สัญญาป้องกันร่วม 'ซาอุฯ-ตุรกี-ปากีสถาน' กำลังบอกอะไรต่อความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียตะวันตก/ตะวันออกกลาง

หากย้อนกลับไปเมื่อปลายปี 1979 กลุ่มติดอาวุธบุกยึดมัสยิดอัลฮะรอมใจกลางนครมักกะฮ์ กองกำลังพิเศษปากีสถานเข้าร่วมปฏิบัติการชิงคืนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของโลกมุสลิม หลังเหตุการณ์ ปากีสถานส่งทหารราว 15,000 นายเข้าประจำการในซาอุดีอาระเบียเพื่อคุ้มครองสองนครศักดิ์สิทธิ์ (Naseem & Alibablu, 2017) ทั้งหมดเกิดขึ้นในยุคที่ความช่วยเหลือระหว่างชาติมุสลิมเป็นเรื่องหลังฉาก ส่วนความมั่นคงหน้าฉากเป็นเรื่องของมหาอำนาจ

อย่างไรก็ตาม เกือบครึ่งศตวรรษต่อมา เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2026 นครมักกะฮ์กลายเป็นฉากของความร่วมมือทางทหารอีกครั้ง แต่คราวนี้จัดแสดงต่อสายตาโลกอย่างจงใจ ณ พระราชวังอัศศอฟา มกุฎราชกุมาร มุฮัมมัด บิน ซัลมาน (Mohammed bin Salman) แห่งซาอุดิอาระเบีย ประธานาธิบดี เรเจป ไตยิป เอร์โดอาน (Recep Tayyip Erdoğan) แห่งตุรกี และนายกรัฐมนตรี เชห์บาซ ชารีฟ (Shehbaz Sharif) แห่งปากีสถาน ยืนเรียงกันแล้วชูแฟ้มเอกสารสามเล่มให้กล้องบันทึก นั่นคือ ‘ข้อตกลงป้องกันร่วมมักกะฮ์’ (Mecca Joint Defence Agreement) ที่เพิ่งลงนามหมาดๆ โดยใจความสำคัญ คือ การโจมตีด้วยอาวุธต่อรัฐใดรัฐหนึ่ง ถือเป็นการโจมตีต่อทั้งสามรัฐ (Hussain, 2026)

อะไรเปลี่ยนไประหว่างสองภาพนี้ คำตอบไม่ใช่ความสัมพันธ์ของสามประเทศ เพราะสายสัมพันธ์ทางทหารของพวกเขาแน่นแฟ้นมาหลายทศวรรษ สิ่งที่เปลี่ยนคือโลกรอบตัว เนื่องจากในปี 1979 ชาติมุสลิมช่วยกันเองอย่างเงียบๆ ใต้ระเบียบโลกที่สหรัฐฯ เป็นหลังพิง แต่ในปี 2026 พวกเขาทำสัญญากันเองอย่างเปิดเผย ในโลกที่หลังพิงเดิมสั่นคลอนจนวางใจไม่ได้อีกต่อไป

สนามนี้ใครยืนตรงไหน

ก่อนเข้าสู่บทวิเคราะห์ ขอชวนให้ผู้อ่านที่ไม่ได้ติดตามภูมิภาคนี้ใกล้ชิดได้เห็นภาพเสียก่อนว่า ภูมิภาคเอเชียตะวันตก/ตะวันออกกลางในวันนี้อยู่ท่ามกลางสงคราม โดยสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2026 อิหร่านตอบโต้สองทาง ทางแรกคือกำลังของตนเอง ทางที่สองคือเครือข่ายติดอาวุธในพื้นที่อื่น เช่น กลุ่มฮูษีในเยเมนและกองกำลังชีอะฮ์ในอิรัก เป้าหมายการโจมตีไม่จำกัดแค่ฐานทัพอเมริกัน แต่ขยายถึงโครงสร้างพื้นฐานพลังงานของรัฐอาหรับรอบอ่าว และการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก ทำให้เศรษฐกิจพลังงานทั่วโลกจึงพลอยสะเทือนไปด้วย (Rehman, 2026)

ผู้เล่นในสนามแบ่งได้สามกลุ่ม กลุ่มแรกคือ อิหร่านกับเครือข่าย กลุ่มที่สองคือ รัฐอาหรับรอบอ่าวนำโดยซาอุดีอาระเบียที่ร่ำรวยพลังงานแต่ฝากความมั่นคงไว้กับร่มคุ้มครองของสหรัฐฯ มาตลอด กลุ่มที่สามคืออิสราเอล ซึ่งขยายปฏิบัติการทางทหารต่อเนื่องจากกาซา เลบานอน ซีเรีย ไปจนถึงการโจมตีทางอากาศในกาตาร์และอิหร่าน 

ส่วนตุรกีกับปากีสถานยืนอยู่ขอบสนามคนละด้าน ตุรกีเป็นสมาชิกองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือ นาโต (NATO) ที่ยืนคร่อมระหว่างยุโรปกับตะวันออกกลาง ปากีสถานเป็นรัฐเอเชียใต้ที่มีคู่ขัดแย้งหลักคืออินเดีย จุดร่วมของทั้งคู่คือการมีพรมแดนติดอิหร่านโดยตรง และผูกพันกับซาอุดีอาระเบียอย่างลึกซึ้งทั้งทางศาสนา ทหาร และเศรษฐกิจ ทั้งนี้ เหนือสนามขึ้นไปยังมีมหาอำนาจสองรายที่เฝ้ามองอยู่ คือสหรัฐฯ ผู้ค้ำระเบียบเดิม กับจีน ผู้ซื้อพลังงานรายใหญ่ของอ่าวและหุ้นส่วนใกล้ชิดที่สุดของปากีสถาน ซึ่งจะกล่าวถึงโดยละเอียดในช่วงหลัง

