เตือนภัยพ่อแม่ แอปติดตามลูกสุดฮิตแอบส่งข้อมูลไปจีน แถมช่องโหว่เพียบแฮกเกอร์แอบฟังได้ทันที - Thisisgame Thailand

parental-app-control-leaks-data

หลายคนที่ชอบใช้แอปติดตามพิกัดหรือแอปควบคุมสำหรับผู้ปกครองเพราะคิดว่าจะช่วยปกป้องลูกหลานให้อยู่ในสายตาอย่างปลอดภัย อาจต้องคิดใหม่อีกรอบ เพราะผลการสืบสวนล่าสุดที่ถูกนำมาเปิดเผยในงานประชุมด้านความปลอดภัยไซเบอร์ระดับโลกอย่าง Black Hat ทำเอาคนเป็นพ่อเป็นแม่ต้องผวาไปตามๆ กัน เมื่อพบว่าแอปและอุปกรณ์ติดตามเด็กยอดนิยมถึง 39 แบรนด์ ที่ดูเหมือนจะมาจากคนละผู้พัฒนา แท้จริงแล้วกลับส่งข้อมูลส่วนตัวทั้งหมดไปเก็บไว้ที่เซิร์ฟเวอร์เดียวกันในประเทศจีน

งานวิจัยชิ้นนี้จัดทำโดย Vangelis Stykas ตำแหน่ง CTO ของ Kumio และ Felipe Solferini ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัย AI ซึ่งพวกเขาค้นพบช่องโหว่รุนแรงมากถึง 45 จุด บนระบบหลังบ้าน ช่องโหว่เหล่านี้เปิดโอกาสให้แฮกเกอร์สายมืดเข้ามาดักฟังเสียงรอบข้าง แอบเปิดระบบสตรีมวิดีโอเพื่อดูภาพสดๆ หรือแม้กระทั่งยึดเซิร์ฟเวอร์ที่เก็บข้อมูลความลับของเด็กๆ ได้อย่างง่ายดาย ที่น่าตกใจที่สุดคือแฮกเกอร์ขอแค่สมัครบัญชีใช้งานแบบฟรีทั่วไป ก็สามารถเจาะระบบและเข้าถึงข้อมูลมหาศาลได้ทันที

โดยปกติแล้ว แอปประเภทนี้จำเป็นต้องขอสิทธิ์เข้าถึงเครื่องแบบลึกมาก ทั้งการตามพิกัด GPS บันทึกหน้าจอ ไมโครโฟน ไปจนถึงกล้องถ่ายรูป ข้อมูลเหล่านี้ถือเป็นเหมืองทองของเหล่าแฮกเกอร์ เพราะเมื่อไหร่ที่ข้อมูลหลุดไปอยู่ในมือคนร้าย เส้นบางๆ ระหว่างแอปดูแลลูกกับสปายแวร์สำหรับสะกดรอยตามก็จะหมดไปทันที ยิ่งเซิร์ฟเวอร์ปลายทางอยู่ต่างประเทศและไร้ระบบยืนยันตัวตนที่ปลอดภัย ความเสี่ยงที่เด็กๆ จะโดนคุกคามหรือสะกดรอยตามก็ยิ่งสูงขึ้นหลายเท่าตัว

parental-app-control-leaks-data

ทีมวิจัยได้สาธิตการเจาะระบบให้ดูสดๆ ในงาน โดยการรันโค้ดคำสั่งจากระยะไกลสั่งให้สมาร์ตวอตช์ของเด็กแอบโทรออกไปยังเบอร์ปลายทาง เพื่อส่งสัญญาณเสียงรอบตัวให้ฟังกันแบบเรียลไทม์ โดยที่หน้าจอของนาฬิกาไม่ได้แสดงผลอะไรเลยว่ากำลังมีสายโทรออกอยู่ ยิ่งไปกว่านั้น ทีมงานยังพบร่องรอยการถูกแทรกแซงในระบบที่อาจมีแฮกเกอร์แอบซุ่มใช้งานช่องโหว่นี้มานานกว่าสองปีแล้วด้วยซ้ำ

หลังจากเจอความรุนแรงระดับนี้ ทางทีมงานได้พยายามส่งอีเมลแจ้งไปยังบริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์เหล่านี้มากกว่า 30 ครั้ง แต่กลับไม่ได้รับการตอบกลับหรือแก้ไขใดๆ เลย มีเพียงตัวแทนจำหน่ายรายเดียวที่ยอมติดต่อกลับมาเพื่อร่วมมือในการตรวจสอบ ทำให้ Vangelis Stykas ถึงกับออกปากเตือนกลางงานเลยว่า หากใครมีอุปกรณ์หรือแอปเหล่านี้ติดเครื่องลูกอยู่ ให้ทำลายทิ้งหรือทิ้งไปได้เลย เพราะระบบถูกเจาะจนไม่เหลือความปลอดภัยอีกแล้ว

แม้ระบบติดตามภายนอกจะดูสะดวกสบายสำหรับพ่อแม่ แต่มันมาพร้อมกับความเสี่ยงเรื่องความเป็นส่วนตัวที่ไม่คุ้มเสีย หากต้องการดูแลการใช้งานอุปกรณ์ของเด็กๆ แนะนำให้เริ่มต้นจากการใช้ฟีเจอร์ความปลอดภัยที่มีติดมากับเครื่องอยู่แล้วอย่าง Screen Time ของ Apple, Family Link ของ Google หรือ Family Safety ของ Microsoft จะปลอดภัยกว่ามาก ควบคู่ไปกับการพูดคุยและสร้างความเข้าใจในการท่องโลกออนไลน์ร่วมกับลูกๆ

Photo of Artherlus

Back to top button