‘สุขภาวะทางปัญญา’ บนหน้านโยบายในต่างประเทศและไทย

สุขภาวะทางปัญญามีอยู่ในพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 เพื่อบอกว่าสุขภาพที่ดีไม่ใช่แค่ร่างกายแข็งแรงและสุขภาพจิตดี แต่ต้องมีสุขภาวะทางสังคมและสุขภาวะทางปัญญาด้วย

สองอย่างแรกเข้าใจง่าย ทุกคนรู้จัก เพราะเจอทุกวันและพอรู้ได้ว่าสุขภาพกายกับสุขภาพจิตยังดีแค่ไหน (แน่นอนว่า เทคโนโลยีและเครื่องมือใหม่ๆ ก็ถูกพัฒนามากขึ้น เพื่อให้รู้ถึงสถานะสุขภาพกายและจิตที่เราอาจไม่สามารถรับรู้ได้ง่ายๆ เช่น ไขมันในเลือด หรือภาวะซึมเศร้า)

เรื่องสุขภาวะทางสังคมก็อาจรับรู้หรือรู้จักได้ไม่ยาก เพราะมีปัจจัยทางสังคมหรือสถานะทางสังคมจำนวนหนึ่งสะท้อนชัดว่ามีผลต่อสุขภาวะแน่ๆ เช่น เป็นคนจน มีความรู้น้อย ที่อยู่อาศัยไม่ปลอดภัย หรือเป็นแรงงานข้ามชาติ เป็นต้น

สุขภาวะทางปัญญากลับเป็นเรื่องเข้าใจยากกว่า แต่มีหลายประเทศที่ยอมรับว่าเป็นอีกสภาวะหนึ่งในตัวเราที่มีผลต่อสุขภาวะโดยรวม และอาจมีอิทธิพลต่อการรับรู้ หรือการดูแลสุขภาพกายและใจ รวมถึงอาจช่วยให้สภาวะทางสังคมโดยรวมดีขึ้นได้ ไม่ใช่แค่สำหรับตัวเอง 

เวลาพูดถึงประเทศ ก็ไม่ได้หมายถึงรัฐบาล แต่หมายถึงคนทำงาน ทั้งในด้านสุขภาพ การศึกษา หรือการทำงานพัฒนาอื่นๆ แม้กระทั่งในวงธุรกิจก็เห็นตรงกัน และพยายามทำให้ผู้คนมองเห็น สามารถพัฒนาศักยภาพของสุขภาวะทางปัญญาที่มีอยู่ในตัวทุกคนให้งอกงาม มีพลังเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงเร็ว ซับซ้อน และแข่งขันสูง จนอาจทำให้มนุษย์มองไม่เห็นคุณค่าที่แท้จริงของตัวเอง หรือมีชีวิต ที่รอพึ่งพิงตัวช่วยนอกร่างกาย มากกว่าการพัฒนาศักยภาพของสุขภาวะทางปัญญาภายในตนที่ทำให้เราช่วยเหลือตนเองได้ พร้อมกับเข้าใจโลก เห็นโอกาสช่วยให้โลกดีขึ้นหรือช่วยผู้อื่นได้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ถ้ามองในมิติกลไกอำนาจรัฐ ก็เริ่มมองเห็นการพัฒนา สุขภาวะทางปัญญาบางแง่มุม ผ่านการใช้เทคนิคหรือเครื่องมือบางอย่าง โดยประเทศจำนวนหนึ่งถึงขั้นมีนโยบายส่งเสริมการพัฒนาสุขภาวะทางปัญญาให้เกิดประโยชน์อย่างกว้างขวางในระดับประชากร 


Mindfulness UK และ Existential Health :
สองความริเริ่มใน ประเทศตะวันตก


ภายใต้ความพยายามพัฒนาศักยภาพด้านสุขภาวะทางปัญญาในหมู่ประชากร โดยมีเป้าหมายให้เกิดชีวิตและสังคมที่ดีกว่าที่เป็นอยู่ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและการแข่งขันที่เข้มข้น คำที่ใช้เรียกสุขภาวะทางปัญญาในแต่ละประเทศอาจไม่เหมือนกัน และผู้ริเริ่มเองก็อาจมองไปไม่ถึงสุขภาวะทางปัญญา 

แต่หากมองให้ลึกถึงวิธีคิดและสิ่งที่เป็นรูปธรรม อย่างน้อยเมื่อเทียบเคียงกับสิ่งที่ทำมาก่อนในบริบทต่างๆ ทั้งภายในไทยและนานาชาติ นโยบายและนวัตกรรมที่เกิดขึ้นในหลายประเทศก็อาจจัดได้ว่าอยู่ในแนวทางการพัฒนา หรือใช้ประโยชน์จาก ศักยภาพในตัวมนุษย์ที่เรียกกันว่าสุขภาวะทางปัญญาได้


Mindful Nation UK กับกลไกระดับรัฐสภา


เป็นตัวอย่างความเคลื่อนไหวในระดับนโยบายที่เกิดขึ้นในประเทศอังกฤษมาเกือบ 10 ปีแล้ว โดยรัฐสภาประกาศริเริ่มโครงการและบริการสาธารณะ เพื่อให้เกิดการพัฒนาผ่านการนำวิธีเจริญสติ (mindfulness practices) ไปใช้ใน 4 ประเภทพื้นที่และองค์กร ได้แก่  ระบบบริการสุขภาพแห่งชาติ (National Health Services หรือที่เรียกกันว่า NHS) ระบบการศึกษา โดยเฉพาะการพัฒนาครูและนักเรียน สถานที่ทำงานในภาคธุรกิจเอกชน  และระบบยุติธรรม โดยเริ่มกับผู้ต้องขังในเรือนจำ

แถมยังมีการจัดตั้งคณะทำงานร่วมในสภาที่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากทั้งสองพรรคมาเป็นประธานและรองประธาน ร่วมกับนักวิชาการคนสำคัญที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวในชื่อว่า Mindfulness All-Party Parliamentary Group (MAPPG)


เริ่มจากการทำงานวิชาการและการนำไปลองใช้จริง

คงมีคำถามว่ารัฐสภาอังกฤษมาให้ความสนใจเรื่องนี้ขนาดนี้ได้ยังไง และทำอะไรที่เป็นรูปธรรมไปแล้วบ้าง

เท่าที่ลองถามดูจาก AI และคนที่อยู่ในแวดวงนโยบายของประเทศอังกฤษ ดูเหมือนจุดเริ่มต้นมาจากสองทางใหญ่ๆ ทางแรกคือนักวิชาการที่สนใจเรื่อง Mindfulness (คำว่า Mindfulness ในภาษาอังกฤษอาจมีความหมายแตกต่างจากการเจริญสติอย่างที่ไทยเรารู้จักกันผ่านการฝึกปฏิบัติ ซึ่งส่วนใหญ่เริ่มจากฐานคำสอนในศาสนาพุทธ และบ้างก็ไม่ได้แยกแยะแตกต่างจากการนั่งสมาธิอย่างชัดเจน)  