ทำไมต้องเป็นตอนนี้ ในเมื่อความร่วมมือมีมาเกือบศตวรรษ

ความร่วมมือทางทหารของสามประเทศไม่ใช่ของใหม่ ซาอุดีอาระเบียกับปากีสถานลงนามสนธิสัญญามิตรภาพตั้งแต่ปี 1951 ตามด้วยข้อตกลงฝึกทหารปี 1967 กษัตริย์ฟัยศ็อลเคยเรียกปากีสถานว่า ‘ป้อมปราการแห่งอิสลาม’ ปากีสถานเคยช่วยขับไล่การรุกล้ำจากเยเมนให้ซาอุดีอาระเบียตั้งแต่ปี 1969 ผู้บัญชาการทหารบกปากีสถานเคยประกาศว่า กองทัพของตนถือการป้องกันซาอุดีอาระเบียเทียบเท่าการป้องกันประเทศตนเอง (Naseem & Alibablu, 2017)

ส่วนตุรกีก็ไม่ใช่คนแปลกหน้าของทั้งคู่ อังการากับอิสลามาบัดผูกพันกันแน่นแฟ้นมายาวนาน ทั้งการฝึกร่วมทางทหารและอุตสาหกรรมกลาโหม อู่ต่อเรือตุรกีต่อเรือคอร์เวตให้กองทัพเรือปากีสถาน อีกทั้งโดรนของตุรกียังเข้าประจำการในกองทัพปากีสถาน ส่วนความสัมพันธ์ตุรกี-ซาอุดีอาระเบีย แม้เคยร้าวลึกหลังกรณีสังหารนักข่าว จามาล คาช็อกกี (Jamal Khashoggi) แต่ความสัมพันธ์ของทั้งคู่กลับฟื้นตัวอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จนบริษัทโดรนตุรกีได้สัญญาส่งออกครั้งใหญ่ให้ริยาดตั้งแต่ปี 2023 ฮาคาน ฟิดัน (Hakan Fidan) นักการเมืองและนักการทูตชาวตุรกี ยืนยันว่าการเจรจาข้อตกลงป้องกันร่วมฉบับนี้เดินหน้ามาเกือบสามปีแล้ว ไม่ใช่ปฏิกิริยาตอบสนองที่เร่งด่วนต่อสงคราม (Al Jazeera, 2026b)

อย่างไรก็ดี ข้อตกลงมักกะฮ์ไม่ได้เกิดมาจากความว่างเปล่าทางการทูต ตลอดสงครามปีนี้ รัฐมนตรีต่างประเทศของตุรกี ซาอุดีอาระเบีย ปากีสถาน และอียิปต์ นัดพบกันเป็นวงสี่ฝ่ายมาแล้วหลายครั้ง ไม่ว่าจะที่อิสลามาบัดปลายเดือนมีนาคม และข้างเวทีการประชุม Antalya Diplomacy Forum ที่ตุรกี เมื่อเดือนเมษายน 2026 โดยมีวาระหลักคือ การประสานท่าทีต่อสงครามอิหร่านและวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ (TRT World, 2026) สื่อตุรกีเรียกแนวร่วมที่ก่อตัวขึ้นนี้ว่า แนวร่วมแห่งความจำเป็น ไม่ใช่แนวร่วมแห่งคุณค่า เพราะสมาชิกไม่ได้มองอิหร่านเหมือนกัน และไม่ได้สัมพันธ์กับวอชิงตันแบบเดียวกัน สิ่งที่เหมือนกันคือทุกรายต้องแบกรับต้นทุนมหาศาลหากสงครามยืดเยื้อ (Türkiye Today, 2026) ฉะนั้น เส้นทางจากวงหารือรัฐมนตรีสู่สัญญาป้องกันร่วม จึงเป็นบันไดที่ถูกปีนขึ้นทีละขั้น ไม่ใช่การกระโดดข้ามคืน

คำถามจึงไม่ใช่ว่าทำไมต้องร่วมมือ แต่คือทำไมความร่วมมือเก่าแก่จึงถูกยกระดับเป็นสัญญาป้องกันร่วม ในเดือนสิงหาคม 2026 ทุฆรัล ยามิน (Tughral Yamin) ตอบประเด็นดังกล่าวว่า เพราะแรงกระแทกสามระลอกที่ถาโถมใส่ริยาด ระลอกแรก วอชิงตันแสดงให้เห็นครั้งแล้วครั้งเล่าว่า หลักประกันความมั่นคงของอเมริกาไม่ใช่สิ่งเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ระลอกที่สอง อิหร่านพิสูจน์แล้วว่าสามารถโจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของซาอุดีอาระเบียได้จริง ทั้งด้วยขีปนาวุธ โดรน และเครือข่ายตัวแทน ระลอกที่สาม สงครามปีนี้ตอกย้ำว่า ความมั่นคงของอ่าวไม่สามารถฝากไว้กับมหาอำนาจภายนอกเพียงลำพังได้อีกแล้ว

