ข้าราชการยุคสีน้ำเงิน แต่งตั้ง-โยกย้ายใหญ่ 'อนุทิน' จัดกำลังวางเกมอยู่ยาว - มติชนสุดสัปดาห์

บทความพิเศษ | ศัลยา ประชาชาติ
จังหวะก้าวของรัฐบาล “อนุทิน 2” ถึงพร้อมด้วยอำนาจ ครบเครื่องทั้งฝ่ายบริหาร รัฐมนตรี 2 พรรคใหญ่ ภูมิใจไทย-เพื่อไทย แบ่งโควต้ารัฐมนตรี 34 คน ขณะที่ฝ่ายนิติบัญญัติอีก 5 พรรค รวมกับพรรคจิ๋วอีก 11 พรรค ล่มหัวจมท้ายเป็นรัฐบาล ผนึกแน่นกับวุฒิสภาเครือข่ายสีน้ำเงิน
ที่ผ่านมาก็ถูกจับตาว่า ตำแหน่งในองค์กรอิสระที่ต้องผ่านความเห็นชอบจากสภาสูงก็สามารถจัดวางโดยไร้อุปสรรค
เมื่อถึงฤดูแต่งตั้ง-โยกย้ายข้าราชการ จังหวะรับกับการขึ้นปีงบประมาณใหม่ ก็มีอำนาจเต็มไม้เต็มมือในการจัดวางผังอำนาจส่วนบนได้ครบ ทั้งกระทรวงฝ่ายความมั่นคง-นักปกครอง และกระทรวงด้านเศรษฐกิจราว 90 ตำแหน่ง
หัวใจสำคัญในการแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงสุดของกระทรวง อาศัยหลักการวางตัวต่อตัวสืบทอด-อยู่ยาว ดังนั้น ปลัดใหม่จึงมีอายุราชการเหลืออย่างน้อยๆ ต้องมี 5 ปี เพื่อต่อเนื่องไปถึงรัฐบาลหน้า
กระทรวงที่เป็น “โควต้ากลาง” ห้ามนักการเมือง-ส.ส.ในพรรคภูมิใจไทยแชร์อำนาจ การแต่งตั้งโยกย้าย อาทิ กระทรวงการคลัง-พาณิชย์-ต่างประเทศ-ยุติธรรมให้ขึ้นกับดุลพินิจเจ้ากระทรวงและให้ทีมไทยคู่ฟ้า-นายกรัฐมนตรีพยักหน้า
โผโยกย้ายกระทรวงมหาดไทย จึงว่อนและจบไวจากภายในพรรค ทั้งๆ ที่ยังไม่เสนอชื่อผู้ที่จะเข้ามาแทนตำแหน่งเกษียณไปที่ทำเนียบรัฐบาล 18 ตำแหน่ง ระบุเสร็จสรรพ ทั้งรองปลัด, อธิบดี, ผู้ว่าราชการจังหวัด 15 ตำแหน่ง และรองผู้ว่าฯ อีก 23 ตำแหน่ง
เฉพาะอย่างยิ่งปลัดมหาดไทย ที่ตัวปฏิบัติหน้าที่ในทำเนียบ อาจได้ลุ้นขาดจากกระทรวงคลองหลอด ดันเครือข่ายบ้านบุรีรัมย์ขึ้นมาแทน
อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี หัวขบวนค่ายสีน้ำเงินประกาศหลักปักหมุดข้าราชการไว้ว่า “รัฐบาลนี้ก็สีแดง ขาว น้ำเงิน ไม่มีสีอื่น”
ต้นแบบการแต่งตั้งแบบอยู่ยาว เริ่มที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ได้ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร.คนที่ 16 มีอายุราชการเหลือยาวนานที่สุดจนถึงปี 2576
เช่นเดียวกับปลัดกระทรวงยุติธรรม ที่รับโอนนายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ขึ้นเป็น ซึ่งมีอายุราชการอีก 8 ปี และมีแผนจัดกำลังคนมหาดไทยลงไปดำรงตำแหน่งเลขาธิการ ศอ.บต.ทดแทน
นับเป็นปีที่ปะเหมาะ เมื่อกระทรวงด้านเศรษฐกิจถึงคราวปลัดวาระผลัดใบหลายกระทรวง
กระทรวงการคลังว่าง 5 ตำแหน่ง มีอธิบดีเกษียณ 4 ราย คือนายสมศักดิ์ อนันทวัฒน์ อธิบดีกรมสรรพากร, นายอัครุตม์ สนธยานนท์ อธิบดีกรมธนารักษ์, นางสาวศุกร์ศิริ อภิญญานุวัฒน์ รองปลัดกระทรวงการคลัง หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านทรัพย์สิน และนางจินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.)
