คิดแบบคนรวย! บริจาคเงินแล้ว “ได้คืน” กี่เด้ง? ให้ รพ. รับสิทธิรักษาพยาบาลฟรี

หลายคนคงเห็นข่าวเศรษฐีบริจาคที่ดิน สิ่งของ หรือเงินให้โรงพยาบาลกันมากมาย บางคนตั้งมูลนิธิเพื่อช่วยเหลือสังคม ขณะเดียวกัน “การให้” เหล่านี้ก็อาจสร้างดอกผลให้มากกว่านั้น Thairath Money ชวนมาเปิดกระเป๋าเงินเศรษฐีว่าทำไมเขาถึงเลือกบริจาคเงินให้โรงพยาบาล ไปจนถึงการตั้งมูลนิธิขึ้นมา

บริจาคให้รพ. จะได้อะไร?

โรงพยาบาลรัฐมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้นเรื่อยๆ หลายแห่งต้องเรี่ยไรการบริจาคเพื่อนำมาใช้ในการบริหารจัดการ ฝั่งผู้อุปการคุณหรือผู้บริจาคก็จะได้สิทธิประโยชน์ไปหลายด้านจากเงินก้อนเดียว ส่วนใหญ่จะมี 3 ด้านหลักๆ 

1. การลดหย่อนภาษี โดยทางกรมสรรพากรมีกฎให้คนที่บริจาคเงินแก่สถานพยาบาลของรัฐผ่านระบบ e-Donation (ตามลิสต์ที่กำหนด) จะสามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีได้ถึง 2 เท่า ของจำนวนเงินที่บริจาคจริง (แต่ต้องไม่เกิน 10% ของเงินได้สุทธิ) สำหรับผู้ที่มีฐานภาษีสูงระดับ 35% นี่คือตัวช่วยในการบริหารภาษีที่ช่วยประหยัดเงินได้มหาศาล

2. ส่วนลดการรักษาพยาบาล หลายโรงพยาบาลมีสิทธิประโยชน์ให้คนที่บริจาคให้มูลนิธิในเครือ หรือ โอนตรงมาที่โรงพยาบาล ยิ่งถ้าบริจาคเงินหลัก 30 - 50 ล้านบาทขึ้นไป จะได้รับสิทธิส่วนลด 50-100% ค่ารักษาฯ ทั้งผู้ป่วยนอก (OPD) และผู้ป่วยใน (IPD) เช่น มูลนิธิศิริราชพยาบาล, มูลนิธิรามาธิบดี, หรือโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, สภากาชาดไทย ฯลฯ

แต่ส่วนนี้ไม่ได้แปลว่า เหล่าผู้บริจาคเข้าโรงพยาบาลแล้วจะไม่ต้องควักเงินจ่ายสักบาท เพราะมีเงื่อนไขที่ต้องอ่านให้ละเอียด เช่น ให้ส่วนลดค่าห้อง, ค่ารักษาฯ และส่วนใหญ่ถ้าเป็นค่าใช้จ่ายพิเศษ เช่น ค่ายาเคมีบำบัด หรือพยาบาลพิเศษ ฯลฯ อาจไม่ได้ฟรีอย่างที่คิดแม้อาจได้รับการดูแลเป็นพิเศษเพราะถือเป็นระดับ VIP ของโรงพยาบาล

ที่สำคัญคือ เงื่อนไขเหล่านี้ทางโรงพยาบาลมักระบุไว้ว่าสามารถเปลี่ยนแปลงได้ โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ในทางกฎหมายก็หมายถึง อาจไม่ใช่สิทธิตลอดชีพ หรือต่อไปอาจเพิ่มเงื่อนไขใหม่ๆ ขึ้นมาก็ได้ 

3. ภาพลักษณ์ทางสังคม หลายคนคงเคยเห็นป้ายรายชื่อผู้บริจาคติดตามเสา หรือหน้าตึกหน้าห้องประชุมในโรงพยาบาล นี่อาจสร้างความภูมิใจที่ได้สร้างสาธารณกุศล ถือเป็นผลตอบแทนทางใจและทางสังคมที่มากกว่าตัวเงิน (สำหรับบางคน)

บริจาคแบบบุคคล หรือ มูลนิธิ ดีกว่า?