นอกจากนี้ ความกังขาต่อหุ้นส่วนอเมริกันสะสมมานานกว่าทศวรรษแล้ว สงครามครั้งนี้เพียงเร่งให้การกระจายความเสี่ยงเกิดเร็วขึ้น โดยเป้าหมายไม่ใช่การแทนที่สหรัฐฯ แต่คือการมีทางเลือกมากกว่าหนึ่ง (Osgood, 2026) หากกล่าวแบบ สตีเฟน วอลต์ (Stephen Walt) ในการอ่านปรากฏการณ์นี้ ก็คงจะอธิบายได้ว่ารัฐไม่ได้รวมกลุ่มเพื่อถ่วงดุลอำนาจเพียงอย่างเดียว แต่รวมกลุ่มเพื่อถ่วงดุลภัยคุกคามที่ตนรับรู้ (balance of threat) (Walt, 1987) จุดพิเศษของข้อตกลงมักกะฮ์คือ ภัยคุกคามของสมาชิกแต่ละรายไม่ใช่ตัวเดียวกัน ซาอุดีอาระเบียระแวงอิหร่าน ปากีสถานระแวงอินเดีย ตุรกีระแวงอิสราเอล และกังวลว่าการติดอาวุธให้กองกำลังเคิร์ดในอิหร่านจะสั่นคลอนกระบวนการสันติภาพกับพรรคแรงงานเคอร์ดิสถาน (PKK) ของตน (Rehman, 2026) สามความกลัวต่างทิศมากางร่มคันเดียวกัน นี่คือพลังของพันธมิตร และคือจุดเปราะบางของมันในเวลาเดียวกัน

สามประเทศนี้เอาอะไรมาแลกกัน

นักวิเคราะห์แทบทุกสำนักเห็นตรงกันว่า การรวมตัวครั้งนี้มีเงินจากซาอุดีอาระเบีย เทคโนโลยีจากตุรกี แสนยานุภาพทางทหารจากปากีสถาน ซาอุดีอาระเบียมีเงินทุนมหาศาล อำนาจในตลาดพลังงาน และน้ำหนักทางการทูตในฐานะผู้พิทักษ์สองนครศักดิ์สิทธิ์ ตุรกีมีกองทัพใหญ่อันดับสองของ NATO และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศที่พึ่งตนเองได้มากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งโดรน สงครามอิเล็กทรอนิกส์ และอาวุธนำวิถีแม่นยำ ส่วนปากีสถานมีกองทัพขนาดใหญ่ที่ผ่านสมรภูมิจริง และเป็นชาติมุสลิมเดียวที่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ (Rehman, 2026)

แต่ใต้สูตรที่ดูลงตัวนี้ แรงจูงใจของแต่ละฝ่ายซับซ้อนกว่าที่เห็น สำหรับปากีสถาน ข้อตกลงแยกไม่ออกจากปากท้อง ไม่กี่วันก่อนพิธีลงนาม ธนาคารกลางปากีสถานยืนยันว่าซาอุดีอาระเบียต่ออายุเงินฝากกว่า 5 พันล้านดอลลาร์ออกไปอีกสามปี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเงิน 8 พันล้านดอลลาร์ที่ช่วยค้ำทุนสำรองระหว่างประเทศของปากีสถานอยู่ การแปลงขีดความสามารถทางทหารให้เป็นรายได้และหลักประกันทางเศรษฐกิจ จึงเป็นแบบแผนเดิมของอิสลามาบัดที่ข้อตกลงนี้ทำให้เป็นทางการยิ่งขึ้น (Rehman, 2026)

ทั้งนี้ ฝั่งริยาดมีมุมมองที่มักถูกมองข้าม นักวิจัยซาอุดีอาระเบีย อับดุลอาซิซ อัลฆอชิอาน (Abdulaziz Alghashian) ชี้ว่าสิ่งที่ริยาดต้องการจริงๆ ไม่ใช่การพึ่งพากองทัพต่างชาติไปตลอด แต่คือการสร้างกองทัพและอุตสาหกรรมกลาโหมของตนเองให้แข็งแรง โดยมีตุรกีเป็นพี่เลี้ยงด้านเทคโนโลยี ในสายตาริยาด บทบาทของตุรกีข้อนี้อาจสำคัญกว่าร่มนิวเคลียร์ของปากีสถานเสียอีก (Hussain, 2026) ส่วนแรงจูงใจของตุรกี เกิคฮาน เอเรลี (Gökhan Ereli) สรุปสั้นๆ ว่า ตุรกีไม่ได้ทิ้ง NATO เพื่อแลกกับกลุ่มความร่วมมือมักกะฮ์ แต่กำลังแสวงหาช่องทางประกันความเสี่ยงทางความมั่นคงในวันที่พันธมิตรเดิมไม่อาจคาดหวังได้ (Hussain, 2026)

นี่คือพันธมิตรทางทหารจริง หรือสัญญาณทางยุทธศาสตร์

ถ้อยคำที่ใช้เป็นกรอบความร่วมมือนั้นมีลักษณะแบบมาตรา 5 ของ NATO ทำให้สื่อจำนวนมากอาจเรียกข้อตกลงนี้ว่า ‘NATO มุสลิม’ แต่เมื่อดูกลไกจริง ในวันนี้อาจยังไม่ได้ไปไกลถึงขั้นนั้น ฮาคาน ฟิดาน (Hakan Fidan) อธิบายเองว่า ข้อตกลงดังกล่าวคล้ายกับมาตรา 5 ของ NATO เพียงในทาง ‘เทคนิค’ เพราะการตอบสนองไม่ได้เกิดอัตโนมัติ รัฐที่ถูกโจมตีต้องร้องขอความช่วยเหลือก่อน และต้องระบุว่าต้องการอะไร ตั้งแต่ข่าวกรอง การส่งกำลังบำรุง กระสุน ไปจนถึงการส่งหน่วยทหาร ที่สำคัญ ข้อตกลงไม่ระบุชื่อภัยคุกคามร่วมใดเป็นลายลักษณ์อักษร (Al Jazeera, 2026b) คัมรัน โบคฮารี (Kamran Bokhari) เรียกมันว่าสัญญาณทางยุทธศาสตร์ มากกว่าพันธมิตรเชิงปฏิบัติการ เพราะขีดความสามารถทางทหารแบบบูรณาการยังอยู่ห่างออกไปอีกหลายปี (Hussain, 2026)

