"ยิงโจรในบ้าน (ไม่) ผิด" #เปลวสีเงิน -
เปลว สีเงิน
“นายกฯ อนุทิน” นี่
“จุดไฟล่อแมงเม่า” ได้ทุกวันนะ!
วันก่อนก็ “ก่อกำแพง” ให้พวกอ่อนล้าเดินเอาหัวมาตำ
มาวานซืน “ชิงพื้นที่ข่าว” โดยพูดว่า
“ยิงโจรในบ้านก็ผิด”!
เท่านั้นแหละทำเอา “เจี้ยว” ไปทุกแพลตฟอร์ม
ป่านนี้ “นายกฯ” คงเน่าในไปแล้วมั้ง?!
เรื่องยิงโจร จะ “ผิด” หรือ “ไม่ผิด”
ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า “ยิงในบ้าน” หรือ “ยิงนอกบ้าน” หรอก
หากแต่ขึ้นอยู่กับว่า การยิงนั้น พอสมควรแก่เหตุหรือไม่?
ยิงป้องกันตัวหรือป้องกันทรัพย์สิน “เกินขอบเขต” หรือไม่?
หรือเหตุอันตรายสิ้นสุดแล้ว….
แต่ยังยิงเพื่อความสะใจหรือยิงเพื่อให้มันหายแค้น อย่างนั้นหรือไม่?
ก็ต้องดู “ประมวลกฎหมายอาญา” มาตรา ๖๘ และ ๖๙ เป็นบรรทัดฐาน
ถ้าจะยกตัวบทกฎหมายมาอธิบายว่ายิงโจรในบ้าน “ผิด” หรือ “ไม่ผิด” มันเข้าใจยาก
สู้เอาตัวอย่างที่เกิดขึ้นแล้วมาให้ดู จะมองเห็นภาพและเข้าใจได้ง่ายมากกว่า
ผมไม่ใช่นักกฎหมายตัวยง
แต่เป็น “นักลอก” ข้อสอบตัวยง ฉะนั้น วันนี้ก็จะลอกอีกด้วยความชำนาญ โปรดอ่าน
……………………………….
“ทนายปวีณ”
วันนี้ เป็นวันครบรอบเหตุการณ์ที่ผมถูก “ปล้นร้านทอง”
“ห้างทองเยาวราช” จ.ตาก
คดีได้สิ้นสุดลงแล้ว ทางอัยการมีคำสั่ง “ไม่ฟ้อง”
ในคดีที่ผมถูกตั้งข้อหา “พยายามฆ่า”
ผมเลยจะมาเล่าเหตุการณ์ในวันนั้นให้ฟัง และเอาไว้เป็นกรณีศึกษา สำหรับร้านค้าอย่างเราๆ ที่จะต้องป้องกันตัวเองจากโจรผู้ร้ายที่นับวันจะมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
ลำพังเจ้าหน้าที่ ก็คงไม่สามารถดูแลเราได้ตลอดเวลา
เราจึงจะต้อง “มีอาวุธ” ที่จะเอาไว้ต่อสู้
เข้าอบรมเรียน รู้“วิธีการใช้อาวุธ” ที่ถูกต้อง
และฝึกฝนอยู่อย่างสม่ำเสมอ
-วันที่ 8 ธันวาคม 2565
ในวันนั้น ขณะที่ผมอยู่นอกร้าน เรียกช่างมาปรับกล้องวงจรที่ไม่ได้ตำแหน่ง
ไม่ถึง 5 นาที ก็มีโจร 4 คน อย่างที่เคยเห็นตามข่าว เข้ามาจอดด้านข้างร้าน
แล้วชายคนนึงได้ใช้อาวุธปืนติดท่อเก็บเสียง
มาทราบภายหลังว่าเป็นขนาด .380 ออโต้
ผมจึงบอกให้ภรรยาหนี
มีกระสุนยิงเข้ามา 1 นัด ถูกกระจกหน้าร้านแตก
ผมและภรรยาหลบมาด้านหลัง
หันไปคว้าปืนลูกซองยี่ห้อ Beneli M4 A1 มาขึ้นลำเอาไว้
ผมรีบถามภรรยาว่า “เป็นอะไรมั้ย น้องพนักงานอยู่ตรงไหน” เพราะตอนนั้น มีน้องพนักงานที่ร้านเดินมาจะเข้าร้านพอดี ช่วงเวลานั้น มันเร็วมาก
สมองกำลังตัดสินใจอย่างยากลำบากว่า “จะทำอย่างไรดี” จากนั้น ก็ได้ยินเสียง “เจียลูกกรง”
ตอนนั้น ผมคิดว่า ถ้าหากโจรเข้ามาได้ ก็จะถึงตัวแน่นอน
สองจิตสองใจว่า จะยิงใส่โจรเลย หรือจะยิงขู่ไปก่อน
ยิงไปเลย ก็กลัวจะถูกคนอื่น หรือพนักงานร้านได้
เลยย่อตัวลง….
