รัฐต้องไม่ลืมเยียวยาจิตใจ เมื่อ 'เด็กผู้รอดชีวิต' คือเหยื่ออีกกลุ่มจากเหตุกราดยิง
เป็นอีกครั้งที่ประเทศไทยเกิดเหตุกราดยิง ครั้งนี้เกิดขึ้นที่ ‘โรงเรียน’ หนึ่งในพื้นที่ที่ควรปลอดภัยมากที่สุด
เหตุกราดยิงเกิดขึ้นวันนี้ (7 สิงหาคม 2569) ที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี สำนักข่าว Thai PBS รายงานว่ามีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 17 คน เสียชีวิตอย่างน้อย 6 คน โดยปัจจุบันสามารถควบคุมเหตุการณ์ได้เรียบร้อย เจ้าหน้าที่เริ่มเข้าไปพิสูจน์หลักฐาน ขณะที่เด็กผู้รอดชีวิตต่างทยอยกลับบ้าน
แม้สถานการณ์จะดูคลี่คลายลง แต่สำหรับเด็ก (รวมถึงบุคลากรในโรงเรียน) ผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์กราดยิง เรื่องราวอาจไม่จบลงเพียงแค่นั้น เพราะการกราดยิงอาจสร้างบาดแผลทางจิตใจ ฝากร่องรอยที่ไม่สามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่า อันสามารถส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตไปอีกนานแสนนาน
นี่อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของ ‘ผลกระทบทางจิตใจ’ ที่เด็กในโรงเรียนนั้นต้องเผชิญ
‘อยากให้หน่วยงานช่วยดูแลสภาพจิตใจ’ เสียงจากผู้ปกครอง
“ตอนนี้น้องมีอาการช็อก สะเทือนใจ และไม่อยากพูดถึงเหตุการณ์นี้” เอ (นามสมมติ) แม่ของบี (นามสมมติ) เด็กหญิงชั้นมัธยมต้นผู้อยู่ในเหตุกราดยิงวันนี้ บอกกับเรา
ขณะเกิดเหตุ เอได้รับข้อความขอความช่วยเหลือจากเด็กหญิงบี หัวอกคนเป็นแม่สั่นไหว เธอทำงานห่างไกลจากโรงเรียน จึงพยายามติดต่อขอความช่วยเหลือทุกช่องทางที่เป็นไปได้ กระทั่งในที่สุด เด็กหญิงบีสามารถออกจากโรงเรียนได้อย่างปลอดภัยและไม่ได้รับบาดเจ็บ อย่างไรก็ตาม เด็กหญิงบียังคงร้องไห้และอยู่ในอาการตกใจหลังเหตุการณ์จบลง
เอกังวลว่าเหตุการณ์นี้จะส่งผลกระทบทางจิตใจต่อลูกสาว เนื่องจากเด็กหญิงบีต้องเผชิญกับสถานการณ์ตึงเครียด กล่าวคือมีเพื่อนได้รับบาดเจ็บ ขณะที่หนึ่งในครูผู้เสียชีวิตก็เป็นครูประจำชั้น
“แม่ไม่รู้ว่าอาการของเด็กจะเป็นอย่างไรต่อไป เขาคงกลัวเสียงปืนแน่ๆ ตอนคุยกันเขาก็เสียงสั่น ซึ่งเพื่อนของเขาทุกคนก็น่าจะมีอาการคล้ายกัน
“[ผลกระทบทางจิตใจ] คงไม่น่าจะหายในวันสองวันนี้แน่ ถ้าไปตรงจุดที่มีเสียงปืน หรือมีเหตุการณ์คล้ายกันอีก เด็กก็อาจมีอาการขึ้นมา แม่ไม่รู้ว่าต่อไปน้องจะมีอาการแพนิกหรือจะเป็นอะไรไหม” เอ กล่าว
สำหรับเอ เธอคาดหวังให้โรงเรียนหรือหน่วยงานรัฐสนับสนุนและดูแลสภาพจิตใจของทั้งนักเรียนและครู เพราะทั้งสองคือผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุกราดยิงอย่างปฏิเสธไม่ได้
เอทิ้งท้ายว่า “หน่วยงานที่ดูแลสภาพจิตใจเด็กและครูน่าจะมีวิธีเยียวยาจิตใจ เพื่อทำให้พวกเขากลับมารู้สึกปลอดภัยอีกครั้งหนึ่ง”
บาดแผลหลังเหตุกราดยิง
