สายน้ำแปดเปื้อน คนที่ถูกเว้นจากการอภัย และเราที่ยังไม่ละสายตา
สัปดาห์ที่ผ่านมา หลายคนอาจเลื่อนผ่านหน้าจอมือถือไปอย่างรวดเร็ว ข่าวแม่น้ำกกปนเปื้อนสารพิษกะพริบผ่าน ข่าวร่างกฎหมายนิรโทษกรรมที่ไม่รวมคดี 112 ก็ผ่านไป พร้อมกับถ้อยคำต่างๆ นานาในสภา
หากนับว่านี่เป็นการเดินทางมาถึงครึ่งปี 2569 เวลาหกเดือนกว่าๆ สองการเลือกตั้ง กับข่าวสำคัญที่ทิ้งร่องรอยความผิดหวังและความน่ากังวลที่ไม่รู้ปลายทาง อาจนับว่าเป็นครึ่งปีที่แม้อะไรๆ จะเกิดขึ้นมากมาย แต่ก็ช่างเย็นชา
หลายครั้งแม้ไม่กล้าพูดออกมาตรงๆ แต่เมื่อสังเกตดู ฉันก็รู้สึกอยู่ในใจว่าระยะหลังมานี้รอบๆ ตัวดูเงียบลงไปเรื่อยๆ ไม่ใช่ว่าคนไม่รู้เรื่อง ไม่ใช่ว่าไม่มีใครตามข่าว แต่พาดหัวที่เคยจุดกระแสให้คนถกเถียงกันทั้งสัปดาห์ กลับผ่านไปแค่วันสองวันก็เงียบหาย เหมือนมีบางอย่างที่ทำให้เสียงของสังคมค่อยๆ แผ่วลงทีละนิด ก่อนที่ใครจะทันสังเกตด้วยซ้ำว่ามันเงียบไปตั้งแต่เมื่อไหร่
บรรยากาศแบบนี้ทำให้ฉันนึกถึงภาวะเหนื่อยล้าซึ่งเป็นที่ถกเถียงในแวดวงสื่อสารมวลชนหลายประเทศช่วงที่ผ่านมา มันไม่ใช่แค่ความเหนื่อยล้าธรรมดา แต่เป็นสิ่งที่เรียกกันว่าภาวะ ‘หลีกเลี่ยงข่าว’ (news avoidance) หรือพูดให้จริงกว่านั้นคือ ‘หลีกเลี่ยงข่าวร้าย’ คือไม่ใช่ว่าคนปิดหูปิดตาจากโลกไปเสียทั้งหมด แค่เลือกไม่รับสิ่งที่รู้ว่าจะทำให้ใจหนักขึ้นไปอีก (รายงานของ Reuters Institute for the Study of Journalism ปีที่แล้วพบว่า คนทั่วโลกหลีกเลี่ยงข่าวเพิ่มขึ้นจนแตะระดับสูงเป็นประวัติการณ์)
สาเหตุหลักที่คนให้เหตุผลคือข่าวส่งผลกระทบทางลบต่ออารมณ์ความรู้สึกของพวกเขา บางคนเหนื่อยล้ากับปริมาณข่าวที่มากเกินไป บางคนท้อใจกับเนื้อหาสงคราม ความขัดแย้ง หรือข่าวอื่นๆ เพราะรู้สึกว่าตัวเองทำอะไรกับข้อมูลเหล่านั้นไม่ได้เลย
แน่นอนหากมองในมุมสื่อ เรื่องนี้เป็นภารกิจของสื่อที่ต้องตอบรับ ปรับตัว และทำงานแข็งขันว่าจะรายงานเรื่องต่างๆ ให้คนต่อไปอย่างไรดี แต่มองในมุมของผู้คนและอารมณ์สังคม บรรยากาศแบบนี้น่าหวั่นใจ น่าชวนคิดว่าเราจะอยู่กันอย่างไรโดยที่ประคับประคองชีวิต ไปพร้อมกับที่ยังมีพลังพอจะตั้งข้อสังเกตและตรวจจับความไม่ชอบมาพากลใดๆ ที่อาจเกิดขึ้น