ประเด็นนิวเคลียร์สะท้อนธรรมชาติของข้อตกลงชัดที่สุด สื่อบางส่วนตีความว่าซาอุดีอาระเบียกำลังเข้าไปอยู่ใต้ร่มนิวเคลียร์ปากีสถาน แต่รองรัฐมนตรีซาอุดีปฏิเสธทันทีว่าข้อตกลงไม่เกี่ยวกับความทะเยอทะยานนิวเคลียร์ใดๆ มูฮัมหมัด ไฟซาล (Muhammad Faisal) ชี้ข้อเท็จจริงที่มักถูกมองข้ามเพิ่มว่า ตุรกีเป็นสมาชิก NATO ที่มีอาวุธนิวเคลียร์จากสหรัฐฯ อยู่แล้ว จึงไม่ได้ต้องการร่มของปากีสถาน สถานะนิวเคลียร์ของปากีสถานจึงทำหน้าที่เป็นน้ำหนักทางยุทธศาสตร์โดยนัยเท่านั้น (Hussain, 2026) ซึ่งเสาที่ดูน่าเกรงขามที่สุดในสายตาสื่อ แท้จริงถูกออกแบบให้คลุมเครือโดยจงใจ เพราะการป้องปรามทำงานได้ดีที่สุด เมื่อฝ่ายตรงข้ามไม่แน่ใจว่าเส้นอยู่ตรงไหน

ข้อสังเกตที่อาจจับแก่นได้แม่นที่สุดมาจาก ยาสมิน ฟาโรก (Yasmine Farouk) แห่ง International Crisis Group เธอเรียกข้อตกลงนี้ว่าการป้องปรามเชิงบรรทัดฐาน (normative deterrence) สิ่งที่สามประเทศมีร่วมกันไม่ใช่ความอยากเผชิญหน้า แต่คือความต้องการหยุดไม่ให้สงครามลุกลาม ทั้งสามเรียกร้องการไกล่เกลี่ยและการลดระดับความรุนแรงมาตลอด ข้อตกลงจึงเป็นการขีดเส้นบรรทัดฐานใหม่ให้ภูมิภาค มากกว่าการเตรียมทำสงคราม (Osgood, 2026)

ใครควรกังวล: อิหร่าน อิสราเอล หรืออินเดีย

อิหร่านตอบโต้ผ่านสมาชิกรัฐสภาโดยชี้ว่าข้อตกลงบนกระดาษไม่อาจรับประกันความมั่นคงของซาอุดีอาระเบียได้เพราะการพึ่งพาสหรัฐฯ เพียงฝ่ายเดียวเคยพิสูจน์แล้วว่าไม่เพียงพอ (Rehman, 2026) แต่ภายใต้ถ้อยคำแข็งกร้าว สมการของเตหะรานเปลี่ยนไปจริง เพราะเพื่อนบ้านสองประเทศที่มีพรมแดนติดอิหร่านโดยตรงเข้าผูกพันกับริยาดอย่างเป็นทางการแล้ว ต้นทุนของการโจมตีซาอุดีอาระเบียครั้งต่อไปจึงสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ที่แยบยลกว่านั้น การมีปากีสถานซึ่งเป็นคนกลางระหว่างวอชิงตันกับเตหะรานนั่งอยู่ในข้อตกลง คือเกราะทางการทูตชั้นดี เพราะทำให้กล่าวหาได้ยากว่าพันธมิตรนี้ตั้งขึ้นเพื่อต่อต้านอิหร่าน (Hussain, 2026)

แต่เกราะนี้มีราคาที่ผู้สวมต้องจ่าย และผู้จ่ายหลักคือปากีสถาน ซึ่งเสี่ยงที่สุดต่อการถูกลากเข้าสู่สงครามที่ไม่ใช่ของตน (entrapment) บทเรียนมีให้เห็นแล้วในปี 2015 เมื่อรัฐสภาปากีสถานลงมติปฏิเสธส่งทหารร่วมปฏิบัติการในเยเมน เพราะเกรงแรงต้านการเมืองภายในและรอยร้าวทางนิกาย ปากีสถานมีประชากรชีอะฮ์จำนวนมาก มีพรมแดนยาวติดอิหร่าน และบทบาทคนกลางที่สั่งสมมาก็ถูกประเมินว่าจะถูกบั่นทอนลงจากข้อตกลงนี้ แม้ไม่ถึงกับหมดไป (Rehman, 2026; Hussain, 2026)

ขณะที่อิสราเอลแสดงความกังวลล่วงหน้าก่อนใคร อดีตนายกรัฐมนตรี นัฟตาลี เบนเนตต์ (Naftali Bennett) มองไว้ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ว่า ตุรกีกำลังสร้างแกนปฏิปักษ์ร่วมกับขีดความสามารถนิวเคลียร์ของปากีสถานเพื่อปิดล้อมอิสราเอล (Rehman, 2026) ส่วนอินเดียคือผู้เล่นนอกภูมิภาคที่กระทบ อดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศ คันวาล ซิบัล (Kanwal Sibal) เรียกข้อตกลงนี้ตรงไปตรงมาว่าเป็นพัฒนาการเชิงลบอย่างยิ่งต่อผลประโยชน์อินเดีย เพราะคู่ปรับอย่างปากีสถานได้ทั้งเงินหนุนและน้ำหนักทางยุทธศาสตร์เพิ่ม (Rehman, 2026)

