณะกรรมการกระจายอำนาจฯ’ เสียเอง

คณะกรรมการกระจายอำนาจฯ ถูกออกแบบมาเพื่อใช้เป็นพื้นที่ให้ตัวแทนจากรัฐส่วนกลางและตัวแทนจากรัฐท้องถิ่นมาพูดคุยต่อรองกำหนดทิศทางและรายละเอียดของการกระจายอำนาจ โดยแรงจูงใจในการถ่ายโอนอำนาจระหว่างสองฝั่งนี้แตกต่างกัน กล่าวคือรัฐส่วนกลางต้องการที่จะถ่ายโอนอย่างค่อยเป็นค่อยไปและระมัดระวังเนื่องจากการสูญเสียอำนาจและภารกิจ และอาจเพิ่มข้อข้อจำกัดในการทำงานของรัฐส่วนกลาง ในขณะที่รัฐท้องถิ่นต้องการให้เกิดการถ่ายโอนอย่างรวดเร็วเนื่องจาก หากรัฐท้องถิ่นมีอำนาจและภารกิจที่มากขึ้นจะทำให้รัฐท้องถิ่นสามารถทำงานในพื้นที่ได้มากขึ้น
คณะกรรมการกระจายอำนาจฯ มีองค์ประกอบที่เป็น ตัวแทนจากรัฐส่วนกลาง (รวมนายกฯ หรือรองนายกฯ ที่เป็นประธาน) และตัวแทนจากรัฐท้องถิ่นฝั่งละเท่าๆ กัน ฝั่งละ 12 คน และมีผู้ทรงคุณวุฒิในด้านต่างๆ อาทิ ด้านบริหารราชการ ด้านการพัฒนาท้องถิ่น ด้านเศรษฐศาสตร์ เป็นต้น อีก 12 คน
อย่างไรก็ตาม ในภาคปฏิบัติมีแนวโน้มที่ตัวแทนจากรัฐส่วนกลางจะครอบครองตำแหน่งมากกว่า เนื่องจากผู้ทรงคุณวุฒิถูกเลือกมาโดยกลุ่มข้าราชการส่วนกลาง[35]) ทำให้มีแนวโน้มที่ผู้ทรงคุณวุฒิจะมีประวัติการทำงานที่เกี่ยวข้องกับรัฐส่วนกลาง
เมื่อพิจารณาข้อมูลคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในชุดปัจจุบันจะพบว่า มีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิถึง 5 จาก 12 คน ที่เป็นกลุ่มอดีตข้าราชการจากกระทรวงมหาดไทย ทั้ง อดีตรองปลัดกระทรวงมหาดไทย อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น อดีตอธิบดีกรมการปกครอง อดีตอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และอดีตผู้อำนวยการสำนักงาน ก.ก.ถ. ซึ่งอดีตข้าราชการเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะมีความเห็นไปในทิศทางที่สอดคล้องกับตัวแทนรัฐส่วนกลาง เนื่องจากมีความคุ้นเคยในวิธีคิดวิธีทำงานที่คล้ายกัน อีกสิ่งที่น่าสังเกตคือ ในกลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิกลับไม่พบอดีตข้าราชการสังกัดท้องถิ่นเลยแม้แต่คนเดียว
| คณะกรรมการกระจายอำนาจฯ ฝั่งผู้ทรงคุณวุฒิชุดปัจจุบัน | ประวัติ |
| นายบุญธรรม เลิศสุขีเกษม | อดีตอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย |
| นายปวิณ ชำนิประศาสน์ | อดีตรองปลัดกระทรวงมหาดไทย |
| นายวิฑูร เอี่ยมโอภาส | อดีตผู้อำนวยการสำนักงาน ก.ก.ถ. |
| นายสมพร ใช้บางยาง | อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น |
| ร.ต.ท. อาทิตย์ บุญญะโสภัต | อดีตอธิบดีกรมการปกครอง |
| ศ. (พิเศษ) กมลชัย รัตนสกาววงศ์ | อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย |
| ผศ.ดร.ดวงมณี เลาวกุล | อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ |
| นายพีระเพชร ศิริกุล | ผู้สมัครบัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทย |
| ผศ.ดร.พัชรวรรณ นุชประยูร | อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ |
| ศ.ดร.วุฒิสาร ตันไชย | อดีตเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า |
| ผศ.ดร.ศุภชัย ศรีสุชาติ | อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ |
| ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ | อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ |
ตารางที่ 1: รายชื่อคณะกรรมการกระจายอำนาจฯ ฝั่งผู้ทรงคุณวุฒิในชุดปัจจุบัน และประวัติ
นอกจากคณะกรรมการกระจายอำนาจจะมีคนจากส่วนกลางเป็นองค์ประกบส่วนใหญ่แล้ว คณะอนุกรรมการที่ถูกแต่งตั้งมาเพื่อศึกษาจัดทำรายละเอียดการถ่ายโอน ก็มักจะมีตัวแทนจากรัฐส่วนกลางเป็นองค์ประกอบใหญ่ของคณะ เช่น อนุกรรมการขับเคลื่อนการถ่ายโอนภารกิจทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม บริการสาธารณะและกิจกรรมสาธารณะให้แก่ อปท. ที่มีลักษณะพิเศษเฉพาะ ที่เป็นผู้จัดทำประกาศถ่ายโอนอำนาจการควบคุมไฟป่าไปให้ อปท. ก็มีกรรมการโดยตำแหน่งถึง 9 จาก 14 คน (ไม่รวมผู้ทรงคุณวุฒิอีก 7 คน) ที่เป็นข้าราชการส่วนกลาง[36]
ข้าราชการส่วนกลางชอบส่งตัวแทนที่มีอำนาจน้อยกว่าเข้าร่วมประชุม
เมื่อพิจารณาการประชุมที่ผ่านมาของ ก.ก.ถ. ใน 4 ปีล่าสุด เป็นจำนวน 15 ครั้งล่าสุด (ตั้งแต่การประชุมครั้งที่ 1/2565 ถึง 2/2568) จะพบว่ากรรมการโดยตำแหน่งฝั่งตัวแทนจากรัฐบาลส่วนกลางมักจะส่งตัวแทนเข้าประชุม มีเพียงแค่ปลัดกระทรวงมหาดไทย เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน และอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เท่านั้นที่เคยเข้าประชุมด้วยตัวเองบ้าง แต่ก็เข้าเพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น โดยกรรมการฝั่งรัฐส่วนกลางมักจะส่งผู้มีอำนาจระดับรองลงมา เช่น รองปลัด ผู้ช่วยปลัด หัวหน้าสำนักงาน ผู้อำนวยการกรม มาร่วมประชุมแทน
การส่งผู้แทนเข้ามาประชุมอาจเป็นเรื่องปกติในหน่วยงานราชการไทย เนื่องจากข้าราชการระดับสูงมักเป็นกรรมการโดยตำแหน่งในคณะกรรมการระดับชาติเป็นจำนวนมาก[37] หากมีภารกิจที่สำคัญกว่าก็มักจะส่งตัวแทนมาประชุม
อย่างไรก็ตาม ผู้แทนที่มีตำแหน่งรองลงมามักไม่ได้มีอำนาจตัดสินใจได้เทียบเท่ากับกรรมการโดยตำแหน่ง ผู้แทนจึงมักไม่ให้ความเห็นที่จะผูกมัดเกินขอบเขตที่ได้รับมอบหมาย และมีแนวโน้มที่จะเข้าร่วมการประชุมแบบ ‘รับเรื่อง ไม่มีความเห็น ไม่ตัดสินใจ และขอกลับไปขอความเห็นชอบจากผู้มีอำนาจก่อน’ ซึ่งอาจทำให้ความคืบหน้าของวาระการประชุมเดินไปอย่างช้าๆ[38])
ยิ่งไปกว่านั้น บางหน่วยงานก็ส่งตัวแทนเข้ามาประชุมไม่ซ้ำหน้า อาจก่อให้เกิดการขาดความต่อเนื่องในกระบวนการทำงาน ผู้แทนคนใหม่ต้องมาคอยเริ่มต้นทำความเข้าใจสถานการณ์ใหม่อยู่เสมอยิ่งทำให้กระบวนการพูดคุยการตัดสินใจล่าช้าและไม่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
คณะกรรมการกระจายอำนาจมีกลไกการดำเนินงานที่มีความรับผิดชอบน้อย
คณะกรรมการกระจายอำนาจฯ ประสบปัญหาการทำงานที่เชื่องช้าและขาดประสิทธิภาพ เช่นเดียวกับหน่วยงานรัฐอื่นๆ ในไทย ปัญหาเช่นนี้อาจมีสาเหตุสำคัญมาจากการไม่ต้องรับผิดรับชอบต่อภารกิจที่ได้รับมอบหมาย จนขาดแรงกดดันที่เร่งรัดให้ต้องทำภารกิจให้เสร็จ ทั้งไม่มีจุดสิ้นสุดของภารกิจกระจายอำนาจ การเปิดเผยข้อมูลยังไม่โปร่งใสเพียงพอ และขาดการประเมินผลการทำงานอย่างจริงจัง