เอาด้ามปืนตั้งไว้กับพื้น แล้วใช้นิ้วโป้งเหนียวไกยิงขึ้นเพดาน กะว่าไม่โดน ก็จะเฉี่ยวหัวคนเจีย ไปนี่แหล่ะ
สิ้นเสียงปืน โจรทั้ง 4 คน ก็วิ่งหนีออกไปหน้าร้าน
ผมเลยตามออกไปยืนคุมเชิงเพื่อไม่ให้พวกมันเข้ามาอีก จากนั้น 1 ในคนร้าย ก็ยิงใส่ผมอีก
ซึ่งก็เป็นคนเดียวกับคนที่ยิงกระจกเข้ามา ผมเลยหลบ
และยิงสวนไป 2-3 นัด
โดยเน้นไปแถวช่วงขา ซ้ำเข้ารูกระจกเดิม
ตอนนั้นไวมาก
ไม่รู้เลยว่าคนที่ผมยิงเป็นคนไหน ใจคิดอย่างเดียวว่า
“อยากยิงให้อยู่” แล้วอยาก “จับโจร” ให้ได้ด้วย
จะได้ไม่ต้องไปปล้นใครได้อีก
ไม่ได้ต้องการ “ยิงให้ตาย”
แต่ด้วยกระจกที่ค่อนข้างหนาและมุมที่ยิงเป็นมุมเฉียง
กระสุนบางส่วน ผ่านกระจกออกไปไม่ได้
กระเด็นตกอยู่ในร้าน
จะไปโดนก็นัดสุดท้าย
อีกอย่างคือ ผมใส่กระสุนลูกปราย 70 เม็ด
หรือกระสุนยิงนกไว้ 2 นัดแรกด้วย
ส่วนอีก 3 นัดที่เหลือ จะเป็นลูก 9 เม็ด
ที่ผมใส่ลูกยิงนกไว้นัดแรกๆ เผื่อเอาไว้ กรณีต่อสู้ในร้าน
เพื่อป้องกันลูกกระสุนกระเด็นทะลุกระจกไปโดนผู้อื่น
ตอนนั้น ผมไม่รู้เลยครับว่า
โจรมีกี่คน ปืนกี่กระบอก วิ่งไปทางไหนบ้าง เหตุการณ์สิ้นสุดแล้วหรือยัง
ผมเห็นคนร้ายวิ่งหนี ขากะเผลก แล้วล้มลง
ผมวิ่งไปบอกภรรยาว่า “ป๊ายิงโจรล้มอยู่หน้าร้านคนนึง”
พร้อมไปหยิบปืนสั้นขนาด 9 มม. อีกกระบอกมาขึ้นลำเตรียมเอาไว้ แล้วก็โล่งใจ ที่ไม่มีใครโดนลูกหลง
จากนั้น ก็มีคนวิ่งเข้ามาดูเหตุการณ์เป็นจำนวนมาก
ถามด้วยความเป็นห่วงผมว่า “ไม่เป็นอะไรใช่มั้ย”
จนกระทั่งเจ้าหน้าที่มา
ผมก็รีบอัดคลิปส่งให้ เพื่อติดตามคนที่เหลือ
กระแสข่าวออกไปไวมาก
มีคนมาบอกว่า “ข่าวออกแล้ว” มีแต่คนชื่นชมเจ้าของร้านทอง จากนั้น ก็ได้รับข่าวดีว่า จับโจรได้อีกคนนึง
ตกเย็นลูกสาวกลับมา เห็นสภาพร้านที่พังเสียหายก็ใจเสียร้องไห้ ผมบอกว่า
“ป๊ากับแม่ปลอดภัยดีลูก ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องตกใจ”
เจ้าหน้าที่มาตรวจสอบที่เกิดเหตุหาวิถีกระสุนพิมพ์ลายนิ้วมือ ผมได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ว่า
จะถูกตั้งข้อหาว่า “พยายามฆ่า” เอาไว้ก่อน
ตกเย็นสำนักข่าวต่างๆ โทรมาจะเชิญไปออกรายการ รวมทั้งพี่หนุ่มก็โทรชวนไปออกรายการโหนกระแส
แต่ตอนนั้น ผมกลัวในหลายๆ อย่าง
อยากอยู่กับครอบครัวด้วยขวัญกำลังใจเสียหมดแล้ว
เลยปฎิเสธไม่ไป
ผมยังเป็นกังวลไม่รู้ว่า พวกนี้มีขบวนการ
เบื้องหลังเป็นยังงัย และจะตามมาเอาคืนหรือไม่?