เกมของมหาอำนาจ: วอชิงตันเสียอะไร ปักกิ่งได้อะไร

คำถามที่น่าสนใจอีกประการคือ ข้อตกลงนี้หมายความว่าอย่างไรต่อมหาอำนาจสองรายที่กำหนดจังหวะของภูมิภาคมากที่สุด เริ่มที่วอชิงตัน ซึ่งมองข้อตกลงนี้ได้สองแบบที่ขัดกันเอง แบบแรกมองว่าเป็นข่าวดี ไมเคิล คูเกลแมน (Michael Kugelman) ประเมินว่าข้อตกลงอาจจะได้รับการต้อนรับในหมู่ผู้กำหนดนโยบายอเมริกันด้วยซ้ำ เพราะตรงกับสิ่งที่สหรัฐฯ เรียกร้องจากพันธมิตรมาหลายปี คือให้รับผิดชอบความมั่นคงของตัวเองมากขึ้น (Rehman, 2026) มุมนี้มีข้อมูลสนับสนุนต่อสามประเทศว่า ไม่มีท่าทีจะตัดขาดจากวอชิงตันเลย ตุรกียังอยู่ใน NATO ซาอุดีอาระเบียยังซื้ออาวุธอเมริกัน ปากีสถานยังต้องการความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ข้อตกลงจึงเป็นการเสริมหลักประกันเดิม ไม่ใช่การแทนที่ (Osgood, 2026)

แบบที่สองมองไกลกว่าและกังวลกว่า อิทธิพลของสหรัฐฯ ในภูมิภาคนี้ไม่ได้วางอยู่บนฐานทัพเท่านั้น แต่วางอยู่บนการที่รัฐอ่าวต้องพึ่งอาวุธ เทคโนโลยี และหลักประกันจากวอชิงตันโดยไม่มีทางเลือกอื่น ดังนั้น ทุกก้าวที่สามประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมกลาโหมร่วมกัน จึงส่งผลให้อำนาจต่อรองของวอชิงตันหดลง (Yamin, 2026) ข้อถกเถียงระหว่างสองมุมนี้ยังไม่จบ และอาจสรุปเป็นคำถามเดียวได้ว่า สหรัฐฯ ควรอ่านข้อตกลงมักกะฮ์เป็นการแบ่งเบาภาระ หรือเป็นก้าวแรกของการแยกทาง คำตอบขึ้นกับว่าพันธมิตรใหม่จะเดินไปไกลแค่ไหน และวอชิงตันจะตอบสนองด้วยการปรับตัวหรือการกดดัน

ฝั่งปักกิ่งไม่ได้นั่งที่โต๊ะลงนาม แต่มีเหตุผลอย่างน้อยสามข้อที่ทำให้จีนดูเหมือนผู้ได้ประโยชน์เงียบๆ ข้อแรก โลกที่พันธมิตรของสหรัฐฯ พึ่งวอชิงตันน้อยลง คือโลกที่ตรงกับวิสัยทัศน์หลายขั้วซึ่งจีนผลักดันมาตลอด ข้อสอง ผู้เล่นหลักของข้อตกลงคือปากีสถาน หุ้นส่วนที่ใกล้ชิดจีนที่สุด ข้อสาม หากข้อตกลงช่วยป้องปรามไม่ให้สงครามลามถึงอ่าว เส้นทางพลังงานที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจจีนก็ปลอดภัยขึ้น โดยปักกิ่งไม่ต้องลงทุนอะไรเลย

แต่ข้อถกเถียงฝั่งตรงข้ามก็มีน้ำหนักไม่แพ้กัน จีนไม่ได้ควบคุมพันธมิตรนี้ และผลลัพธ์บางแบบอาจย้อนมากระทบผลประโยชน์จีนเอง หากพันธมิตรถูกผลักให้กลายเป็นแนวร่วมต่อต้านอิหร่าน มิตรทางยุทธศาสตร์ของปักกิ่งจะถูกทำให้โดดเดี่ยวหนักขึ้น และปากีสถานจะถูกบีบให้เลือกข้างในแบบที่จีนไม่อยากเห็น นี่คือเหตุผลสำคัญที่อิสลามาบัดเองจะต้านทานทุกความพยายามที่จะแปลงข้อตกลงเป็นแนวร่วมต่อต้านอิหร่านอย่างเปิดเผย (Yamin, 2026) คำถามสำหรับปักกิ่งจึงไม่ใช่ว่าได้หรือเสีย แต่คือพันธมิตรมักกะฮ์จะเดินไปทางไหน 

ไม่ว่าคำตอบจะออกทางใด ข้อสรุปหนึ่งยืนอยู่เหนือข้อถกเถียงทั้งหมด โลกที่รัฐขนาดกลางสามรัฐทำสัญญาป้องกันร่วมกันเอง โดยไม่มีมหาอำนาจร่วมโต๊ะและไม่ต้องขออนุญาตใคร คือหลักฐานที่จับต้องได้ของระเบียบหลายขั้ว (multipolar order) ยิ่งกว่าคำประกาศในเวทีประชุมใด และเป็นระเบียบที่ทั้งวอชิงตันและปักกิ่งต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วม โดยไม่ได้เป็นผู้กำกับบทแต่ผู้เดียวอีกต่อไป

คำถามที่เงียบที่สุดในมักกะฮ์: แล้วปาเลสไตน์อยู่ตรงไหน

บทวิเคราะห์ส่วนใหญ่ตอบคำถามว่าข้อตกลงนี้ปกป้องใคร แต่แทบไม่มีใครถามว่าข้อตกลงนี้ไม่ได้ปกป้องใคร ผู้เขียนขอปิดท้ายด้วยคำถามสี่ข้อที่เอกสารฉบับนี้ทิ้งไว้โดยไม่มีคำตอบ