การกระจายอำนาจกลายเป็นภารกิจที่ไม่มีวันสิ้นสุด: ในกรณีของไทย องค์กรที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนการกระจายอำนาจ ถูกจัดตั้งเป็นองค์กรถาวร โดยไม่ได้กำหนดเป้าหมายและกรอบเวลาภารกิจขององค์กรที่ชัดเจน สามารถเพิ่มภารกิจและต่อระยะเวลาการทำงานได้เรื่อยๆ ในแง่ดีการเป็นองค์กรถาวรทำให้คณะกรรมการกระจายอำนาจสามารถต่อยอดแก้ปัญหาการกระจายอำนาจได้ตลอด แต่การเป็นองค์กรถาวรก็ทำให้ขาดแรงกดดันที่จะทำให้การกระจายอำนาจเกิดขึ้นได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้
แต่กรณีของญี่ปุ่นนั้นแตกต่างออกไป ในช่วงที่มีการกระจายอำนาจครั้งใหญ่ประเทศญี่ปุ่น (ซึ่งเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จในการกระจายอำนาจ) ได้ตั้งคณะกรรมการกระจายอำนาจขึ้นมาทำหน้าที่ร่างข้อเสนอแก้กฎหมายกระจายอำนาจ โดยกำหนดวาระให้คณะกรรมการที่ตั้งมีอายุขัยสิ้นสุดภายใน 5 ปี[39] ซึ่งการมีอายุงานและเป้าหมายที่ชัดเจนที่เข้มงวดได้สร้างขอบเขตเส้นตายและแรงขับเคลื่อนที่บีบให้องค์กรที่ทำหน้าที่ต้องทำงานให้ทันในกรอบที่กำหนด[40]
ความโปร่งใสของสถานะการกระจายอำนาจ: คณะกรรมการกระจายอำนาจฯ ควรมีระบบเปิดเผยข้อมูลรายงานต่อสาธารณะที่ ‘สะดวก รวดเร็ว และเป็นปัจจุบัน’ เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบติดตามสถานการณ์ความคืบหน้าของการกระจายอำนาจได้ง่าย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงยังสะท้อนให้เห็นว่าประชาชนยังเข้ามาตรวจสอบได้ยากอยู่
- รายงานการประชุมเผยแพร่ล่าช้า รายงานฉบับล่าสุดที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ ก.ก.ถ. คือ การประชุม ครั้งที่ 2/2568 เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 ปัจจุบันเกือบครบ 1 ปีแล้ว ยังไม่มีข้อมูลอัปเดต
- ข้อมูลสถิติความคืบหน้าของการกระจายอำนาจ (เงิน คน ภารกิจ) ยังไม่ได้ถูกจัดทำอย่างเป็นระบบ ผู้ที่ต้องการทราบข้อมูลต้องใช้เวลาและความสามารถในการค้นหา ยังไม่มีระบบที่สามารถแสดงข้อมูลความคืบหน้าของการกระจายอำนาจในทุกภารกิจตามแผนฯ หากต้องการทราบข้อมูลที่สนใจต้องรวบรวมจากเอกสารที่เผยแพร่ในหลายช่องทาง หรือค้นหาจากเอกสารสรุปประชุมของ ก.ก.ถ. ในแต่ละครั้ง ซึ่งเป็นเอกสารราชการที่ต้องใช้ความพยายามในการทำความเข้าใจ
ขาดการประเมินผล: จากในบทความจะเห็นแล้วว่าภารกิจจำนวนมากของ ก.ก.ถ. นั้นล่าช้ากว่าที่กำหนดไว้ ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายโอนภารกิจ รวมถึงถ่ายโอน รพ.สต. (ภายในปี 2553) ซึ่งตามแผนกระจายอำนาจฯ ได้กำหนดปีที่ต้องถ่ายโอนให้สำเร็จอย่างชัดเจน ความล่าช้าที่เกิดขึ้นไม่มีกระบวนการประเมินผล จึงทำให้ไม่มีแรงกดดันที่จะเร่งให้ ก.ก.ถ. ต้องเร่งทำงานให้ทันตามกรอบที่กำหนดไว้
บทส่งท้าย: การกระจายอำนาจภายใต้ระเบียบจากส่วนกลาง
การออกแบบให้ระบบราชการเป็นผู้ขับเคลื่อนการกระจายอำนาจน่าจะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้การกระจายอำนาจของไทยคืบหน้าไปอย่างช้าๆ โดยกว่าจะสามารถถ่ายโอนภารกิจสัก 1 อย่างไปให้ท้องถิ่นเป็นผู้ดูแลจะต้องผ่านกลไกหลายขั้นตอนซึ่งในแต่ละขั้นตอนก็มีรัฐส่วนกลางคอยตรวจสอบอย่างละเอียด ทั้งในระดับคณะกรรมการใหญ่ที่ขับเคลื่อน (ก.ก.ถ.) ซึ่งทำหน้าที่ทั้งเริ่มกระบวนการและตรวจสอบเป็นตาสุดท้าย ระดับอนุกรรมการที่ทำหน้าที่จัดทำร่างรายละเอียด รวมถึงขั้นตอนที่จัดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาประชุมให้ความเห็น