แล้วตอนนี้ ผมก็ทราบแล้วว่า
กลุ่มนี้ เคยปล้นร้านทองที่ อ.พบพระ มาก่อน
วันรุ่งขึ้น นักข่าวมาเต็มหน้าร้าน
เป็นครั้งแรกเลย ที่ต้องหนีนักข่าวออกหลังบ้าน
ผมต้องไปให้การกับตำรวจที่โรงพัก
คนร้ายที่จับได้ตำรวจก็จับมาทำแผนที่หน้าร้านทันที
ประกันภัยร้านทองที่ทำไว้ก็ดีมาก
โทรมาถามเรื่องว่า “เราทำประกันไว้ใช่มั้ย?”
เข้ามาตรวจสอบทรัพย์สินที่เสียหาย
ได้ข่าวคนร้ายอีก 2 คนที่เป็นพม่า หนีข้ามฝั่งไปแล้ว จากการตามสัญญาณ GPS
อีกอาทิตย์ถัดมา ได้ข่าวจากเจ้าหน้าที่ว่า
จับคนบงการได้อีก 1 คนที่ อ.แม่สอด
จากการตรวจค้นบ้าน เจอปืนไทยประดิษฐ์ หรือปืนแก๊ป ยาบ้า และฝิ่นจำนวนนึง
พร้อมสมุดเล่มทะเบียนและป้ายทะเบียนคันที่โจรใช้ก่อเหตุในวันนั้น และเป็นคนจัดหาอาวุธปืน เป็นผู้สนับสนุนการก่อเหตุ
-วันที่ 11 เมษายน 2566
ศาลนัดสืบพยานโจทย์ประกอบคำรับสารภาพ อัยการเป็นโจทย์ ยื่นฟ้องจำเลยทั้ง 3
-วันที่ 24 พฤษภาคม 2566 ฟังคำพิพากษา
จำเลยที่ 1 และ 2 โดนข้อหาร่วมกันปล้นทรัพย์โดยใช้ปืนยิง และข้อหาอื่นๆ ให้การรับสารภาพ คงจำคุกรวม 10 ปี 9 เดือน
และจำเลยที่ 3 จำคุก 6 ปี 8 เดือน
ยกฟ้องจำเลยที่ 1 และ2 ฐานร่วมกันพยายามฆ่า (ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนที่อัยการขยายเวลายื่นอุทธรณ์)
-วันที่ 6 ตุลาคม 2566
อัยการแจ้งคำสั่ง “ไม่ฟ้อง” นายพิสิฐ ระพิทย์พันธ์ (ผู้ต้องหาในคดีที่ยิงโจร)
(ใจความสำคัญ)
พิจารณาแล้วเห็นว่า…..