คำถามแรก ทำไมสัญญาที่ลงนามในนครศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของอิสลาม และอ้างภราดรภาพมุสลิมเป็นฐานความชอบธรรม จึงไม่มีคำว่าปาเลสไตน์ปรากฏอยู่เลย ทั้งที่กาซาคือบาดแผลที่ปลุกความรู้สึกของชาวมุสลิมทั่วโลกมากกว่าประเด็นใดในรอบหลายปีที่ผ่านมา ข้อตกลงไม่ระบุภัยคุกคาม ไม่ระบุพื้นที่คุ้มครองนอกดินแดนสมาชิก และไม่แตะสมการอำนาจที่กดทับกาซาอย่างตรงไปตรงมา ความเงียบนี้ยิ่งดังขึ้นเมื่อเทียบเวลากัน เพียงสองวันหลังพิธีที่มักกะฮ์ นายกรัฐมนตรีอิสราเอล เบนจามิน เนทันยาฮู (Benjamin Netanyahu) ประกาศปฏิเสธแผนสันติภาพ 15 ข้อสำหรับกาซาที่ผลักดันโดยประธานาธิบดี โดนัล ทรัมป์ (ผ่านความเห็นชอบจากฮามาสไปแล้ว) พร้อมทั้งยืนยันว่าจะไม่ถอนทหารจนกว่าฮามาสจะวางอาวุธจริง ทั้งที่การโจมตีกาซาแทบไม่เคยหยุดแม้อยู่ภายใต้ข้อตกลงหยุดยิงมาตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่แล้ว (Al Jazeera, 2026a) เส้นทางการทูตเพื่อกาซาล้มลงอีกครั้งต่อหน้าพันธมิตรใหม่ที่เพิ่งประกาศพลังป้องปรามกึกก้อง ฉะนั้นแล้วคำถามจึงแหลมคมขึ้นทันที เพราะพลังป้องปรามนั้นจะถูกใช้เพื่อกาซาด้วยหรือไม่ หรือกาซาจะยังอยู่นอกร่มต่อไป เหมือนกับที่ตัวบทของสัญญาบอกไว้ตรงไปตรงมา

คำถามที่สอง ความเงียบนี้เป็นความบังเอิญ หรือความจงใจ หลักฐานชี้ไปทางหลัง เพราะท่าทีต่ออิสราเอลคือจุดที่สามประเทศห่างกันที่สุด ตุรกีเผชิญหน้ากับอิสราเอลอย่างเปิดเผยในเวลานี้ แม้จะเคยมีการปรับความสัมพันธ์กับอิสราเอลอยู่ช่วงหนึ่ง ปากีสถานไม่รับรองอิสราเอลมาตั้งแต่ก่อตั้งประเทศ ส่วนซาอุดีอาระเบียยังถ่วงดุลระหว่างการป้องปรามกับการทูต และเคยเดินบนเส้นทางฟื้นความสัมพันธ์กับเทลอาวีฟมาก่อนสงคราม การประสานสามท่าทีนี้ให้กลายเป็นการตอบสนองร่วมต่ออิสราเอล จึงต้องอาศัยการทูตที่ละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง (Yamin, 2026) พูดให้ถึงที่สุด หากข้อตกลงมักกะฮ์เขียนคำว่าปาเลสไตน์ลงไป พันธมิตรอาจแตกก่อนหมึกแห้ง ความเงียบจึงไม่ใช่จุดอ่อนของเอกสาร แต่คือเงื่อนไขที่ทำให้เอกสารเกิดขึ้นได้

คำถามที่สาม ถ้าเช่นนั้น ความมั่นคงที่ข้อตกลงนี้ยกระดับ เป็นความมั่นคงของใครกันแน่ สิ่งที่ถูกคุ้มครองคือดินแดน โครงสร้างพื้นฐาน และในทางปฏิบัติย่อมรวมถึงเสถียรภาพของระบอบผู้ลงนามด้วย นั่นคือความมั่นคงของรัฐและระบอบ (regime security) ไม่ใช่ความมั่นคงของประชาชาติมุสลิมในความหมายที่พิธีกรรม ณ มักกะฮ์พยายามสื่อ มักกะฮ์มอบความชอบธรรมเชิงสัญลักษณ์ให้สัญญา แต่เนื้อในของสัญญาคือผลประโยชน์รัฐหรือไม่ ยังเป็นคำถามใหญ่ๆ ที่ต้องรอติดตามต่อ

คำถามสุดท้าย ข้อแย้งที่ว่าการป้องปรามที่เข้มแข็งขึ้นจะช่วยปาเลสไตน์ทางอ้อม ฟังขึ้นหรือไม่ ฝ่ายสนับสนุนชี้ว่าหากการป้องปรามเชิงบรรทัดฐานทำงานจริง เส้นที่ถูกขีดขึ้นอาจจำกัดการขยายปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลไปโดยปริยาย และอำนาจต่อรองรวมของโลกมุสลิมย่อมเพิ่มขึ้นในระยะยาว (Osgood, 2026) ข้อแย้งนี้รับฟังได้ แต่ต้องเรียกให้ถูกชื่อเพราะมันคือผลพลอยได้ในเชิงสมมุติฐาน ไม่ใช่พันธะในเอกสาร บทเรียนที่โลกมุสลิมเรียนซ้ำแล้วซ้ำเล่าจึงยังไม่เปลี่ยน สัญลักษณ์แห่งภราดรภาพไม่ใช่สิ่งเดียวกับความยุติธรรม และคำถามชุดนี้จะตามพันธมิตรมักกะฮ์ไปทุกครั้งที่กาซาถูกโจมตีครั้งใหม่

อนาคตที่น่าจับตา: สามตัวแปรกับคำถามที่ยังไม่มีใครตอบ

ตัวแปรแรกคือการขยายวง ซึ่งมีสัญญาณชัดที่สุด เพราะสามประเทศไม่ปิดบังเลยว่าออกแบบข้อตกลงให้เติบโต อดีตเอกอัครราชทูตปากีสถานเรียกข้อตกลงทวิภาคีปี 2025 ว่าเป็น ‘นิวเคลียส’ ที่ดึงดูดความสนใจจากตุรกี อียิปต์ กาตาร์ และคูเวต โดยตุรกีเป็นเพียงชาติแรกที่ตัดสินใจ ส่วนกาตาร์กับคูเวตอาจเป็นผู้สมัครลำดับถัดไป จากสายสัมพันธ์กลาโหมที่คูเวตมีกับปากีสถาน และความใกล้ชิดยาวนานระหว่างกาตาร์กับตุรกี (Hussain, 2026)