สำหรับเรื่องนี้เรายกหูไปหา ผศ.ดร.ยุทธนา ศรีสวัสดิ์ (อาจารย์มิก) ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายภาษีอากรและผู้ก่อตั้ง iTAX ที่เล่าให้ Thairath Money ฟังว่า การบริจาคในรูปแบบบุคคลสามารถลดหย่อนภาษีฯ ได้อยู่แล้ว (ถ้าบริจาคตามรายชื่อของทางสรรพากร) แต่การตั้งเป็นมูลนิธิเชื่อว่ามักเกิดจากเจตนารมณ์ของผู้ก่อตั้งที่อยากทำเพื่อสังคม ซึ่งก็มีข้อดีหลากหลายด้าน 

1. สร้างความชัดเจนและความเป็นทางการ โดยมูลนิธิจะมีการกำหนดวัตถุประสงค์เพื่อสังคมที่ชัดเจน ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ และทำให้การประสานงานกับหน่วยงานอื่นๆ ง่ายขึ้น รวมถึงอาจมีแรงต้านทางสังคมน้อยกว่าเมื่อเทียบกับการเรี่ยไรรับเงินบริจาคในนามบุคคล

2. ง่ายต่อการบริหารจัดการและชี้แจงภาษี พอเป็นมูลนิธิทำให้การแยกบัญชีรายรับ-รายจ่ายส่วนตัวออกจากเงินที่ใช้ทำกิจกรรมทางสังคมได้อย่างชัดเจน

3. การสร้างมรดกตระกูล (Legacy) ไปพร้อมกับการทำ CSR สร้างภาพลักษณ์ที่ดีไปพร้อมกับการทำเพื่อสังคม

ตัวอย่างเช่น ถ้าเศรษฐีซื้อน้ำไปแจกให้คนที่ตรอกแห่งหนึ่งจะไม่สามารถลดหย่อนภาษีฯ ได้ แต่ถ้าโอนเงินก่อนนั้นเข้าไปในมูลนิธิที่ตั้งขึ้น (ได้รับการประกาศจากทางการว่าเป็นสถานะองค์การกุศลสาธารณะแล้ว) ค่อยนำเงินก้อนนั้นไปซื้อน้ำบริจาคก็ถือว่าได้ประโยชน์ทางอื่นๆ เพิ่มเติม ในประเทศไทย มีหลายครอบครัวที่เลือกจัดตั้งมูลนิธิเพื่อทำโครงสร้างการทำเพื่อสังคมให้ชัดเจน ควบคุมเม็ดเงิน และยกระดับภาพลักษณ์ของตระกูลได้อย่างยั่งยืนกว่าการบริจาคแบบครั้งเดียวจบ

แต่ในด้านเทาๆ ยังเห็นการใช้มูลนิธิเป็นแหล่งฟอกเงิน เช่น การนำเงินเทาเข้ามาบริจาคในมูลนิธิและนำเงินนั้นไปทำอย่างอื่นต่อ เช่น อาจอ้างว่าใช้จ่ายผู้รับเหมาสร้างตึก หรือซื้อสินค้าอื่นๆ ซึ่งนี่เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีแต่ยังเกิดขึ้นจริงในไทยและทั่วโลก

จากข้อมูลทั้งหมดนี้จะเห็นว่า การบริจาคถือเป็นหนึ่งในการวางแผนการเงินของเหล่าเศรษฐี จะเห็นหลายตระกูลใหญ่ในไทย มักจะเปิดมูลนิธิเพื่อสังคมกัน ส่วนหนึ่งอาจเพราะผู้ก่อตั้งอยากให้เจตนารมณ์ของตัวเองยังคงอยู่ และเพื่อลดความขัดแย้งภายในครอบครัวที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต เรียกว่าเป็นการให้ที่ไม่ใช่แค่บริจาค แต่เหล่าเศรษฐีมักคิดต่อว่าจะทำยังไงให้เงินมีประสิทธิภาพสูงสุด

อ่านข่าวการเงินส่วนบุคคล และการวางแผนการเงิน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดีได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/personal_finance 

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้  https://www.facebook.com/ThairathMoney