เมื่องานตามหลอกหลอนนอกเวลา แรงงานจึงแก้แค้นด้วยการอู้
เราทุกคน น่าจะเคยอู้งานกันมาบ้าง และระยะหลังมานี้ พฤติกรรมที่ว่าด้วย ‘การอู้งาน’ กำลังเป็นประเด็นในการศึกษาว่าทำไมคนเราถึงอู้งาน ซึ่งสิ่งนี้ก็เกี่ยวข้องกับกรอบคิดของการกำกับดูแลการทำงาน เช่น เราต้องทำงานตามเวลา ตามชั่วโมงของการทำงาน 9-5 โมงเย็น เป็นพื้นที่และเวลาที่เราต้องอุทิศกายใจให้กับการทำงาน ไม่เพียงเท่านั้นการอู้งานยังเกี่ยวข้องกับการควบคุมพฤติกรรมในการทำงานด้วย
คำว่าอู้งาน ภาษาสบายๆ แบบไทยๆ ในแง่ของนิยาม คอนเซ็ปต์ที่อาจจะอธิบายการอู้งานได้ แต่ไม่ตรงความหมายเสียทีเดียว คือคำว่า time theft หมายถึงการที่พนักงานแอบเอาเวลางานไปทำอย่างอื่น ลักลอบใช้เวลาการทำงานอาจจะแอบทำธุระส่วนตัว อาจรวมไปถึงงานนอก ส่วนใหญ่จะว่าด้วยการแอบใช้เวลาไปกับการทำเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ทำเรื่องส่วนตัว กระทั่งแอบเข้างานช้า ดองงานก็นับ
ปัญหาการอู้งานอาจฟังเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่จริงๆ การที่คนทำงานแอบทำอะไรที่ระบบห้าม แถมทำกันอย่างทั่วไปและแทบจะมีแพทเทิร์นในการแอบอู้งาน ปรากฏการณ์หรือพฤติกรรมการอู้งาน ย่อมเกี่ยวข้องกับภาพใหญ่ อย่างระบบการทำงาน ที่กำลังกินเวลาส่วนใหญ่ในชีวิตของเรา
ในการศึกกษาเรื่องการอู้งาน ล่าสุดมีงานศึกษาจากมหาวิทยาลัยเซียเหมิน ประเทศจีน ประเทศที่ระบบการทำงานหนักหน่วยและเคร่งครัด โดยงานศึกษาพบว่าพฤติกรรมการแอบอู้หรือขโมยเวลางาน สัมพันธ์กับความรู้สึกไม่เป็นธรรมที่เจอในการทำงาน ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นโดยตรง แต่เกิดขึ้นเหมือนเป็นเชิงพฤติกรรมที่เราจะตอบสนองกับการทำงานที่ล่วงล้ำเข้ามาในพื้นที่นอกเวลางานหรือพื้นที่ส่วนตัว
พูดง่ายๆ คือพฤติกรรมเช่นการไปสาย แอบอู้งาน นักวิจัยนิยามว่าเป็นการล้างแค้นหรือเอาคืน (revenge motive) กับงานที่เรารู้สึกว่าถูกรุกล้ำหรือไม่เป็นธรรม

ความซับซ้อนของการอู้งาน
เบื้องต้น การถกเถียงเรื่องการอู้งาน นิยามของภาษาก็มีผลเหมือนกัน ในภาษาไทย เราใช้คำว่าแอบอู้ คือเหมือนการพักหรือหยุดการทำงานเป็นระยะ ฟังดูไม่มีพิษภัยขนาดนั้น แต่ในภาษาอังกฤษ มีนัยของการขโมยเวลา คือการลักลอบขโมยเวลาของการทำงานไปทำอย่างอื่นจากการที่นายจ้างได้ซื้อเวลาการทำงานของเราไว้
ตรงนี้ก็การมองการลักขโมยเวลาก็เลยเป็นเหมือนงูกินหาง เพราะการที่พนักงานแอบอู้งาน ในกรณีนี้เอาว่าเราทำงานดี รับผิดชอบดีก่อนนะ แต่มีการจัดการเวลาด้วยการแอบพัก ตัวคอนเซ็ปต์ที่มองการอู้งานว่าเป็นการขโมยเวลาจึงเป็นปัญหาในตัวเอง