| ↑1 | พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 |
|---|---|
| ↑2 | ราชการส่วนภูมิภาค (ผู้ว่าราชการจังหวัด) ยังเป็นผู้มีอำนาจให้อนุญาตประกอบกิจการโรงแรม ตามพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 และประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่อง แต่งตั้งนายทะเบียนตามพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 |
| ↑3 | ปัจจุบันท้องถิ่นยังไม่มีอำนาจกำกับดูแลโรงงานประเภท 3 (ใช้เครื่องจักรเกิน 75 แรงม้าหรือมีคนงานตั้งแต่ 75 คนขึ้นไป) และ อบต. ยังไม่มีอำนาจกำกับดูแลและรับแจ้งการประกอบกิจการโรงงานประเภท 1 (ใช้กำลังเครื่องจักรต่ำกว่า 50 แรงม้า) และ 2 (ใช้กำลังเครื่องจักร 50-75 แรงม้า) มีเพียง กรุงเทพฯ พัทยา และเทศบาล ที่มีอำนาจกำกับดูแลโรงงานประเภทที่ 1 และ 2 และรับแจ้งการประกอบกิจการโรงงานประเภทที่ 2 ตามประกาศคณะกรรมการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เรื่อง การบังคับใช้แผนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2551 ลงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2551, ประกาศ กระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง การถ่ายโอนภารกิจตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 ให้แก่กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2552 ลงวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2552, ประกาศ กระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง การถ่ายโอนภารกิจตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 ให้แก่เมืองพัทยา พ.ศ. 2552 ลงวันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2552, ประกาศ กระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง การถ่ายโอนภารกิจตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 ให้แก่เทศบาล พ.ศ. 2552 ลงวันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2552 อ่านเพิ่มเติมใน https://chumphon.industry.go.th/th/annual-2/download?did=174070&filename=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%88.pdf&mid=22595&mkey=m_document&lang=th&url=%2Fweb-upload%2F66xd1760e5c1ab4b9ae889379bd1a112f49%2Fm_document%2F22595%2F60860%2Ffile_download%2F42983f535448bfd09b68e0958de6b8d0.pdf |
| ↑4 | สรัช สินธุประมา. 2023. จัดความสัมพันธ์ท้องถิ่น-ส่วนกลางใหม่ ไปให้ถึงการ ‘ถ่ายโอนอำนาจ’. 101PUB. URL: https://101pub.org/next-step-devolution/ |
| ↑5 | สรวิศ มา. 2022. ประเมินสถานะการกระจายอำนาจ: 2 ทศวรรษที่ยังไปไม่ถึงเป้า. 101PUB. URL: https://101pub.org/two-decades-decentralization/ |
| ↑6 | กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น. 2025. ข้อมูลรายได้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 |
| ↑7 | กัลป์ กรุยรุ่งโรจน์. 2025. กระจายเงิน กระจายอำนาจ: ให้ท้องถิ่นขนาดเล็กมีโอกาสเจริญ. 101PUB. URL: https://101pub.org/financial-decentralize/ |
