กมธ.ที่ดินฯ ลงพื้นที่ราชบุรี เร่งแก้ปัญหาที่ดินทำกินทับซ้อน พร้อมติดตามแผนรับมือวิกฤติน้ำ
- หน้าหลัก
- ภูมิภาค
- ภาคกลาง-ตะวันออก
กมธ.ที่ดินฯ ลงพื้นที่ราชบุรี เร่งแก้ปัญหาที่ดินทำกินทับซ้อน พร้อมติดตามแผนรับมือวิกฤติน้ำ
เผยแพร่: 13 ส.ค. 2569 19:52 ปรับปรุง: 13 ส.ค. 2569 19:52 โดย: ผู้จัดการออนไลน์
ราชบุรี – กมธ.การที่ดินฯ สภาผู้แทนราษฎร ลงพื้นที่ราชบุรี ติดตามการแก้ปัญหาที่ดินทำกินประชาชนทับซ้อนแนวเขตที่ดินรัฐ ตรวจความพร้อมบริหารจัดการน้ำและแผนรับมือวิกฤติ ขณะที่ คทช. เดินหน้าจัดที่ดินทำกินในพื้นที่ป่าสงวนฯ แล้ว 110 แปลง
วันนี้ ( 13 ส.ค.) คณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร นำโดย นางสาวกุลวลี นพอมรบดี สส.ราชบุรี ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการฯ พร้อมคณะ ลงพื้นที่จังหวัดราชบุรี เพื่อติดตามการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของประชาชนที่ทับซ้อนกับแนวเขตที่ดินของรัฐ รวมถึงติดตามการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและแผนเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์วิกฤติ
ในการประชุมมีนายคมกริช เจริญพัฒนสมบัติ รองผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี นายมานิต นพอมรบดี ที่ปรึกษาทรงคุณวุฒิประจำคณะกรรมาธิการฯ พร้อมด้วยส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม โดยสำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 7 กรมทรัพยากรน้ำ ได้รายงานสถานการณ์และแผนบริหารจัดการน้ำในพื้นที่
สำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 7 ยืนยันความพร้อมในการรับมือสถานการณ์ทั้งในภาวะปกติและภาวะวิกฤติ โดยมีการเตรียมเครื่องสูบน้ำ รถบรรทุกน้ำ รถขุดตักไฮดรอลิก รวมถึงบุคลากรสำหรับเข้าช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงทีหากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน
นอกจากนี้ ยังมีสถานีเตือนภัยน้ำหลาก-ดินถล่มในความรับผิดชอบจำนวน 106 สถานี ซึ่งมีความพร้อมใช้งาน 100% เพื่อใช้เฝ้าระวังและแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยง
ขณะเดียวกัน ที่ประชุมยังได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนเกี่ยวกับปัญหาที่ดินทำกิน พร้อมหารือถึงอุปสรรคในการดำเนินโครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชน หรือ คทช. โดยเฉพาะข้อจำกัดด้านกฎหมาย รวมถึงปัญหาพื้นที่ทับซ้อนระหว่างที่ดินที่ประชาชนใช้ทำกินกับแนวเขตที่ดินของรัฐ ซึ่งเป็นปัญหาที่ต้องเร่งผลักดันให้เกิดความชัดเจนและเป็นธรรมแก่ประชาชน
สำหรับพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ “ป่าเขากรวดและป่าเขาพลอง” ในพื้นที่ อ.เมืองราชบุรี มีความคืบหน้าในการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนแล้วจำนวน 110 แปลง ให้แก่ราษฎร 109 ราย รวมเนื้อที่ 103-1-44 ไร่
การลงพื้นที่ครั้งนี้จึงเป็นการติดตามทั้งมิติด้านสิทธิและความมั่นคงในการประกอบอาชีพของประชาชน ควบคู่กับการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและทรัพยากรน้ำ เพื่อผลักดันการแก้ไขปัญหาที่ดินทับซ้อนให้มีความชัดเจน พร้อมสร้างระบบรับมือภัยพิบัติที่มีประสิทธิภาพและสร้างความมั่นคงให้ประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นระบบ