ในครึ่งทางของปี หลายคนต่างต้องดีลกับโจทย์ชีวิตส่วนตัวจนพลังงานเหือดแห้ง การเลื่อนผ่านข่าวสารหนักๆ ของใครหลายคนกลายเป็นการเข้าระบบ Safe Mode ของมนุษย์ที่กำลังพยายามประคองตัวเองให้รอดพ้นจากความเหนื่อยล้า
แต่พอตั้งใจมองให้ลึกกว่าเดิม ฉันกลับคิดได้อีกแบบหนึ่ง
ความเหนื่อยล้าที่เกิดขึ้น อาจไม่ได้แปลว่าใครไม่รู้สึกอะไร ตรงกันข้าม การที่เรารู้สึกเหนื่อยกับข่าวสารเหล่านี้ได้ ก็แปลว่าเรายังรู้สึกอยู่ ยังไม่ได้ชาไปเสียทั้งหมด เพราะถ้าเราไม่แคร์จริงๆ ข่าวเหล่านั้นก็คงผ่านไปเฉยๆ โดยไม่ทิ้งน้ำหนักอะไรไว้ในใจเลยด้วยซ้ำ
เราตัดสินไม่ได้หรอกว่า การที่ใครเห็นข่าวแล้วเงียบ ไม่พูดอะไร ไม่แสดงความเห็น แปลว่าเขาไม่รู้สึก บางทีความเงียบนั้นอาจเป็นเพราะรู้สึกมากเกินกว่าจะพูด และการที่อยากเลื่อนผ่าน อยากหนี ก็อาจไม่ใช่เพราะไม่สนใจ แต่เพราะรู้อยู่ลึกๆ ว่าเรื่องนี้สำคัญ และนั่นแหละที่ทำให้กลัว
กลัวที่จะต้องเผชิญกับความรู้สึกที่ตามมาถ้าอ่านต่อ กลัวที่จะรู้ว่าตัวเองทำอะไรกับมันไม่ได้มากนัก
“กำลังจะสามปีแล้ว ที่ทนายอานนท์อยู่ในคุก” เพื่อนคนหนึ่งเอ่ยออกมา ไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ไม่กี่วันก่อนมีการพิจารณาเรื่องนิรโทษกรรมในสภาสัปดาห์นี้
มันเป็น ‘ไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย’ ที่มีพลังมากสำหรับฉัน เพราะแม้เราไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่าจ้องมองข้อเท็จจริงที่มีผลต่อความรู้สึกด้วยกัน แต่ประโยคเล็กๆ นั่นเปิดพื้นที่ให้ทั้งคนพูดและคนฟังได้รู้สึกร่วมอย่างปลอดภัย อีกทั้งยังเห็นใบหน้า เห็นความเป็นมนุษย์ในเรื่องราวที่เราอาจไถผ่านฟีดอย่างรวดเร็วในแต่ละวัน
สามปีของใครสักคน คือสามปีที่ไม่ได้เห็นฤดูร้อนเปลี่ยนเป็นฤดูฝนร่วมกับเพื่อน ไม่ได้กอดใครในวันเกิด ไม่ได้นั่งกินข้าวกับครอบครัวในวันที่อยากกิน
สัปดาห์ที่ผ่านมา ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนรายงานว่าปัจจุบัน (ข้อมูลเมื่อวันที่ 8 ก.ค.) มีผู้ต้องขังทางการเมืองอย่างน้อย 54 ราย ในจำนวนนี้มีผู้คาดว่าได้รับประโยชน์จากการนิรโทษกรรมจำนวน 10 ราย คิดเป็นไม่ถึงร้อยละ 20 ของผู้ถูกคุมขังอยู่ในปัจจุบัน ส่วนผู้ไม่ถูกนับรวม เนื่องจากถูกดำเนินคดีมาตรา 112 มีจำนวน 30 ราย