แต่ชาติที่ถูกจับตาที่สุดคืออียิปต์ ซึ่งไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย เพราะไคโรนั่งอยู่ในวงหารือรัฐมนตรีสี่ฝ่ายมาตั้งแต่ต้นดังที่เล่าไว้ข้างต้น ฮาคาน ฟิดัน (Hakan Fidan) ประกาศตรงไปตรงมาว่า อียิปต์คือหุ้นส่วนโดยธรรมชาติในทุกประเด็น เหลือเพียงประเด็นทางเทคนิคไม่กี่ข้อก่อนเข้าร่วมในระยะถัดไป พร้อมเปิดวิสัยทัศน์ว่าพันธมิตรไม่ควรจำกัดที่สามประเทศ หากควรเติบโตและนำทุกประเทศเข้ามาอยู่ใต้ร่มนี้หากจำเป็น (Arab News, 2026) ถ้อยแถลงเช่นนี้เน้นย้ำว่าสามชาติผู้ก่อตั้ง ซึ่งเรียกตัวเองว่าประเทศแกนกลาง กำลังคิดถึงสถาปัตยกรรมความมั่นคงระดับภูมิภาค ไม่ใช่แค่สัญญาสามฝ่าย (Al Jazeera, 2026b)

แต่ความกระตือรือร้นไม่ได้เท่ากันทุกเมืองหลวง เสียงจากไคโรเองระมัดระวังกว่าเสียงจากอังการามาก อาห์ โดย อะห์หมัด อะบูดุฮ์ (Ahmed Aboudouh) นักวิจัยจาก Chatham House ชี้ว่าแม้อียิปต์จะกังวลเรื่องความมั่นคงชุดเดียวกับสามผู้ก่อตั้ง แต่ไม่ได้มองภัยคุกคามชุดเดียวกัน ไคโรถนัดเข้าร่วมกรอบความร่วมมือแบบแคบและเฉพาะประเด็น มากกว่าผูกพันธะกลาโหมที่มีต้นทุนและความเสี่ยงสูง การเข้าร่วมของอียิปต์จึงอาจเป็นการตัดสินใจที่ซับซ้อนกว่าที่ ฮาคาน ฟิดัน อธิบาย (Al Jazeera, 2026c) สวนทางกับแรงเชียร์จากอ่าวที่ดังขึ้นเรื่อยๆ อดีตนายกรัฐมนตรีกาตาร์ ฮาหมัด บิน จัสซิม อัล ธานี (Hamad bin Jassim Al Thani) ถึงกับโพสต์แสดงความหวังให้สมาชิกคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าว (GCC) ที่ทั้งหมดริเริ่มเข้าร่วมข้อตกลง (Al Jazeera, 2026c) ช่องว่างระหว่างความลังเลของไคโรกับความกระตือรือร้นของโดฮา เป็นบทพิสูจน์แรกของกฎที่ว่า ยิ่งร่มกว้าง เงื่อนไขที่ต้องประนีประนอมใต้ร่มก็ยิ่งซับซ้อน

ตัวแปรที่สองคือกลไก ข้อตกลงวางโครงสร้างสถาบันไว้ตั้งแต่ต้น ทั้งคณะกรรมการฝ่ายการเมืองและการทหารที่รวมรัฐมนตรีต่างประเทศ รัฐมนตรีกลาโหม และผู้บัญชาการเหล่าทัพของสามชาติ สำนักเลขาธิการถาวรในซาอุดีอาระเบีย และแผนงานด้านการฝึกร่วม การแบ่งปันข่าวกรอง การส่งกำลังบำรุง และการทำงานร่วมกันได้ของกองทัพ (interoperability) โดยมีความร่วมมืออุตสาหกรรมกลาโหมเป็นวาระหลักบนโต๊ะผู้นำ (Al Jazeera, 2026b) เมื่อรวมกับกำลังพลปากีสถานราว 8,000 นาย เครื่องบินรบ และระบบป้องกันภัยทางอากาศที่ประจำการในซาอุดีอาระเบียแล้ว ตั้งแต่ข้อตกลงปี 2025 (Rehman, 2026) เจตนาของผู้ร่างชัดเจนว่าต้องการมากกว่าคำประกาศ แต่จากคณะกรรมการและสำนักเลขาธิการ ไปสู่โครงสร้างบัญชาการที่ประสานกันได้จริงในภาวะวิกฤตอาจต้องรอต่อไป

ตัวแปรที่สามและสำคัญที่สุดคือ เอกภาพทางการเมือง (Yamin, 2026) ดังที่เล่าไว้ข้างต้น ความสัมพันธ์อังการา-ริยาดเพิ่งฟื้นจากวิกฤตคาช็อกกีได้ไม่กี่ปี การที่แอร์โดอันกับบิน ซัลมานมายืนชูแฟ้มร่วมกันได้ พิสูจน์ว่าความจำเป็นทางยุทธศาสตร์แซงหน้าความบาดหมางส่วนตัวไปแล้ว แต่ความทะเยอทะยานที่จะเป็นผู้นำโลกมุสลิมของทั้งสองคนไม่ได้หายไปไหน และจะกลับมาทดสอบพันธมิตรนี้ทุกครั้งที่ต้องตัดสินใจเรื่องใหญ่ร่วมกัน