| ↑8 | มาตรา 30 (4) พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542. สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา. 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2542. |
| ↑9 | วีระศักดิ์ เครือเทพ และคณะ. (2560). โครงการจัดทำเกณฑ์ชี้วัดและค่าเป้าหมายขั้นต่ำ มาตรฐานการจัดบริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น. สำนักงานคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น. URL: https://drive.google.com/file/d/1aKyPpfSbRv1jcIzm RPCEWczjTQ3eLQCr/view |
| ↑10 | ก.ก.ถ. มีอำนาจและหน้าที่หลักในการจัดทำแผนกระจายอำนาจ จัดสรรภาษีและอากร และกำหนดระบบบริการสาธารณะระหว่างรัฐกับท้องถิ่น เช่น จัดทำแผนการกระจายอำนาจให้แก่ อปท. และแผนปฏิบัติการ เพื่อขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีและรายงานต่อรัฐสภา, กำหนดการจัดระบบบริการสาธารณะตามอำนาจและหน้าที่ระหว่างรัฐกับ อปท. และระหว่าง อปท. ด้วยกันเอง, กำหนดหลักเกณฑ์และขั้นตอนการถ่ายโอนภารกิจจากราชการส่วนกลางและราชการส่วนภูมิภาคให้แก่ อปท. และเสนอความเห็นต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาสั่งการในกรณีที่ปรากฏว่าส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจไม่ดำเนินการตามแผนการกระจายอำนาจให้แก่ อปท. เป็นต้น อ่านเพิ่มเติมได้ใน พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542. สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา. 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2542. |
| ↑11 | มาตรา 34 พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542. สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา. 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2542. |
| ↑12 | ตัวอย่างเช่น การถ่ายโอนภารกิจ การควบคุมแรงงานต่างด้าว งานสภาเด็กและเยาวชน งานอาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน การปรับปรุงดูแลสถานที่ท่องเที่ยว การจัดการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรชายฝั่ง ศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตและส่งเสริมอาชีพแก่ผู้สูงอายุ ให้ท้องถิ่น ยังไม่ถูกระบุในแผนกระจายอำนาจฉบับที่ 1 และ 2 อ่านเพิ่มเติมได้ใน (ร่าง) แผนปฏิบัติการกำหนดขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ฉบับที่ 3. URL: https://drive.google.com/file/d/1SnjjY9r-BC_7Qw8lhGzXKYqRsrdlu5uu/view |
| ↑13 | นอกจากการจัดทำแผนฯ ฉบับที่ 3 ไม่เสร็จแล้ว การจัดทำพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นฉบับใหม่ที่เริ่มต้นในปี 2560 เพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2560 ผ่านมา 9 ปีแล้วก็ยังไม่เสร็จ อ่านเพิ่มเติมใน |
| ↑14 | รายงานการประชุมคณะกรรมการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ครั้งที่ 2/2553 วันที่ 16 มิถุนายน 2553 |