ในระบบบริการสุขภาพอังกฤษ มีหน่วยงานชื่อว่า National Institute for Clinical Excellence หรือ NICE ที่มีหน้าที่สำคัญ 2 อย่าง หนึ่ง คือการกำหนดมาตรฐานการดูแลผู้ป่วย โดยอิงบนฐานวิชาการ และสอง ทำงานวิจัยเพื่อให้หน่วยบริการนำไปปฏิบัติ แม้ไม่ถึงขั้นบังคับ แต่ก็มีอิทธิพลต่อการทำงานจริง และสร้างการเรียนรู้ 

NICE ได้ออกแนวปฏิบัติว่าด้วยการนำเอา mindfulness ไปใช้ในการดูแลคนไข้หรือผู้ที่มีปัญหาความเครียด (Mindfulness-Based Stress Reduction : MBSR) ซึ่งมีการนำไปใช้อยู่ก่อนจะมีการประกาศ นโยบายและตั้งคณะกรรมการ MAPPG โดยสภาอังกฤษ

ต่อมามีการทำรายงานวิชาการ รวบรวมสังเคราะห์ความรู้การใช้ Mindfulness ในบริบทต่างๆ เช่น โรงเรียน ที่ทำงาน ที่คุมขัง โดยรวบรวมข้อมูลจากในประเทศอเมริกาเป็นส่วนใหญ่ รวมไปถึงการศึกษา ทดลองในวงจำกัดในประเทศอังกฤษ แล้วนำมาทำเป็นรายงานนำเสนอ ก่อนออกมาเป็นเอกสารที่พูดถึงนโยบาย เป้าหมาย ยุทธศาสตร์เกี่ยวกับการพัฒนา Mindfulness และยังมีรายละเอียดของผู้รับผิดชอบ (คณะกรรมการร่วมของสภา) ชื่อ Mindful Nation UK 

เท่าที่ได้มีโอกาสสอบถามจากผู้รู้จัก NICE มีข้อสังเกตว่า แม้การใช้ การพัฒนาสติจะปรากฏในฐานะเครื่องมือดูแลผู้ป่วยในระบบสุขภาพอังกฤษมานาน แต่อาจไม่ได้มีผลโดยตรงกับการก่อการของกลุ่มที่ริเริ่ม รายงานและคณะทำงานสหพรรคในเรื่องนี้


มีรายงาน มีนโยบาย มีคณะกรรมการ แล้วเกิดอะไรขึ้นบ้าง

รายงานฉบับดังกล่าวตีพิมพ์เผยแพร่ในปี 2015 โดยมี MAPPG เป็นกลไกติดตามทางนโยบาย แต่ในทางปฏิบัติ การดำเนินงานตามข้อเสนอในรายงานยังอยู่ในวงจำกัดทั้ง 4 กลุ่มประชากร ไม่สามารถขยายขอบเขตการทำงานได้ครอบคลุมทั่วประเทศ 

อย่างไรก็ตาม ต่อมาได้เกิดกลไกพัฒนาศักยภาพผ่านการปฏิบัติเจริญสติในบริบทที่หลากหลาย ไม่ได้มีเพียงรูปแบบหรือวิธีการเดียว ภายใต้แนวคิดที่เรียกรวมๆ ว่า Mindfulness-Based Reduction และ Mindfulness-Based Cognitive Therapy 

มีองค์กรเกิดขึ้น เพื่อพัฒนาศักยภาพกลุ่มคนทำงานหลักๆ เช่น ฝึกอบรมครูในโรงเรียน แพทย์ พยาบาล และบุคลากรสาธารณสุข ครูฝึกกลุ่มต่างๆ โดยมีการกำหนดมาตรฐาน เพื่อให้มั่นใจว่าจะเกิดการทำ mindfulness ในลักษณะต่างๆ ที่ได้ผลจริงและมีมาตรฐาน ซึ่งโดยรวมๆ พัฒนาต่อยอดมาจากแนวคิดและเทคนิคสองส่วนใหญ่ๆ คือ Mindfulness-Based Stress Reduction (MBSR) ริเริ่มโดย Jon Kabat-Zinn ในการดูแลคนไข้กลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือดที่มีการวิจัยอย่างเป็นระบบมาก่อน รวมกับเรื่อง Cognitive Behaviour Therapy (CBT) ที่พัฒนาโดยจิตแพทย์อเมริกัน Aaron Beck (ได้รับรางวัลเจ้าฟ้ามหิดล – Prince Mahidol Award เมื่อปี 2554) 

ในส่วนของระบบโรงเรียน มีงานวิจัยติดตามผลการทำงานเรื่องนี้ โดยมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด เรียกว่าโครงการวิจัย My Resilience in Adolescence (MYRIAD) ซึ่งมีข้อค้นพบนำไปสู่แนวทางการขับเคลื่อนที่น่าสนใจ โดยแทนที่จะเน้นให้นักเรียนได้ฝึกเรื่อง mindfulness กลายเป็นการเน้นพัฒนาครูที่จะไปสร้างการเรียนรู้เรื่องนี้แบบสอดคล้องกับบริบทของแต่ละโรงเรียน เหตุเพราะมีข้อมูลบ่งชี้ว่าหลักสูตรและเทคนิคต่างๆ เกี่ยวกับการพัฒนา Mindfulness ที่ใช้ในโรงเรียนที่ผ่านมาได้ผลแค่ระยะสั้น ในแง่การลดปัญหาสุขภาพจิตก็ยังได้ผลไม่ชัดเจน ดังนั้น การมีครูที่เข้าใจ สามารถนำแนวคิดหรือเทคนิคไปปรับใช้ให้เข้ากับบริบทในโรงเรียน รวมทั้งออกแบบหลักสูตร วิธีการเรียนการสอนที่ยืดหยุ่นและทำอย่างต่อเนื่อง โดยมีการประเมินเพื่อปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม สร้างระบบสนับสนุนให้ครูได้เกิดความมั่นใจและทำวิจัยเพื่อรวบรวมข้อมูล จะได้ผลดียิ่งกว่า

ในส่วนของเรือนจำ กลับดำเนินการได้ไม่กว้างขวางมาก เพราะขาดบุคลากรที่จะมาทำงานด้านนี้อย่างจริงจัง ต่อเนื่อง แม้ในเบื้องต้นจะเห็นผลดีต่อผู้ต้องขัง ทั้งในระหว่างถูกคุมขังและหลังจากปล่อยตัวไปแล้ว

ส่วนในระบบบริการสุขภาพ เทคนิคทั้งในส่วนการรักษาผู้ป่วยสุขภาพจิตและการดูแลตนเองเพื่อลดความเครียด ถูกนำไปใช้มากขึ้น มีการฝึกอบรม โดยเฉพาะคนทำงานในระบบปฐมภูมิ (Primary Care คือตัวแพทย์และทีมงานในคลินิก GP) โดยมีแบบประเมินผลที่เกิดขึ้นต่อคนไข้ (Patient Outcomes) ที่สามารถนำไปปรับเปลี่ยนวิธีพัฒนา mindfulness ในระดับปัจเจกได้