ปัญหาของการอู้งาน ส่วนหนึ่งมีรากฐานมาตั้งแต่การมองเรื่องการจ้างงานในฐานะที่บรรษัท โดยเฉพาะรากฐานโบราณคือการทำงานในโรงงานตั้งแต่ทศวรรษ 1940 มองว่าบริษัทเป็นเจ้าของสมองและแรงงานของเรา เท่าที่เวลาที่บรรษัทจ้างงานเราเอาไว้แปดชั่วโมง การที่เราแอบทำอะไรบางอย่างนอกเวลาที่เขาเป็นเจ้าของเรา ก็เลยถือเป็นการขโมยเวลาที่เขาซื้อเวลาของเราไว้
ดังนั้นความคิดที่เราถูกบงการเวลาไว้ตามกำหนด ด้านหนึ่งก็ทำให้เรารู้สึกว่าเราอยากจะขัดขืน อันเป็นธรรมชาติของมนุษย์เรา และเราเองก็พบกันอยู่ดีว่าขอบเขตของการทำงาน มักจะไม่มีพรมแดนของเวลาทำงานจริงๆ หมายความว่า เรามักมีเรื่องงานทะลุเวลาแปดชั่วโมงที่บรรษัทจ้างเราไว้เสมอ
หรือการอู้งานคือส่วนหนึ่งของงาน
พักเรื่องการล่วงเวลาเข้ามาในพื้นที่ไว้ก่อน มีผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมองค์กร Anita Williams Woolley วิทยาลัย Tepper School of Business อธิบายว่า ปัญหาของงานคืองานของเรามักจะมีลักษณะเป็นก้อนๆ (lumpy) คือมีบางวันหรือบางช่วงที่ต้องทำงานเยอะ มีงานเข้ามา และมีช่วงที่ว่างๆ สลับกัน
ดังนั้นการมองเรื่องเวลาแบบมานั่งนับกันเป็นชั่วโมงๆ ของการทำงาน ต้องทำสนองตามเวลาที่จ้างไว้ จึงเป็นสิ่งที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง ช่วงเวลาที่งานว่างๆ จึงมีการแอบอู้หรือทำงานจิปาถะส่วนตัว ซึ่งการทำงานจิปาถะ จริงๆ เป็นส่วนหนึ่งของการรับมือชีวิตการทำงาน คือใช้เวลาที่งานมันไม่ลงล็อกเวลา 9-5 โมง ซึ่งนักวิชาการบอกว่า การที่เราได้ทำงานเล็กๆ ของตัวเองบ้าง เป็นการให้ความรู้สึกมั่นคงในการทำงานและเป็นการรับมือกับความเครียดด้วย
ประเด็นคือ การอู้งานจริงๆ อาจนับเป็นส่วนหนึ่งของการทำงาน เพราะเวลางานของเรามักไม่ลงตามตารางเวลา และเป็นการที่คนทำงานได้มีอำนาจในการทำอะไรบางอย่าง โดยเฉพาะในพื้นที่การทำงานที่ค่อนข้างตายตัวหรือมีการสอดส่องควบคุม
ในทางกลับกัน ถ้าบริษัทหรือการบริหารจัดการคนทำงานมองว่า การทำงานจิปาถะ อาจเป็นการขโมยเวลาของการทำงานรูปแบบหนึ่ง ตรงนี้เองที่ความสัมพันธ์เริ่มมีปัญหา คือแม้แต่ถ้าคนทำงานนั้นๆ จะทำงานยอดเยี่ยมแล้ว แต่สิ่งที่อาจเกิดคือความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ ซึ่งถ้าคนทำงานรู้สึกว่าถูกตัดสิน ก็อาจต้องทำการแสดงหรือแสแสร้งในการทำงาน ซึ่งก็อาจนำไปสู่ความตึงเครียดและความรู้สึกไม่ดีกับระบบการทำงาน
เมื่องานตามหลอกหลอน กับการแก้แค้นด้วยการอู้