คำถามต่ออนาคตจึงเรียงรายรออยู่ หากอิหร่านโจมตีซาอุดีอาระเบียอีกครั้ง อังการากับอิสลามาบัดจะตอบสนองตามตัวอักษรจริงหรือไม่ หากอียิปต์และรัฐอ่าวทยอยเข้าร่วมจนร่มขยายกว้าง ใครจะเป็นผู้ถือคันร่ม หากการปะทะอินเดีย-ปากีสถานปะทุอีกครั้ง เงื่อนไขป้องกันร่วมจะถูกตีความอย่างไร ปากีสถานจะเป็นทั้งหุ้นส่วนความมั่นคงของริยาดและคนกลางที่เตหะรานไว้ใจไปพร้อมกันได้นานแค่ไหน หากวอชิงตันเริ่มมองว่าการแบ่งเบาภาระกลายเป็นการแยกทาง มหาอำนาจที่เคยค้ำระเบียบเดิมจะปล่อยมือหรือดึงกลับ และคำถามที่เงียบที่สุด ร่มที่กางขึ้นในมักกะฮ์จะมีวันแผ่เงาไปถึงกาซาหรือไม่

คำตอบทั้งหมดยังไม่มีใครรู้ แต่ภาพเปิดกับภาพปิดของเรื่องนี้วางเทียบกันได้ชัดเจน เมื่อปี 1979 ทหารปากีสถานช่วยชิงคืนมัสยิดอัลฮะรอมอย่างเงียบเชียบ ท่ามกลางโลกที่ความมั่นคงของภูมิภาคถูกกำหนดโดยมหาอำนาจภายนอก ปี 2026 ผู้นำสามชาติยืนชูแฟ้มสัญญากลางนครเดียวกัน เพื่อประกาศว่าต่อจากนี้พวกเขาจะร่วมกำหนดความมั่นคงของตนเอง ข้อตกลงมักกะฮ์อาจเติบโตเป็นเสาหลักของสถาปัตยกรรมความมั่นคงใหม่ หรืออาจพังลงตั้งแต่วิกฤตแรกก็เป็นได้ แต่ไม่ว่าจะจบทางไหน ลำพังการที่สัญญาฉบับนี้เกิดขึ้นได้ ก็ยืนยันความจริงข้อหนึ่งแล้ว ยุคที่ความมั่นคงของโลกมุสลิมถูกออกแบบจากภายนอกเพียงลำพังกำลังปิดฉากลง และยุคที่ชาติมุสลิมทดลองออกแบบความมั่นคงด้วยมือของตนเอง ได้เริ่มต้นขึ้นแล้วที่มักกะฮ์

เอกสารอ้างอิง

Al Jazeera. (2026a, August 9). Israel rejects Trump’s 15-point plan for Gaza. https://www.aljazeera.com/news/2026/8/9/israel-rejects-trumps-15-point-plan-for-gaza

Al Jazeera. (2026b, August 8). Turkiye says Mecca defence pact not aimed at Iran. https://www.aljazeera.com/news/2026/8/8/turkiye-says-mecca-defence-pact-not-aimed-at-iran

Al Jazeera. (2026c, August 9). Which other countries could join the Turkiye-Saudi-Pakistan defence pact? https://www.aljazeera.com/news/2026/8/9/which-other-countries-could-join-the-turkiye-saudi-pakistan-defence-pact

Arab News. (2026, August 9). Türkiye’s foreign minister says expects Egypt to join defense pact with Pakistan, Saudi Arabia. https://www.arabnews.com/node/2653954/pakistan

Hussain, A. (2026, August 8). Saudi-Pakistan-Turkiye pact: A new shield or strategic signal? Al Jazeera. https://www.aljazeera.com/news/2026/8/8/saudi-pakistan-turkiye-pact-a-new-shield-or-strategic-signal

Naseem, M. Y., & Alibablu, S. S. (2017). Saudi-Pak defense partnership: Past and present. Ortadoğu Etütleri (Middle Eastern Studies), 44–65.

Osgood, B. (2026, August 8). What could the Mecca defence pact mean for the US role in the Middle East? Al Jazeera. https://www.aljazeera.com/news/2026/8/8/what-could-the-mecca-defence-pact-mean-for-the-us-role-in-the-middle-east

Rehman, Z. U. (2026, August 8). What Pakistan’s defence pact with Saudi Arabia and Turkey means for the Middle East. Middle East Eye. https://www.middleeasteye.net/news/what-pakistan-saudi-arabia-turkey-defence-pact-means-middle-east

TRT World. (2026, April 17). Türkiye, Egypt, Pakistan and Saudi foreign ministers to meet at Antalya Diplomacy Forum. https://www.trtworld.com/article/2420ce7b40d4

Türkiye Today. (2026, April 29). Türkiye, Saudi Arabia, Egypt and Pakistan edge toward a new Middle East alignment. https://www.turkiyetoday.com/opinion/turkiye-saudi-arabia-egypt-and-pakistan-edge-toward-a-new-middle-east-alignment-3219018

Walt, S. M. (1987). The origins of alliances. Cornell University Press.

Yamin, T. (2026, August 7). Pakistan–Saudi Arabia–Türkiye defence pact: Towards a new regional security architecture or a limited strategic understanding? IPS Insights (IPS/INS/025/2026-25). Institute of Policy Studies, Islamabad.

NATO การเมืองระหว่างประเทศ ข้อตกลงป้องกันร่วม ข้อตกลงมักกะฮ์ ความมั่นคงตะวันออกกลาง ความมั่นคงระหว่างประเทศ ซาอุดีอาระเบีย ตะวันออกกลาง ตุรกี ปากีสถาน ยาสมิน ซัตตาร์ สหรัฐอเมริกา อิหร่าน เอเชียตะวันตก โลกหลายขั้ว

เรื่อง: ยาสมิน ซัตตาร์

อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ผู้เชี่ยวชาญประจำศูนย์ศึกษาตุรกี