น่าเสียดายที่ยังไม่มีการประเมินผลตอบแทนจากการลงทุนว่า การนำเอาเทคนิคและแนวคิด Mindfulness มาใช้เกิดผลชัดเจนในลักษณะใด และหากเปรียบเทียบในแง่การลงทุนเพื่อสุขภาพ เกิดประสิทธิภาพดีกว่าการรักษาด้วยวิธีการทางยาและมาตราการอื่นๆ มากน้อยเพียงไร ตลอดจนควรมีระบบสนับสนุนแบบใดบ้างที่จะช่วยให้การทำงานต่อเนื่องและมีคุณภาพอย่างที่ตั้งใจไว้

ทั้งหมดนี้ ดูเหมือนสิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือการนำไปใช้ในโรงเรียน ซึ่งแม้แรกเริ่มจะมีที่มาจากปัญหาสุขภาพจิตและความเครียดของนักเรียนจากการเรียนและสิ่งแวดล้อมในโรงเรียน (โดยเฉพาะความเครียดจากการถูกบูลลี) ยังอีกมีผลประโยชน์อีก 2 มิติในสมการการทำงานในโรงเรียน ส่วนแรกคือมีผลบวกต่อการเรียน (และกิจกรรมอื่นๆ เช่น การสอบ การทำการบ้าน) และผลบวกต่อความสัมพันธ์กับกลุ่มคนอื่นๆ รวมถึงสิ่งแวดล้อม เช่น การลดขยะ ทิ้งขยะเป็นที่ทาง ไม่ทำลายทรัพย์สินสาธารณะ เป็นต้น

โดยรวมๆ ในระบบโรงเรียน เน้นให้กลุ่มนักเรียนเข้าใจและสามารถพัฒนาศักยภาพด้าน mindfulness เพื่อให้เกิด ผล 3 ด้าน คือความเข้าใจต่อการมีชีวิต ความสามารถในการเรียนรู้วิชาต่างๆ และการลดความเครียดในบริบทโรงเรียน ไม่ว่าจะเกิดจากปัจจัยภายในตัวเด็กหรือปัจจัยภายนอก

ภาพรวมอาจสรุปได้ว่าการมีนโยบายเกี่ยวกับ Mindfulness ในอังกฤษนำไปสู่การสร้างกลไกและเครื่องมือที่หลากหลายขึ้น รวมทั้งมี champions มาช่วยขับเคลื่อนในบริบทต่างๆ มากขึ้น แต่ก็ยังไม่เกิดเป็นแผนหรือบริการที่ครอบคลุมประชากรทุกกลุ่มได้อย่างทั่วถึง โดยมีข้อจำกัดสำคัญ คือขาดบุคลากรที่จะมาทำงานด้านนี้ได้อย่างมีคุณภาพ

ด้านเพื่อนชาวอังกฤษที่อยู่ในแวดวงนโยบายสุขภาพระหว่างประเทศของผู้เขียน บอกอย่างตรงไปตรงมาว่าไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนเลย ไม่เคยเห็นรายงานที่ออกมาด้วย แต่ก็ออกตัวเช่นกันว่าเธอไม่ได้ยุ่งเรื่องนโยบายในประเทศอังกฤษ นอกจากเป็นผู้รับผลประโยชน์หรือโทษจากนโยบาย ซึ่งผู้เขียนมีข้อสังเกตว่า การดำเนินงานของนโยบายเกี่ยวกับ Mindfulness น่าจะไม่เป็นที่รับรู้อย่างกว้างขวาง ซึ่งอาจไม่ผิด ถ้าจะบอกว่าเข็นไม่ขึ้น แม้จะมีกลไกที่มีสมาชิกระดับนักการเมืองในสภา (ซึ่งไม่มีข้อมูลว่าเป็นสมาชิกสภาที่มีพลัง มีบทบาท หรือมีประสบการณ์ มากน้อยเพียงไรกับการผลักดันนโยบายดังกล่าว)


Existential Health กับประเทศกลุ่มสแกนดิเนเวีย


ตามที่ได้เกริ่นไว้ อีกตัวอย่างที่น่าสนใจเกิดในกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย มีชื่อเรียกว่า Existential Health ซึ่งแปลเป็นไทยแบบสั้นๆ ก็คงจะยาก ทำนองว่าสุขภาพ (หรือน่าจะเป็นสุขภาวะมากกว่า) จะเกิดได้ดี ถ้าคนรู้ว่าชีวิตมีเป้าหมายอะไร อะไรคือคุณค่าของชีวิต หรือพูดอีกแบบคือไม่ได้มีชีวิตอยู่ไปวันๆ ตามกระแสและความเคยชิน แต่สามารถตัดสินใจได้ว่า ชีวิตที่ดี (อย่างน้อยก็สำหรับตัวเอง) ควรเป็นอย่างไร และเพียรพยายามทำให้ได้อย่างที่เชื่อหรืออยากเป็น

คล้ายกับกรณีแนวคิด Mindfulness ในอังกฤษ คือฝ่ายการเมืองในประเทศแถบสแกนดิเนเวียมีนโยบายส่งเสริมให้นำแนวคิดนี้ไปสู่การปฏิบัติ แต่หากเทียบกับกรณีอังกฤษ น่าจะยังอยู่ในช่วงต้นของกระบวนการพัฒนานโยบายให้เป็นรูปธรรม และดูเหมือนจะมีการทำงานที่เป็นรูปธรรมกันมาก่อนหน้ามีนโยบาย น้อยกว่ากรณีอังกฤษ


ความพยายามไม่ให้กลายเป็นเรื่องศาสนา

ดูเหมือนกลุ่มที่ริเริ่มคิดและทดลองทำจนกลายเป็นนโยบาย (ที่ยังมีข้อมูลชัดเจนน้อยกว่ากรณีอังกฤษ ซึ่งระบุตัวบุคคล ชัดเจนมากในรายงานที่ออกมาในปี 2015) จะพยายามนำหลักปรัชญากับความเชื่อในสิ่งที่เรียกว่า Spirituality (แปลตามภาษาอังกฤษว่า จิตวิญญาณ) มาเป็นฐานเริ่มต้น เชื่อมโยงกับปรัชญา Existentialism ทำนองว่า หลักคำสอนในศาสนาตะวันตก (ที่ไม่ใช่ส่วนพิธีกรรมหรือศรัทธาในพระเจ้าผู้ทรงอานุภาพหนึ่งเดียว ต่างจากศาสนาคริสต์ เพราะรากฐานความเชื่อเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในแถบสแกนดิเนเวียมีเทพเจ้าหลากหลาย เช่นเดียวกับความเชื่อศาสนาฮินดูหรือศูนย์กลางอารยธรรมอื่นๆ ในตะวันตก ไม่ว่าจะเป็นโรมัน กรีก อียิปต์) สอนให้คนมีชีวิตที่ดี มีความหมาย อยู่ร่วมกับผู้อื่น และสิ่งแวดล้อมได้ 