และลาออกไปดำรงตำแหน่งอื่น 1 ราย คือนางสาวพิมพ์เพ็ญ ลัดพลี ไปรับตำแหน่งผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)
สปอตไลต์ส่องไปที่กรมสรรพากร คาดหมายกันว่า “คนใน” จะได้รับการโปรโมต มีชื่อนางสาวสลักจิต พงษ์ศิริจันทร์ ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี (กลุ่มธุรกรรมทางการเงินการธนาคาร) ตีคู่มากับนางแพตริเซีย มงคลวนิช อธิบดีกรมบัญชีกลาง
มีชื่อที่เอาออกจากโผไม่ได้คือ นายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต ที่อาจจะขึ้นมา ในนามของ “สวนกุหลาบคอนเน็กชั่น”
ส่วนกรมธนารักษ์ วงในอื้ออึงกันว่า นายเอกนิติ รมว.คลัง ดันชื่อ คณาวุฒิ สิติธีรพันธุ์ ลูกหม้อกรมธนารักษ์ ให้รับตำแหน่ง
ส่วนสำนักบริหารหนี้ มีชื่อ “ธีรลักษ์ แสงสนิท” รองปลัดกระทรวงการคลัง มีลุ้นขึ้นมาแทน
หากตำแหน่งกรมสรรพสามิต เคลื่อนไปที่กรมอื่น คนที่คาดหมายจะมาแทน มีทั้งนายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และนายธิบดี วัฒนกุล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.)
กระทรวงเกรดเอที่วางตัวไว้ต่อเนื่องตั้งแต่ภูมิใจไทยคุมคมนาคม 6 ปี ชยธรรม์ พรหมศร กำลังจะเกษียณ เป็นที่คาดหมายกันว่า ปลัดใหม่จะใช้โมเดลวางยาว คู่ชิง 2 คน จึงมีอายุราชการเหลือไล่เลี่ย ระหว่างนายปัญญา ชูพานิช รองปลัดฯ อายุราชการ 8 ปี กับนายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง อายุราชการเหลือ 10 ปี
ข้ามฝั่งถนนราชดำเนินในไปฝั่งตรงกันข้าม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ชงหัว-ตัวจริง ผ่านคณะรัฐมนตรีฉลุยไปแล้ว 10 ตำแหน่ง รวมปลัดฯ นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ ซึ่งเหลืออายุราชการ 7 ปีเต็ม
ผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 9 ราย ประกอบด้วย 1. น.ส.นฤมล สงวนวงศ์ อธิบดีกรมหม่อนไหม 2. นายศรัญญู พูลลาภ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร 3. นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน 4. นายสุริยพล นุชอนงค์ ผู้ตรวจราชการ
5. นายธิติ โลหะปิยะพรรณ และ 6. นายพงศ์ไท ไทโยธิน รองปลัดฯ 7. นายชัยวัฒน์ โยธคล อธิบดีกรมปศุสัตว์ 8. น.ส.อิงอร ปัญญากิจ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ 9. นางฐิติพร หลาวประเสริฐ ผู้ตรวจราชการ
ที่ยังลุ้นอีกตำแหน่ง ต้องเหาะผ่านภูเขา 2 ลูก คือการโยก ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลูกชายนายปลอดประสพ สุรัสวดี พรรคเพื่อไทย ข้ามมาเป็นอธิบดีกรมประมง
ภายใต้การกำกับของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มีข้าราชการระดับสูงเกษียณอายุราชการ 33 ตำแหน่ง อาทิ นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายเอกฉัตร ศีตวรรัตน์ รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ (หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านการค้าต่างประเทศ) และนางสาวสุนันทา กังวาลกูลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และระดับอำนวยการสูง-เชี่ยวชาญ รวมจากกรมต่างๆ ราว 30 ราย
ตำแหน่งปลัดกระทรวงพาณิชย์ มีตัวเต็งระดับรองปลัดฯ อาทิ ร.ต.จักรา ยอดมณี รองปลัดฯ และนางสาวจิตติมา ศรีถาพร
ส่วนอธิบดี ที่มีลุ้นขึ้น C11 อาทิ ตัวเก็ง-เต็งหนึ่ง นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า, นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา, นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน รวมทั้งนายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม หัวหน้าผู้ตรวจราชการ อายุราชการเหลือถึงปี 2575
ปลัดกระทรวงพลังงาน-อุตสาหกรรม ถึงคราวต้องสลับ-โยกย้าย เมื่อนายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดพลังงาน ถึงวาระเกษียณ เก้าอี้นี้มี “คนนอก” ข้ามห้วยแบบมาแรงก่อนฤดู คือ ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม คู่หูทำงานกับรัฐมนตรีเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ จะตามมาสมทบ
ส่วน “คนใน” มีลุ้น 2 ชื่อ คือ นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และนายวรากร พรหโมบล อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ
ในกระทรวงอุตสาหกรรม มีชื่อ นายเดชา จาตุธนานันท์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม และนายภาสกร ชัยรัตน์ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เข้ารอบชิงสุดท้าย
โมเดลการจัดวางขุมกำลังราชการแบบตัว-ต่อตัว ต่อวาระอำนาจยุครัฐบาลสีน้ำเงินนั้น คัดลอกตัวแบบมาตั้งแต่ยุคบรรหาร เปลี่ยนผ่านสไตล์ทักษิณ ถึงมืออนุทิน จึงครบเครื่องทั้งบู๊และบุ๋น หวังดันรัฐบาลอยู่รอดและอยู่ยาว