เนื่องจากการศึกษาผลกระทบทางจิตใจจากเหตุกราดยิงในบริบทสังคมไทยมีอยู่จำกัด บทความ ‘Surviving a school shooting: Impacts on the mental health, education, and earnings of American youth’ (การรอดชีวิตจากเหตุกราดยิงในโรงเรียน: ผลกระทบต่อสุขภาพจิต การศึกษา และรายได้ของเยาวชนอเมริกัน) อาจช่วยให้เราเข้าใจบาดแผลระยะยาวของเยาวชนที่รอดจากเหตุกราดยิงได้ชัดเจนขึ้น
ผู้เขียนชี้ว่า แม้นักเรียนหลายคนจะไม่ได้รับบาดเจ็บทางร่างกายเลย แต่งานวิจัยหลายชิ้นพบตรงกันว่านักเรียนอเมริกันที่รอดชีวิตจากเหตุกราดยิงมักได้รับผลกระทบทางสุขภาพจิต การศึกษา และเศรษฐกิจในระยะยาว
หนึ่งในงานวิจัยที่บทความดังกล่าวเอ่ยถึง คืองานวิจัยที่ศึกษาผลกระทบเหตุกราดยิงในโรงเรียนต่อเยาวชนผ่านการใช้ยาต้านเศร้า (antidepressant) โดยค้นพบว่าหลังเหตุกราดยิงที่มีผู้เสียชีวิต จำนวนใบสั่งจ่ายยาต้านเศร้าเฉลี่ยต่อเดือน แก่เยาวชนอายุต่ำกว่า 20 ปีที่อาศัยใกล้โรงเรียนที่เกิดเหตุ เพิ่มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับสองปีก่อนเกิดเหตุ หรืออีกนัยก็คือเด็กและเยาวชนในย่านมีแนวโน้มรับบริการสุขภาพจิตมากขึ้น ใช้ยาต้านเศร้าเยอะขึ้น โดยเฉพาะในช่วงสองถึงสามปีหลังเกิดเหตุกราดยิง
งานวิจัยอีกชิ้นที่บทความอ้างถึงยังพบว่า หลังเหตุกราดยิงที่โรงเรียนมัธยม Columbine High School ผู้ที่มีอายุ 14-18 ปีและอาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวช่วงเกิดเหตุ มีอัตราการเสียชีวิตเพิ่มขึ้น ทั้งจากการฆ่าตัวตายและอุบัติเหตุ สะท้อนว่าผลกระทบด้านสุขภาพจิตอาจสร้างผลกระทบ และดำเนินต่อเนื่องไปอีกหลายปี
นอกจากสุขภาพจิตแล้ว มีการค้นพบด้วยว่าเหตุกราดยิงในโรงเรียนมักส่งผลกระทบต่อการศึกษาและการเรียนรู้ อาทิ จำนวนนักเรียนอาจมีแนวโน้มลดลง คะแนนสอบเฉลี่ยอาจมีแนวโน้มลดลง ขณะเดียวกัน เด็กที่เผชิญเหตุการณ์อาจมีแนวโน้มขาดเรียนบ่อยขึ้นด้วย
มากไปกว่านั้น เด็กผู้รอดชีวิตจากเหตุกราดยิงในโรงเรียนมักเผชิญกับความรู้สึกที่ซับซ้อน ตั้งแต่ความวิตกกังวล ความโศกเศร้า ความรู้สึกผิด ไปจนถึงความละอาย โดย Robin Gurwitch นักจิตวิทยาคลินิก ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว The New York Times ถึงความรู้สึกของเด็กผู้รอดชีวิตที่มักถามตัวเองว่า “ทำไมต้องเป็นเขา ไม่ใช่ฉัน” และ “ทำไมต้องเป็นฉัน ไม่ใช่เขา” หลังครูและเพื่อนร่วมโรงเรียนต้องบาดเจ็บและเสียชีวิต
“[การกราดยิง] ทำลายความเชื่อพื้นฐานของเด็กที่ว่า ‘ฉันไปโรงเรียนแล้วจะได้กลับบ้าน’” นักจิตวิทยาคลินิกกล่าว ดังนั้น เมื่อกิจวัตรอย่างการไปโรงเรียน ไม่สามารถการันตีว่าเลิกเรียนแล้วจะได้กลับบ้านปลอดภัยอีกต่อไป โลกทั้งใบของเด็กจึงอาจไม่เหมือนเดิม
อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญหลายรายก็ยืนยันว่าเด็กสามารถก้าวข้ามผ่านประสบการณ์บอบช้ำทางจิตใจได้ หากได้รับการสนับสนุนและเยียวยาอย่างที่ควรจะเป็น
ผู้ใหญ่สื่อสารกับเด็กอย่างไรได้บ้าง
อย่างที่คุณแม่ของนักเรียนในเหตุการณ์กราดยิงวันนี้กล่าว ผลกระทบทางจิตใจของเด็กๆ คงไม่หายไปในวันหรือสองวันแน่ๆ คำถามสำคัญคือผู้ใหญ่ควรสื่อสารกับเด็กผู้รอดชีวิตหลังโศกนาฎกรรมเช่นนี้อย่างไร