ว่าไปแล้ว หลักคำสอนข้างต้นก็เป็นสิ่งที่มีคุณค่า แต่เนื่องจากช่วงเวลาที่ผ่านมา ความเชื่อเหล่านี้มักถูกนำมารับใช้อำนาจรัฐ กลายเป็นการเน้นให้ศรัทธาและสอนให้เชื่อมากกว่าตั้งคำถามเพื่อทำความเข้าใจชีวิต ดังนั้น เมื่อพูดถึงแนวคิดและการชักชวนให้มามีพฤติกรรมส่งเสริมชีวิตที่ดี จึงควรหลีกเลี่ยงการนำไปผูกกับศาสนา หรือใช้คำที่ทำให้คนคิดว่าเป็นวิธีการใหม่ในการดึงคนมานับถือศาสนา

ในหนังสือชื่อ Spiritual Evolution : How We Are Wired for Faith, Hope, and Love เขียนโดย George Vaillant นักจิตวิทยาชาวอเมริกันใน ปี 2551 ก็มีความพยายามชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่เรียกว่า Spirituality เป็นส่วนหนึ่งของมนุษย์ เหมือนที่เรามีร่างกาย จิตใจ และสังคม อย่าปฏิเสธที่จะเรียนรู้และพัฒนาส่วนนี้ในตัวเรา เพียงเพราะคิดว่านี่เป็นแค่ความเชื่อทางศาสนา

ด้านองค์การอนามัยโลกเองก็มีการบันทึกไว้ชัดเจนว่า เคยมีความพยายามผลักดันให้แก้ธรรมนูญองค์การอนามัยโลก (Constitution of the World Health Organization) เพื่อบอกว่าสุขภาพมี 4 มิติ โดยขอเพิ่มแง่มุม Spiritual Health แต่ไม่สำเร็จ เพราะเกรงว่าจะกลายเป็นการนำคำสอนและความเชื่อทางศาสนามาเปลี่ยนเป็นแนวปฏิบัติรูปธรรม จนเกิดความขัดแย้งโดยไม่จำเป็น


Existential Health กับการแก้ปัญหา 4 ด้านใหญ่ในชีวิต

กลับมาที่ความเคลื่อนไหวด้านการสร้าง Existential Health ในกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย มีการกำหนดกรอบสุขภาพที่ดีผ่านการมองปัญหา 4 ด้านใหญ่ของชีวิต  

1.ภาวะขาดความสุข ไร้ความหวัง ชีวิตว่างเปล่า 

ฟังดูเหมือนคนมีปัญหาสุขภาพจิต แต่เขาบอกว่าแวดวงสุขภาพจิตยังมาไม่ถึง เพราะมักอยู่กับสิ่งที่เรียกว่าความเครียด ภาวะซึมเศร้า (ซึ่งน่าจะไม่ห่างไกลจากภาวะหมดหวัง ขาดความสุข) และมีวิธีประเมิน รวมถึงการแก้ปัญหาต่างกัน

2.ความเจ็บปวดจากความรู้สึกขาดอิสรภาพ เพราะกลายเป็นภาระ 

มิตินี้มาจากสังคมสูงอายุที่มีผู้สูงวัยอยู่คนเดียวมากขึ้น ครอบครัวมีขนาดเล็กลง และคนขาดความสามารถในการอยู่คนเดียวมากขึ้น ขณะเดียวกัน คนจำนวนไม่น้อยเกิดความทุกข์ เพราะรู้สึกว่าตัวเองเป็นภาระแก่ผู้อื่น ใครที่เคยดูหนังญี่ปุ่นเรื่อง The Ballad of Narayama ที่เล่าถึงวัฒนธรรมในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ซึ่งผู้สูงอายุจะเนรเทศตัวเองไปอยู่บนเขาเพื่อรอวันตาย หลังจากช่วยตัวเองได้น้อยลงเรื่อยๆ และเพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่ลูกหลานที่แค่หากิน ให้พอสำหรับตัวเองและครอบครัวก็ลำบากมากแล้ว อาจพอนึกออกว่าความรู้สึกเป็นภาระเป็นอย่างไร 

ในประเทศจีนเองก็มีข้อมูลว่าคนแก่ในชนบทที่ยากจนมีอัตราฆ่าตัวตายสูงมากเมื่อเทียบกับในอดีต เพราะสังคมมีผู้สูงอายุมากขึ้น และสาเหตุส่วนหนึ่งคือผู้สูงอายุไม่ต้องการเป็นภาระแก่ลูกหลาน ซึ่งลึกๆ แล้วมาจากความเข้าใจหรือภาวะจำยอมคงเป็นเรื่องที่ต้องวิเคราะห์กันต่อไป 

3.การเผชิญความตาย ที่ปัจจุบันดูจะตายกันยากขึ้น หรือมีความหวังที่จะหายจากโรค ไม่ตาย แต่ต้องอยู่ในสภาวะที่ไม่มีคุณภาพชีวิตที่ดีพอ ด้านหนึ่งก็ไม่อยากทรมาน แต่อีกด้านก็ไม่อยากพลาดโอกาสที่อาจกลับมามีชีวิตที่ดีขึ้น ทั้งนี้ สิ่งที่อาจพบมากกว่า คือถึงไม่มีความหวัง ก็ยังไม่รู้จะเผชิญความตายอย่างไร

4.ความรู้สึกโดดเดี่ยว ไร้ความหมาย 

เป็นปัญหารูปธรรมที่พบมากขึ้นในสังคมตะวันตก ยิ่งในแถบสแกนดิเนเวียที่มีสภาพภูมิอากาศหนาวเย็น โอกาสในการออกมาสมาคมมีน้อยหรือเป็นไปได้ยาก ก็อาจยิ่งเห็นภาพความสำคัญของปัญหานี้

ปัญหาทั้งหมดข้างต้นเป็นเรื่องสำคัญและอาจจะร้ายแรงมากกว่าเรื่องสุขภาพจิต จึงต้องมีมาตรการที่แก้ปัญหาได้ พร้อมกันนั้น ก็ต้องมีเครื่องมือประเมินว่าใครกันที่มีปัญหาบ้าง ซึ่งที่ผ่านมา มีการพัฒนาเครื่องมือประเมินและมาตรการช่วยเหลือทั้ง 4 มิติไว้พอสมควร 