งานศึกษาล่าสุดจากมหาวิทยาลัยเซียเหมิน ตีพิมพ์ปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ทำการศึกษาเชื่อมโยงทั้งการอู้งานในฐานะปรากฏการณ์สำคัญ และการมาถึงของพรมแดนเวลางานที่ยิ่งพร่าเลือนลงผ่านโลกออนไลน์ คือการที่งานยังตามติดเรา (work connectivity behavior) ซึ่งคือการที่กลุ่มไลน์หรือนายเรา รวมถึงการทำงานที่มักจะมาโผล่นอกเวลางานเสมอ

ผู้วิจัยเสนอและพบว่า การเจอกับการทำงานนอกเวลา มักนำไปสู่การอู้งาน ซึ่งเสนอเป็นความสัมพันธ์แบบแก้แค้น (revenge motive) หมายความว่า การที่เราถูกงานล่วงละเมิดพื้นที่และเวลาของเรา เรามักรู้สึกถึงความไม่เป็นธรรมและความไม่ยุติธรรม ซึ่งการล้างแค้นในนิยามของงานวิจัยคือการที่เราตอบสนองกับความไม่เป็นธรรมด้วยพฤติกรรมเชิงลบ
กรณีการล้างแค้นหรือการที่ผู้วิจัยใช้คอนเซ็ปต์การล้างแค้น แปลว่าพฤติกรรมที่เกิดขึ้น เป็นสิ่งที่เรามีการคิดไตร่ตรองไว้แล้ว (และสัมพันธ์กับเงื่อนไขบางอย่าง) กรณีนี้คือการอธิบายถึงพฤติกรรมการอู้งาน แปลว่าเราอาจจะไม่ได้อู้เพราะขี้เกียจเอง แต่ในโลกสมัยใหม่ที่การงานกับชีวิตส่วนตัวไม่แยกออกจากกัน การอู้งานเป็นผลเชิงพฤติกรรมอย่างหนึ่ง
ซึ่งงานศึกษาชี้ว่า แม้เราจะใช้คำว่าเป็นสิ่งที่วางแผนไว้ ไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่จริงๆ การเกิดขึ้นของพฤติกรรมอู้มันจะถูกทำอย่างซับซ้อน งานศึกษารายงานว่า คนทำงานที่อาจจะเจอการสั่งงานนอกเวลา การทำงานวันหยุด มักจะเกิดพฤติกรรมนอกลู่นอกทางในการทำงาน เช่น การแอบทำธุระส่วนตัวในเวลางาน หรือการพักเที่ยงหรือพักเบรกที่ยาวนานกว่าที่ควร ซึ่งงานวิจัยนิยามโดยรวมว่าเป็นการแอบขโมยเวลานี่แหละ
ดังนั้น กรณีนี้เราพูดถึงการมาถึงของการทำงานที่กระทบเวลาส่วนตัว การลุกล้ำของพื้นที่ออนไลน์ ไม่นับพวกสายอู้ที่อู้จริงๆ จังๆ หรือทำงานซ้อนกันจนงานพัง ความเข้าใจเรื่องการอู้งานที่ดูเป็นเรื่องของปัจเจก เป็นเรื่องความไม่มีวินัย ก็อาจสัมพันธ์กลับไปที่ระบบการทำงาน และวิธีการที่คนทำงานจะรับมือกับระบบนั้นๆ
ตั้งแต่ตัวระบบที่บังคับกะเกณฑ์การทำงานเหมือนการครอบครองเวลาของคนคนหนึ่ง หรือการทำงานที่ไม่เป็นไปตามกรอบของเวลางานซึ่งจะเอาวิธีคิดแบบโรงงานมาใช้ไม่ได้ เรื่อยมาจนถึงการทำงานในโลกยุคออนไลน์ที่เราแทบจะต้องสแตนบายตลอด การอู้งาน เมื่อห้วงเวลางานพร่าเลือนจึงเป็นอีกความสลับซับซ้อนสำคัญ
และการอู้งานจึงอาจเป็นทั้งส่วนหนึ่งของการทำงาน และอาจเป็นสัญญาณของความไม่เป็นธรรม หรือการดูแลคนทำงานอย่างไม่เป็นธรรม ไม่ได้เป็นแค่นิสัยแย่ๆ ของใครคนหนึ่ง แต่อาจเป็นผลผลิตหรือท่าทีต่อระบบ หรือทัศนคติต่อคนทำงานที่แย่ด้วย
อ้างอิงจาก
Graphic Designer: Phitsacha Thanawanichnam (IG: get.mars) Editorial Staff: Paranee SrikhamYou might also like