ในพื้นที่ตารางเมตรแคบๆ ของเรือนจำ มีมนุษย์หลายคนที่ยังต้องติดคุกจากคดี 112 สำหรับพวกเขา มิตรสหาย และครอบครัว ข่าวนิรโทษกรรมที่เพิ่งผ่านสภาไป ไม่ได้นำพาความหวังใดๆ มาให้ ตัวเลขจำนวนปีที่ถูกคุมขังและเข็มนาฬิกาที่ยังคงเดินต่อไปอย่างไร้อิสรภาพ คือความอ้างว้างของคนที่กลายเป็น ‘ข้อยกเว้น’ ของการให้อภัยจากรัฐ
ห่างออกไปที่เชียงใหม่ เราเห็นข่าวชาวบ้านริมน้ำกกชุมนุมประท้วงอย่างสงบหน้าสถานกงสุลจีน ในเหตุการณ์นี้มีคนนำจาน ‘ลาบปลาน้ำกก’ ไปวางประท้วง พร้อมกับตัวอย่างน้ำที่ขุ่นข้นในขวดพลาสติกใส มันเป็นลาบปลาที่ไม่มีใครกล้ากิน และเป็นสีน้ำที่ลิ้มรสด้วยสายตาก็เกินพอ พวกเขาท้าทายสังคมด้วยข้อเท็จจริงดังกล่าว ด้วยจานอาหาร ด้วยสายน้ำที่เป็นส่วนหนึ่งของ ‘ชีวิต’
ลาบปลาน้ำกกและขวดน้ำสีขุ่นกำลังบอกว่าวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของพวกเขากำลังล่มสลาย และภาพของประชาชนคนหนึ่งที่แขนหักจากการพยายามยื่นหนังสืออย่างสงบ (แต่กลับต้องยื้อยุดกับเจ้าหน้าที่) เพื่อปกป้องบ้านของตัวเอง ก็สะท้อนคำถามใหญ่กลับมาว่า เหตุใดการส่งเสียงเพื่อปากท้องขั้นพื้นฐานในประเทศนี้กลับถูกตอบรับเช่นนี้ และแลกมาด้วยความบาดเจ็บเช่นนี้
ความเฉื่อยชาที่คุณอาจกำลังรู้สึกในบ่ายวันอาทิตย์นี้ไม่ใช่ความผิด แต่ฉันเพียงอยากชวนคิดว่า ขอเพียงไม่ปล่อยให้ความเฉื่อยชานี้กลายเป็น ‘ความเคยชิน’ ของทั้งสังคม จนเราสูญเสียความสามารถที่จะรู้สึกร่วมไปกับเรื่องราวของเพื่อนมนุษย์ หรือชะตากรรมภายใต้โครงสร้างสังคมที่เราอยู่ร่วมกัน
เพราะเมื่อนั้นสิ่งที่หลุดลอยไปจะไม่ใช่แค่ตัวบทกฎหมายหรือสายน้ำ แต่คือพลังต่อรองของเรา ซึ่งจะกลายเป็นผลประโยชน์สูงสุดของผู้มีอำนาจ ที่ได้ไปจากความเหนื่อยล้าและสายตาที่เบือนหนีของเรา
ไม่เป็นไรหากคุณกำลังเหนื่อยจนเฉยชา แต่ในครึ่งทางของปีนี้ มาทำให้มันเป็นวันเวลาที่มีเนื้อหนัง มีลมหายใจ และยังเป็นอะไรที่เรา ‘รู้สึก’ อยู่เสมอ
โปรดอย่าเพิ่งละสายตาไปจากกันและกัน
เรื่อง: ศุภาวรรณ คงสุวรรณ์
จบจากรั้ววารสารฯ ธรรมศาสตร์ รักที่จะถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆ ด้วยนำ้เสียงสนุกสนาน เข้าถึงคนรุ่นใหม่ สนใจประเด็นเรื่องเพศ และเชื่อในการบอกเล่าเรื่องราวของผู้คนอย่างเท่าเทียม