โดยเครื่องมือส่วนใหญ่เป็นแบบสอบถาม เพราะอย่างไรเสีย การประเมินปัญหาในมิติต่างๆ เหล่านี้ต้องมาจากความรู้สึกที่เกิดขึ้นในตัวแต่ละคน แน่นอนว่าย่อมนำมาสู่การถกเถียงเรื่องความน่าเชื่อถือ แต่จะไม่ขอพูดลงรายละเอียดในที่นี้ ขอเล่าเกร็ดแค่เพียงว่า เครื่องมือแบบสอบถามในประเทศสวีเดนสร้างโดยอ้างอิงจากเครื่องมือที่องค์การอนามัยโลกทำขึ้นมา เรียกว่า WHOQOL-SRPB [1] ในตอนนำเสนอต่อผู้กำหนดนโยบายและสังคม เพื่อให้เห็นว่าเรื่อง Existential Health ไม่ใช่แค่เรื่องความเชื่อทางศาสนา เป็นเรื่องที่ทำได้จริง มีประโยชน์จริง แม้แต่องค์การอนามัยโลกยังพัฒนาเครื่องมือเพื่อทำเรื่องนี้ ซึ่งทางสวีเดนก็นำไปพัฒนาต่อให้สั้นลงและง่ายขึ้น

ส่วนมาตรการให้ความช่วยเหลือ มีทั้งการให้คำแนะนำ การมีที่ปรึกษา หรือกระทั่งแพทย์สั่งให้ไปอาบป่าแทนการกินยา ทั้งหมดมีชื่อเรียกรวมๆ ว่า  social prescription หรือสั่งการรักษาด้วยมาตรการทางสังคม ซึ่งดูเหมือนเคยมีกรณีที่คนไทยแสดงความเห็นเชิง (แอบ) อิจฉาในโซเชียลมีเดียที่คนสวีเดนสามารถไปอาบป่าแทนการกินยา และค่าใช้จ่ายก็ครอบคลุมโดยระบบประกันสุขภาพ (แต่ไม่รู้ว่าต้องร่วมจ่ายด้วยหรือไม่) 

ด้านคนที่มาทำหน้าที่สั่งการรักษา ก็มีทั้งแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป (บ้านเราก็อาจเป็นแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว) พยาบาล ทั้งระดับปฐมภูมิและในโรงพยาบาลที่ต้องดูแลเรื่องการเผชิญความตายโดยเฉพาะ แล้วยังมีนักสังคมสงเคราะห์ ซึ่งไม่ได้ สังกัดเฉพาะในระบบบริการสุขภาพ และมีคู่มือสำหรับประชาชนให้ไปปฏิบัติด้วยตนเอง

นอกจากนี้ ในระบบสุขภาพยังมีมาตรการเชิงรุก เช่น การสร้างกลุ่มผู้สูงอายุ ชวนพูดคุยเรื่อความรู้สึกกลัวหรือกังวล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสุขภาพ ความสัมพันธ์ในครอบครัว ความตาย ฯลฯ ในระบบโรงเรียน ก็มีจับกลุ่มพูดคุยกับนักเรียน เรื่องความรู้สึกกลัวล้มเหลว กลัวว่าตัวเองจะไม่มีค่า กลัวสอบไม่ได้คะแนนดี กลัวเพื่อนไม่รัก ครูไม่ชอบ ซึ่ง facilitators หรือคนชวนคุยก็จะถามให้สะท้อนคิดว่าความกลัว ความกังวลแต่ละเรื่องมีที่มาจากไหน มีความหมายหรือความสำคัญอย่างไร มาจากการตีความแบบไหน ไม่ได้แค่แนะนำให้สบายใจ ลดความกลัว ความกังวล


ยังเพิ่งเริ่มต้น แต่ฐานดูแน่น

ถ้าเทียบกับอังกฤษที่มีนโยบายเรื่อง Mindfulness มาประมาณ 10 ปี นโยบายเรื่อง Existential Health  ในกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวียยังมีอายุน้อยกว่า 5 ปี และยังไม่ชัดเจนว่าเครื่องมือทางนโยบายจะเป็นอย่างไร แม้จะมีการวางรากฐานให้ไปสู่การปฏิบัติมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งการอบรม การทดสอบ เครื่องมือประเมิน หรือการเริ่มทดลองของคนบางกลุ่มในบางเมือง

แต่สิ่งที่น่าสนใจ คือมีการลงทุนทำระบบข้อมูลและการวิจัยขนาดใหญ่ โดยในประเทศเดนมาร์ก มีโครงการชื่อ Existential Health Cohort Denmark (EXICODE) ทำการเก็บข้อมูลกลุ่มประชากรจำนวนหนึ่ง เกี่ยวกับความต้องการพื้นฐานทางจิตวิญญาณ (Existential Needs) และการสร้างความหมายแก่ชีวิต (Meaning Making) นำไปเชื่อมโยง หาความสัมพันธ์กับข้อมูลสถานะสุขภาพที่มีอยู่มานานแล้วในระบบบริการสุขภาพของเดนมาร์ก ขณะที่ในนอร์เวย์ก็มีการจัดตั้งศูนย์วิจัย Existenntial Health ที่มีแผนวิจัยทำให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างมิติชีววิทยา มิติสุขภาพจิต และมิติ Existential Health

หากถามหาผลลัพธ์ที่เกิดจากนโยบายเหล่านี้ อาจได้แค่เพียงการอธิบายผลที่คาดว่าจะได้รับ เพราะต้องติดตามกันต่อไป อย่างไรก็ตาม ข้อสังเกตของผู้เขียนคือการดำเนินการเรื่อง Existential Health มีขอบเขตเป็นเรื่อง public health policy ซึ่งถ้าแปลเป็นไทยแบบทั่วไป คงเรียกว่านโยบายด้านสาธารณสุข แต่คำว่า ‘สาธารณสุข’ ในบ้านเขา หมายถึง ‘สุขของสาธารณะ’ จริงๆ และสำหรับประเทศกลุ่มสแกนดิเนเวีย นโยบายที่มีผลต่อสุขภาพหรือสุขภาวะ กินความถึงนโยบายสาขาอื่นๆ หรือกระทรวงอื่นๆ มากกว่าแค่นโยบายในความรับผิดชอบของกระทรวงสาธารณสุข 

และหากเทียบกับนโยบายในอังกฤษ ก็ดูเหมือนรัฐบาลอังกฤษจะมองเรื่อง Mindfulness เป็นเพียงเครื่องมือแก้ปัญหาเป็นเรื่องๆ ขณะที่นโยบาย Existential Health ของกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวียเน้นไปที่สุขภาวะทางปัญญา ที่จะนำไปสู่การมีชีวิตที่สมดุล มีความสัมพันธ์ที่ดีทั้งกับตนเองและผู้อื่น รวมถึงสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังดูเหมือนสิ่งที่ถูกพูดถึงใน พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติของไทย และที่มีตัวอย่างความเคลื่อนไหวผ่านกลุ่มต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ก่อนมี  พ.ร.บ. ถึงหลังมี  พ.ร.บ.