| ↑15 | รายงานการประชุมคณะกรรมการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ครั้งที่ 4/2554 วันที่ 13 ตุลาคม 2554 รายงานการประชุมคณะกรรมการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ครั้งที่ 5/2554 วันที่ 9 ธันวาคม 2554 |
| ↑16 | รายงานการประชุมคณะกรรมการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ครั้งที่ 1/2555 วันที่ 20 มกราคม 2555 |
| ↑17 | รายงานการประชุมคณะกรรมการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ครั้งที่ 2/2555 วันที่ 27 มิถุนายน 2555 |
| ↑18 | รายงานการประชุมคณะกรรมการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ครั้งที่ 4/2556 วันที่ 13 กันยายน 2556 |
| ↑19 | รายงานการประชุมคณะกรรมการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ครั้งที่ 2/2558 วันที่ 14 พฤษภาคม 2558 |
| ↑20 | คำสั่งคณะกรรมการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ 10/2559 วันที่ 20 มิถุนายน 2559 |
| ↑21 | รายงานการประชุมคณะกรรมการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ครั้งที่ 4/2560 วันที่ 10 สิงหาคม 2560 |
| ↑22 | รายงานการประชุมคณะกรรมการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ครั้งที่ 2/2562 วันที่ 29 พฤษภาคม 2562 |
| ↑23 | รายงานการประชุมคณะกรรมการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ครั้งที่ 2/2563 วันที่ 6 สิงหาคม 2563 |
| ↑24 | รายงานการประชุมคณะกรรมการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ครั้งที่ 2/2567 วันที่ 1 มีนาคม 2567 |
| ↑25 | รายงานการประชุมคณะกรรมการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ครั้งที่ 2/2567 วันที่ 1 มีนาคม 2567 |
| ↑26 | รายงานการประชุมคณะกรรมการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ครั้งที่ 3/2567 วันที่ 11 พฤศจิกายน 2567 |
| ↑27 | วศินี สุขเสมอ. 2026. ห้ามเผาไม่เท่ากับฝุ่นหาย?: เมื่อนโยบายรัฐส่วนกลางไม่ตอบโจทย์ปัญหาไฟป่า. 101PUB. URL: https://101pub.org/wildfire-haze-zeroburning/ |
| ↑28 | แผนปฏิบัติการกำหนดขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ฉบับที่ 2. URL: https://drive.google.com/file/d/0B_chJTaNUH8Ba09WOFo5cVJTU00/view?resourcekey=0-A4ex585li22ZebGXk9rwfg |
| ↑29 | รายงานการประชุมคณะกรรมการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ครั้งที่ 5/2565 วันที่ 5 กันยายน 2565 |
| ↑30 | รายงานการประชุมคณะกรรมการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ครั้งที่ 6/2565 วันที่ 1 ธันวาคม 2565 |
| ↑31 | หลังจากถ่ายโอนภารกิจควบคุมไฟป่าในพื้นที่ป่าสงวนไปแล้ว |
| ↑32 | โดยวางแผนว่าจะขยายไปสู่พื้นที่อื่นๆ ในอนาคต อ่านเพิ่มเติมใน รายงานการประชุมคณะกรรมการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ครั้งที่ 2/2567 วันที่ 1 มีนาคม 2567 |
| ↑33 | ประกาศคณะกรรมการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เรื่องการกำหนดกิจการอื่นใดที่เป็นผลประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นที่เป็นหน้าที่และอำนาจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น : ด้านการป้องกันและควบคุมไฟป่า. URL: https://drive.google.com/file/d/1mFSpc1qjIzIfDn1Psx9DRGqhB3wuLJnk/view |