หน้าที่นี้ย่อมไม่ใช่แค่หน้าที่ของพ่อแม่เด็ก กล่าวคือผู้ดูแล ครู หรือบุคลากรก็สามารถมีส่วนช่วยสื่อสารกับเด็กผู้รอดชีวิตได้ โดย Sandy Hook Promise องค์กรไม่แสวงหากำไรในสหรัฐฯ ที่ก่อตั้งเพื่อป้องกันเหตุกราดยิงและความรุนแรงในโรงเรียน ระบุว่า เราอาจเริ่มจากการทำความเข้าใจเด็กเสียก่อน เนื่องจากเด็กอาจมีวิธีจัดการกับเหตุการณ์เลวร้ายที่แตกต่างออกไป โดยสามารถสังเกตวิธีแสดงออกหรือภาษากายของเด็กด้วยก็ได้ ว่าพวกเขาอยากพูดถึงเหตุการณ์ หรือต้องการพัก
จากนั้นคือการรับฟัง กล่าวคืออาจชวนคุยก็ได้ว่าพวกเขาเข้าใจเหตุกราดยิงครั้งนี้อย่างไร และแน่นอนว่าต้องระมัดระวังในการตอบคำถามของเด็กๆ ด้วย ทั้งนี้ ต้องไม่ลืมที่จะโอบกอดเด็กผู้รอดชีวิต บอกกับพวกเขาว่ามันเป็นเรื่องธรรมชาติที่จะรู้สึกเสียใจ หวาดกลัว คับแค้น หรือกังวลใจ
อีกสิ่งสำคัญคือการรักษาโครงสร้างกิจวัตรประจำวัน ท่ามกลางช่วงเวลาที่สับสน กิจวัตรประจำวันจะช่วยให้เด็กจัดการอารมณ์ตนเองได้ และฟื้นฟูความรู้สึกปลอดภัย แต่ก็ต้องไม่ลืมให้พื้นที่ส่วนตัวแก่พวกเขา – เหล่านี้คือวิธีการ ‘เบื้องต้น’ ที่คนใกล้ตัวเด็กสามารถพูดคุยเพื่อสนับสนุนพวกเขาได้
รัฐต้องไปให้ไกลกว่าการ ‘ถอดบทเรียน’
สำหรับการแก้ปัญหาระยะสั้น สิ่งจำเป็นเร่งด่วนอย่างยิ่งคือรัฐต้องวางแผนสำหรับกระบวนการเยียวยาสภาพจิตใจของเด็กผู้รอดชีวิต รวมถึงครู บุคลากรในโรงเรียน ครอบครัวเด็ก และครอบครัวผู้เสียชีวิตด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้บาดแผลทางใจพัฒนาเป็นแผลเรื้อรัง อันอาจบั่นทอนศักยภาพ โอกาสทางอาชีพ และสุขภาพจิตในระยะยาว
ตัวอย่างเช่น รัฐอาจจัดให้มีทีมนักจิตวิทยา จิตแพทย์ นักสังคมสงเคราะห์ หรือบุคลากรที่เหมาะสม เข้าประเมินอาการและฟื้นฟูสุขภาพจิตของผู้รอดชีวิตทุกคนก็ได้ โดยอาจติดตามอาการอย่างต่อเนื่องเพื่อความยั่งยืนในการเยียวยารักษา
แต่ในระยะยาว รัฐควรพัฒนาระบบการศึกษาเพื่อ ‘ป้องกัน’ ความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นในโรงเรียนอนาคต -แน่นอนว่าไม่ใช่การฝากความหวังกับเจ้าหน้าที่รักษาปลอดภัย หรือคอนเซปต์เรื่องการติดอาวุธบุคลากร- แต่หมายถึงการสร้างวัฒนธรรมโรงเรียนที่ปลอดภัย สร้างระบบสังเกตสัญญาณเด็กที่มีพฤติกรรมเสี่ยง ตลอดจนเพิ่มบุคลากรด้านสุขภาพจิตในโรงเรียน
เหตุกราดยิงไม่ควรถูกมองว่าเป็นเหตุฉุกเฉินที่สิ้นสุดลงเมื่อผู้ก่อเหตุถูกจับหรือเสียชีวิตเท่านั้น แต่รัฐต้องประคับประคองและเยียวยาเด็กผู้รอดชีวิตให้ถึงที่สุด ทำให้เขาเติบโตในสังคมต่อไปได้ พร้อมกับการแก้ปัญหา ‘เกมยาว’ ที่จะช่วยป้องกันไม่ให้ความรุนแรงเช่นนี้เกิดขึ้นอีก
มิเช่นนั้น เราอาจต้องถอดบทเรียนซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
กราดยิง กราดยิงโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี กราดยิงในโรงเรียน บาดแผลทางใจ สังหารหมู่ สุขภาพจิต สุขภาพจิตเด็ก เด็กและเยาวชน