มองเทศ แล้วกลับมามองไทย


กลับมามองไทยที่วางฐานมานานพอสมควร แถมมีกฎหมายเป็นเครื่องมือสำหรับการทำงานในสังคม มีคำถามอยากชวนคิดว่า เราควรมีนโยบายที่มีการขับเคลื่อนเป็นรูปธรรมเกี่ยวกับสุขภาวะทางปัญญา (หากนึกถึงขอบเขตกว้างของเรื่อง Existential Health ในสแกนดิเนเวีย หรือการเจริญสติเพื่อการพัฒนาคุณภาพประชากร หากนึกถึง Mindfulness UK ในอังกฤษ) หรือไม่อย่างไร 

คำตอบที่น่าจะผุดขึ้นมาทันที น่าจะเป็นว่าประเทศไทยมียิ่งกว่านโยบาย คือเป็นวัฒนธรรมที่ส่งเสริมเรื่องการพัฒนาสุขภาวะทางปัญญาอยู่ในชีวิตประจำวัน โดยไม่ต้องรอผู้มีอำนาจเชิงนโยบายมากำหนดหรือทำแผนแบบที่ยกตัวอย่างมาใน สองประเทศ

แต่ถ้าลองชวนกันตั้งคำถามต่อเพื่อการพัฒนา อาจเป็นทำนองว่า หากเราดูใน 4 บริบทแบบเดียวกับที่กำหนดไว้ใน นโยบายประเทศอังกฤษ คือระบบสุขภาพ โรงเรียน ที่ทำงาน และเรือนจำ สิ่งที่เป็นวัฒนธรรมของเราได้ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือลดปัญหา ที่อาจเป็นประโยชน์จากการฝึกและพัฒนาสติอย่างจริงจังมากน้อยเพียงไร 

หรือหากลองนำ 4 มิติปัญหาของกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวียมาทาบกับบริบทไทย มีอะไรบ้างที่เราได้ประโยชน์จากวัฒธรรมที่ดูเหมือนช่วยส่งเสริมการมีสุขภาวะทางปัญญาของประชาชนไทย เราเน้นเรื่องช่วยให้คนไทยลดความรู้สึกว่างเปล่า ชีวิตไร้ความหมาย หรือลดความรู้สึกว่าตัวเองกำลังเป็นภาระ (โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ)  หรือเรามีบริการที่ช่วยให้ครอบครัวและคนไข้เผชิญความตายอย่างสงบมากน้อยเพียงไร แล้วคนเหงา (ไม่ว่าจะอยู่คนเดียวหรือหลายคนและไม่จำกัดเฉพาะผู้สูงอายุ) ได้ใช้ประโยชน์จากการฝึกและพัฒนาการมีสติ (หรือวิธีการอื่นๆ เพื่อพัฒนาสุขภาวะทางปัญญา) มากน้อยเพียงไร 

ในการพูดคุยระหว่างคนทำงานด้านสุขภาวะทางปัญญาจำนวนหนึ่ง มีความพยายามลองรวบรวมความเคลื่อนไหวระดับสากลและการพัฒนางานด้านนี้ในประเทศไทย (ภายใต้ชื่อและขอบเขตการทำงานที่หลากหลายพอสมควรอย่างที่ได้เล่ามาคร่าวๆ ในบทความก่อนหน้านี้) สรุปว่า หากประเทศไทยจะลองมองถึงแผนพัฒนาสุขภาวะทางปัญญา น่าจะได้ประโยชน์จากนโยบายนี้หลายเรื่อง เช่น เรื่องเศรษฐกิจฐานสุขภาพ หรือที่เรียกรวมๆ ว่า wellness industry น่าจะได้ใช้จุดแข็งเรื่องการเจริญสติ เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างประสบการณ์แก่นักท่องเที่ยวหรือลูกค้า นอกเหนือจากการใช้สมุนไพรและการนวด เพราะดูเหมือนในระดับสากล ประสบการณ์ด้านสุขภาวะทางปัญญาเป็นที่ยอมรับมากขึ้น และน่าจะมีมูลค่าไม่น้อย ซึ่งเป็นการใช้จุดแข็งของไทยสอดคล้องกับ ยุทธศาสตร์เรื่อง soft power 

อย่างไรก็ตาม สำหรับคนทำงานด้านนี้ที่มองเห็นความสำคัญของการพัฒนาภายในเชิงลึกและมีคุณภาพจริง แม้จะมองเห็นโอกาสทั้งทางธุรกิจและเศรษฐกิจ บางกลุ่มมีประสบการณ์เข้าไปทำงานกับภาคธุรกิจที่ให้บริการด้านนี้อยู่บ้าง จนเห็นว่าผู้ทำธุรกิจก็ต้องการกำลังคนที่มีความรู้ มีทักษะที่ดี มากกว่าการขายเพียงภาพสวยงามของความสงบภายใน แต่ในภาพรวมกลับดูมีคนให้ความสนใจหรือให้ความสำคัญในการลงทุนน้อยมาก

อีกตัวอย่างที่มีการพูดถึงคือความเคลื่อนไหวด้านการพัฒนาภายใน (Inner Development Goals : IDG) ที่ริเริ่มจากระดับสากลเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน หรือ SDGs เพื่อให้ภาคธุรกิจปรับตัว เปลี่ยนแปลงจากความเข้าใจเรื่องดังกล่าวอย่างแท้จริง มากกว่าทำเพราะได้ประโยชน์ทางภาษีหรือภาพลักษณ์ว่าเป็นบริษัทที่สนใจสังคม ในส่วนนี้ดูเหมือนจะมีกลุ่มคนไทยไปทำงานกับภาคธุรกิจในประเทศ และน่าจะมีโอกาสพัฒนาวิธีคิด วิธีทำงานของภาคธุรกิจอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ชัดเจนว่าหากมีนโยบายสนับสนุนอย่างจริงจัง จะสร้างการเปลี่ยนแปลง ทั้งในเชิงคุณภาพและปริมาณได้มากน้อยเพียงไร เมื่อเทียบกับสิ่งที่กำลังเป็นอยู่

นั่นเป็นสองตัวอย่างที่อาจฟังดูเป็นเรื่องธุรกิจและเศรษฐกิจ ผิดจากธรรมชาติของการขับเคลื่อนเรื่องสุขภาวะทางปัญญา ที่มักออกไปทางการแก้ปัญหา ถึงขั้นสร้างสังคมเข้มแข็ง ทั้งนี้ เมื่อลองทบทวนรูปธรรมของความสำเร็จที่น่าสนใจ (อย่างน้อยก็จากปฏิกริยาของกลุ่มเป้าหมายหรือองค์กรที่ได้เข้าไปทำงานด้วย และอาจนำไปสู่การขยายผลทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ) ก็มีอีกหลายตัวอย่าง เช่น การทำงานในระบบโรงเรียน ที่มักเริ่มจากเรื่อง ปัญหาสุขภาพจิต ยังไปไม่ถึงการพัฒนาทักษะทางการเจริญสติ ไม่ว่าจะเป็นในกลุ่มครู หรือ นักเรียน แบบที่ทำกันในอังกฤษ 