| ↑34 | ณรจญา ตัญจพัฒน์กุล. 2026. ภารกิจไป แต่ไม่ให้แนวทางบริหาร ‘ยา-คน-งบ’?: ‘ช่องว่าง’ ระหว่างการถ่ายโอน รพ.สต.. 101PUB. URL: https://101pub.org/challenges-on-the-transfer-of-sub-district-health-promoting-hospitals/ |
| ↑35 | ประกาศกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และการสรรหาผู้ทรงคุณวุฒิเป็นกรรมการในคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2555 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2564) กำหนดให้มี “คณะกรรมการสรรหากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ” หนึ่งคณะ ประกอบด้วยผู้แทนจากราชการส่วนกลาง 12 คน ได้แก่ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (ประธาน), ปลัดกระทรวงการคลัง, ปลัดกระทรวงมหาดไทย, เลขาธิการคณะกรรมการอุดมศึกษา, เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา, เลขาธิการ ก.พ., เลขาธิการ ก.พ.ร., เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ, อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น, รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมาย (กรรมการและเลขานุการ), ผู้อำนวยการสำนักงาน ก.ก.ถ. (ผู้ช่วยเลขานุการ) (ข้อ 18) ทำหน้าที่สรรหาและคัดเลือกบุคคลที่มีความเหมาะสมที่จะเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมีความรู้ความเชี่ยวชาญในด้านการบริหารราชการแผ่นดิน 6 คน ด้านการพัฒนาท้องถิ่น 4 คน ด้านเศรษฐศาสตร์ 4 คน ด้านการปกครองส่วนท้องถิ่นในสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ 6 คน และด้านกฎหมาย 4 คน เพื่อเสนอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาคัดเลือกและแต่งตั้ง (ข้อ 19 |
| ↑36 | รายงานการประชุมคณะกรรมการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ครั้งที่ 5/2565 วันที่ 5 กันยายน 2565 |
| ↑37 | กัลป์ กรุยรุ่งโรจน์. 2025. คณะกรรมการธิปไตย: เมื่อรัฐไทยขับเคลื่อนด้วยการตั้ง ‘คณะกรรมการ’. 101PUB. URL: https://101pub.org/national-committee-thailand-bureaucracy/ |
| ↑38 | อ่านเรื่องภาคปฏิบัติของการประชุมในคณะกรรมการระดับชาติเพิ่มเติมได้ใน ธงทอง จันทรางศุ. 2025. ประชุม (ลับ) กับธงทอง. สำนักพิมพ์มติชน. พิมพ์ครั้งที่ 4 (ฉบับปรับปรุงใหม่ |
| ↑39 | ตั้งในปี 2540 แต่ต่ออายุเพิ่ม 1 ปียุบจริงปี 2544 อ่านเพิ่มเติมได้ใน Satoshi Machidori. 2023. “Decentralization Reforms”. In Satoshi Machidori. 2023. Political Reform Reconsidered The Trajectory of a Transformed Japanese State. Springer. P. 145-165. URL: Decentralization Reforms | Springer Nature Link |
| ↑40 | หากประเทศญี่ปุ่นต้องการกระจายอำนาจเพิ่มเติมก็จะตั้งคณะกรรมการกระจายอำนาจเฉพาะกิจทำหน้าที่กระจายอำนาจไปตามขอบเขตที่กำหนดเท่านั้น |
กระจายอำนาจ กระจายอำนาจคือคำตอบ ปฏิรูป อบต. ปฏิรูปรัฐราชการ ปฏิรูปรัฐไทย รัฐราชการ
ภาพประกอบ: วนา ภูษิตาศัย
จบจากคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้หลงใหลในการออกแบบไม่น้อยไปกว่าการออกเดินทาง