“มีเหตุจำต้องกระทำเพื่อสิทธิของตนหรือของผู้อื่นให้พ้นภยันอันตราย ซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายหรือไม่”
เห็นว่า ขณะเกิดเหตุ
คนร้ายทั้ง 4 มีเจตนาปล้นร้านทองของผู้ต้องหาโดยพกพาอาวุธปืนมาด้วย ทั้งยังได้ใช้อาวุธปืนยิงเข้ามาภายในร้าน
ขณะที่ผู้ต้องหาและภรรยาอยู่บริเวณเค้าเตอร์ในร้าน
แม้ว่าภายหลังจากที่ผู้ต้องหาใช้อาวุธปืนยิงขึ้นเพดานร้านเพื่อขู่ คนร้ายทั้ง 4 คน จะได้วิ่งหลบหนีออกมาจากร้านแล้วก็ตาม
แต่จากภาพในกล้องวงจรปิด
1 คนร้าย ยังได้ใช้อาวุธปืนยิงเข้ามาในร้านของผู้ต้องหาอีก
การที่ “ผู้ต้องหา” ใช้อาวุธปืนยิงไปยังคนร้ายที่ยังคงอยู่บริเวณหน้าร้านและคนร้ายมีจำนวนมากกว่าผู้ต้องหา
ประกอบกับขณะเกิดเหตุ
ในบริเวณดังกล่าวไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ดูแลความปลอดภัย
บุคคลที่อยู่ในภาวะเช่นนั้น
ย่อมมีเหตุที่จะทำให้เข้าใจได้ว่า “คนร้ายอาจจะกลับเข้ามาในร้านอีก”
การที่ “ผู้ต้องหา” ใช้อาวุธปืนยิงไปยังคนร้ายเพื่อป้องกันชีวิตของตนและภรรยาซึ่งอยู่ในร้านรวมทั้งป้องกันทรัพย์สินจำนวนมาก
“จึงเป็นการกระทำเพื่อป้องกันชีวิตของตนเอง ภรรยา
รวมถึงทรัพย์สินของตนเอง ให้พ้นจากภัยอันตราย”
ซึ่งเกิดจากการประทุษร้าย อันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภัยที่ใกล้จะถึง
แม้ผู้ “ต้องหา” ได้ใช้อาวุธปืนยิง ไปที่คนร้าย 2-3 ครั้งติดต่อกัน
ก็เนื่องมากจากคนร้ายมา 4 คน
และได้ใช้อาวุธปืนในการก่อเหตุ อีกทั้งข้อเท็จจริงยังได้ความว่า “ผู้ต้องหา” มีความสามารถในการใช้อาวุธปืน
เนื่องจากผ่านการอบรม “หลักสูตรการใช้อาวุธปืน” เบื้องต้น
หากประสงค์ให้คนร้าย “ถึงแก่ความตาย” ย่อมสามารถทำได้
และเมื่อพิจารณาจากบาดแผลของนาย…หนึ่งในคนร้ายที่ถูกยิง พบว่าถูกยิง “บริเวณต้นขา” เท่านั้น
จึงเป็นการกระทำ “สมควรแก่เหตุ”
ที่ไม่เกินกรณีแห่งการที่จำต้องกระทำเพื่อป้องกันสิทธิของตนการกระทำของผู้ต้องหา….
“จึงเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฏหมายตามกฎหมายอาญา มาตรา 68”
“ไม่เป็นความผิดตามกฎหมาย”
จึงมีคำสั่ง “ไม่ฟ้อง” นายพิสิฐ ระพิทย์พันธ์ ข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่น ตามประมวลกฏหมายอาญามาตรา 68, 80 ,288
ขอบคุณญาติพี่น้อง ครอบครัว และเพื่อนๆ อันเป็นที่รักทุกคนที่คอยช่วยเหลือเป็นกำลังใจนะครับ
ต่อไปนี้ คงต้องหาโอกาสพาครอบครัวไปเที่ยว หาเวลาพักผ่อนบ้าง ออกกำลังกายบ้าง
เราก็ไม่รู้ว่าจะอยู่ได้อีกนานแค่ไหน ใช้ชีวิตให้ปลอดภัย รักทุกคนนะครับ
Cr. Pisit K Rapitpunt
Wasana Boonchuay De Barros
………………………………
ครับ….
นี่คือตัวอย่าง “ยิงโจรในบ้าน” ไม่มีความผิด
เพราะ “ยิงสมควรแก่เหตุ”
เพราะยิงป้องกันทรัพย์สิน“ ตามกรอบขอบเขต”
เพราะไม่มีเจตนายิงให้ตายด้วยความแค้น
แต่ถ้ายิง “นอกเงื่อนไข” ตามที่ว่านี้….
โอกาส “ยิงโจรในบ้านก็ผิด” มีสูงมาก!
เปลว สีเงิน
๑๓ สิงหาคม ๒๕๖๙ ·