ยังมีการมองเห็นโอกาสลดความเครียดในการทำงาน รวมไปถึงระดมความคิดสร้างสรรค์ในการทำงานร่วมกันของบรรดาโรงพยาบาล เช่น โรงพยาบาลที่เป็นโรงเรียนแพทย์ในกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งมีทั้งความฝันในการสร้างสถานที่ทำงานแห่งความสุข (ภายใต้งานสารพัดด้าน) และสามารถจัดการเรียนการสอนทางสุขภาวะทางปัญญาแก่นักศึกษารุ่นใหม่ (ในทางปฏิบัติเน้นเรื่องการฟัง การสร้าง empathy compassion) แต่ดูเหมือนยังต้องขยับในระดับนโยบายของผู้นำองค์กรทั้งส่วนกลางและระดับโรงพยาบาลด้วย

นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาจิตวิทยาสติในองค์กร เกิดเป็นบริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคม (social enterprises) มีลูกค้าทั้งสถานพยาบาล โรงเรียนและภาคธุรกิจ แต่ปัจจุบันยังต้องอาศัยเงินทุนคอยสนับสนุน ซึ่งหากมีบริษัททำนองนี้มากขึ้น และทำให้อยู่ได้โดยไม่ต้องอาศัยเงินแหล่งทุน อาจได้เห็นภาพเดียวกันกับอังกฤษ ที่มีองค์กรสาธารณประโยชน์จำนวนไม่น้อยเล่นบทแหล่งเรียนรู้เรื่องพัฒนาศักยภาพเรื่องการฝึกสติ ตรวจสอบคุณภาพมาตรฐานของหลักสูตรและครูฝึก

สิ่งที่น่าสนใจมาก คือนำการเจริญสติมาใช้ในการรักษาผู้ป่วยหรือสร้างเสริมสุขภาพ ทำนองเดียวกับการส่งเสริมและพัฒนาโดย NICE ที่เป็นกลไกระดับประเทศของอังกฤษ แต่ยังไม่ชัดเจนว่ามีคนทำมากน้อยเพียงไร (ในไทยเคยมีโครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ (HITAP) เป็นกลไกในกระทรวงสาธารณสุข คอยทำงานวิชาการเพื่อดูว่าเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่น่าจะเป็นประโยชน์ ทั้งการส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค และรักษาพยาบาล ควรถูกนำมาใช้ในระบบสุขภาพไทยอย่างไร แต่ต่อมาถูกยุบเลิก เปลี่ยนมาทำงานในฐานะมูลนิธิ) 

และอีกตัวอย่างหนึ่งที่พูดถึงกันมาก คือเรื่องการจัดการความเครียดและปัญหาสุขภาพจิตในกลุ่มประชากรทั้งเด็ก วัยทำงาน และผู้สูงอายุ หลายฝ่ายเห็นว่าน่าจะได้ประโยชน์จากการใช้เทคนิค รวมถึงการพัฒนาสุขภาวะทางปัญญา (ที่ไม่ได้ยึดติดกับเทคนิคเดียว) โดยมีจิตแพทย์ที่ทำงานด้านนี้อยู่หลายคน และยังมีกลุ่มวิชาการด้านจิตวิทยาที่สนใจ โดยเฉพาะด้านการรักษาด้วยมาตรการทางสังคม (social prescribing) เหมือนที่ยกตัวอย่างในสวีเดน คือให้ไปอยู่ในป่า ปีนเขา สัมผัสธรรมชาติ เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสามารถต่อสู้กับมะเร็งหรือมีภูมิคุ้มกันทางจิตได้ดีขึ้น


อย่าเริ่มจากคำจำกัดความ แต่เริ่มจากงานรูปธรรมที่มีผลจริง


ประเด็นเล็กๆ แต่สำคัญและพบบ่อยในความพยายามทำให้เกิดการทำงานพัฒนาสุขภาวะทางปัญญา (หรือเรื่องอื่นๆ ที่เป็นนามธรรมและมีธรรมชาติที่ซับซ้อน แต่อยากทำให้เกิดผลในระบบ มีผลกระทบกว้างขวาง) คือการเริ่มต้นด้วยการถามหา คำจำกัดความและตัวชี้วัดผลกระทบที่จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะในระดับปัจเจก ซึ่งนับเป็นคำถามท้าทาย แต่หากพยายามหาคำตอบที่ตายตัวแต่ต้น อาจเป็นอุปสรรคต่อการคิดและพัฒนาให้เกิดนโยบายหรือการทำงานเชิงระบบที่ไปให้พ้นจากการทำโครงการย่อยๆ

ถ้าจะลองเรียนจากประสบการณ์ของสองประเทศที่มีนโยบายและเป้าหมายให้เกิดการพัฒนาสุขภาวะทางปัญญาอย่างกว้างขวาง (อันเป็นธรรมชาติสำคัญของการมีนโยบาย) เพื่อนำมาปรับใช้สำหรับการทำงานในประเทศไทย น่าจะมีอย่างน้อย 4 ประการต่อไปนี้

1.เริ่มจากปัญหาหรือเรื่องยากๆ ที่ท้าทายการแก้ปัญหา และเชื่อว่าการมีสุขภาวะทางปัญญาจะช่วยแก้ปัญหาได้ดีกว่าที่ทำอยู่ ยกตัวอย่างเช่น การรักษาโรคบางกลุ่ม การพัฒนาศักยภาพและทักษะในเด็กหรือในคนทำงานเพื่อทำตามบทบาทหน้าที่ได้ดีขึ้น โดยมีความเครียดน้อยๆ 

ตัวอย่าง 4 กลุ่มประชากรในแผนประเทศอังกฤษ หรือปัญหาพื้นฐานของการมีชีวิตที่มีความหมาย (ความรู้สึกมีค่า ความเหงา ความตาย และอิสรภาพ) ในกรณีประเทศสวีเดน น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่นำไปสู่การกำหนดนโยบายที่ประชาชนและภาคีต่างๆ จะเห็นคุณค่าของการพัฒนาสุขภาวะทางปัญญาชัดเจนขึ้น 

2.มีกลไกสร้างการมีส่วนร่วม เพื่อทำความเข้าใจร่วมกันถึงประโยชน์และโอกาสในการลงทุนเพื่อพัฒนาสุขภาวะทางปัญญาในบริบทของสังคมไทย โดยเอาตัวอย่างเป้าหมายที่ชัดเจนพอสมควรจากข้อแรกมาเป็นจุดเริ่มต้นทำความเข้าใจกับเรื่องนี้

3.มีกระบวนการสร้างความรู้ พัฒนาเครื่องมือที่เท่าทันเหตุการณ์ หรือหนุนเสริมการทำความเข้าใจในสังคมและในหมู่ภาคีต่างๆ โดยเฉพาะในกลไกนโยบาย

4.มีกลุ่มคนทำงานในด้านต่างๆ ที่พร้อมนำแผนไปสู่การปฏิบัติ หรือทำงานเสริมกับการขับเคลื่อนตามนโยบายและแผนที่อาจจะเกิดขึ้น เช่น กลุ่มวิจัย กลุ่มพัฒนาศักยภาพครูฝึก กลุ่มพัฒนารูปธรรมของโครงการทดลองนำร่อง กลุ่มสร้างการเรียนรู้ร่วมกันจากการปฏิบัติ (ที่อาจมีการวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของการทำงาน)  

หันกลับมามองบริบทไทย น่าจะเห็นชัดในข้อสุดท้ายว่ามีกลุ่ม มีความพยายาม รวมไปถึงมีสถาบันศาสนาได้ทำเรื่อง การพัฒนาสุขภาวะทางปัญญามาพอสมควร แต่คำถามคือจะรวมพลังของสารพัดกลไก สารพัดกลุ่มให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ได้หรือไม่ อย่างไร เพื่อสร้างผลกระทบที่เป็นรูปธรรมและตอบโจทย์สังคมมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาสุขภาพจิต ลดความเกลียดชัง ความความเครียดในการทำงาน ในสถานศึกษา หรือแม้กระทั่งในการดำเนินชีวิต

ความที่สุขภาวะทางปัญญามีความหมายกว้างและมีผลต่อการมีชีวิตที่ดี ทั้งในด้าน ‘การหลุดพ้นทางโลก’ ตามคำสอนของศาสนาพุทธ (ที่มักเรียกว่าเป้าหมายเชิงโลกุตระ) และด้านการมีชีวิตที่มีความสุข มีประโยชน์ (เรียกกันเล่นๆ ว่าเป้าหมายทางโลกีย์) การพูดถึงการพัฒนาสุขภาวะทางปัญญา โดยมองไปถึงการช่วยกันทำให้ปัจเจกสามารถใช้ศักยภาพที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์อย่างกว้างขวางผ่านนโยบายที่ดี ย่อมมีเป้าหมายทางโลกีย์มากกว่าเป้าหมายทางโลกุตระ แถมยังอาจเรียกร้องให้ทำให้เกิดสิ่งที่เป็นรูปธรรม เกิดผลลัพธ์จับต้องได้ (ซึ่งมักแปลว่าตรวจวัดการเปลี่ยนแปลงได้) 

อย่างไรก็ดี แน่นอนว่าสิ่งสำคัญที่สุด คงต้องเริ่มจากการมาตั้งเป้าร่วมกันจากทุกฝ่ายว่าอยากเห็นผลอะไร แล้วจึงนำไปสู่การหาคำตอบว่าใครควรทำอะไร อย่างไร และจะเชื่อมโยง เสริมพลังกันอย่างไร ซึ่งเราอาจจะเรียนรู้จากสองตัวอย่างที่ยกมา แม้จะเป็นกลุ่มประเทศตะวันตกที่มีฐานะทางเศรษฐกิจและพื้นฐานทางวัฒนธรรมแตกต่างกัน แต่ก็มีระบบการเมือง การพัฒนานโยบายสาธารณะที่น่าสนใจยิ่ง

การทำให้เป็นนโยบาย จึงไม่ใช่การสนับสนุนหรือเรียกร้องให้มีการทำอย่างที่ทำกันอยู่ เพราะถ้าสิ่งที่ทำกันอยู่มีผลชัดเจน ก็คงไม่มีความจำเป็นต้องมีนโยบายหรือแผนที่คาดหวังให้เกิดผลรูปธรรม


หมายเหตุส่วนตัว


ผู้เขียนเข้าสู่วัยสูงอายุแล้ว และตั้งคำถามกับตัวเองว่าผู้อ่าน (ทั้งที่แค่เห็นชื่อบทความและได้พยายามอ่านจนจบ) อาจสรุปว่า เป็นธรรมดาที่ผู้สูงอายุมักมองเห็นและพูดถึงเรื่องนามธรรมที่ดูดี โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับมิติภายในของมนุษย์  

สัปดาห์ที่ผ่านมา มีผู้มาขอให้ทบทวนประสบการณ์ส่วนตัวว่าด้วยเรื่องสุขภาวะทางปัญญา จึงพบว่าเอาเข้าจริง ประสบการณ์ตั้งแต่อายุยังน้อย (เป็นวัยรุ่นแล้ว) ได้ทำให้ค่อยๆ เห็นความสำคัญของมิติทางด้านนี้ โดยเฉพาะในสองมุมที่สำคัญ คือการมีอยู่ของสุขภาวะทางปัญญา กับการนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อชีวิต (ที่มีความหมาย มีความสุข และมีประโยชน์ทั้งกับตัวเองและผู้อื่น) ทั้งยังนึกถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้จากปราชญ์อินเดีย ชื่อ จาณักยะ ซึ่งพูดถึงสองสิ่งสำคัญที่นำความเจริญมาสู่ชีวิต ได้แก่ กัลยาณมิตร กับโอกาสในการเรียนรู้   

หากสุขภาวะทางปัญญาคือสิ่งที่มีอยู่จริงในมนุษย์ทุกคน ไม่ใช่สิ่งที่สร้างขึ้นจากคำสอนทางศาสนา (แม้อาจเริ่มจากการได้เรียนรู้ผ่านคำสอนในศาสนา ไม่ว่าศาสนาใด) และควรได้เจริญงอกงาม (เหมือนสมองที่ฉลาดขึ้นเรื่อยๆ) เพื่อชีวิตที่ดีกว่าของทุกคน และการเจริญงอกงามนั้น อย่างน้อยต้องอาศัยการสร้างกัลยาณมิตร หรือระบบนิเวศการเรียนรู้และการพัฒนาศักยภาพในตัวคน  

การมีนโยบายที่ดีเพื่อให้ประชาชนได้งอกงาม (ไม่ใช่ด้วยการยัดเยียด) ในสุขภาวะทางปัญญา ภายใต้โลกที่กำลังรวนเร ไม่อยู่นิ่ง และทำอะไรไม่ได้เลย (และจะเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ) ก็อาจเป็นโจทย์ท้าทายสู่อนาคต ไม่ใช่แค่เรื่องฝันหวานตามประสาผู้สูงอายุก็เป็นได้

References
↑1 แบบประเมินคุณภาพชีวิตขององค์การอนามัยโลก (WHO) ซึ่งเน้นวัดมิติ จิตวิญญาณ (Spirituality), ศาสนา (Religiousness) และ ความเชื่อส่วนบุคคล (Personal Beliefs) เพื่อประเมินว่าปัจจัยเหล่านี้ส่งผลต่อสุขภาวะทางจิตใจและการดำเนินชีวิตของผู้ประเมินอย่างไร

existential health mindfulness นโยบายสุขภาพ สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ สุขภาพ สุขภาวะทางปัญญา